[SR] เมื่อฉันต้องเข้าโรงพยาบาลที่เกาหลี...

นี่เป็นกระทู้แรกที่เราตั้งในพันทิปเลยค่ะ อยากจะมาแชร์ประสบการณ์"ดีๆ"กับเพื่อนๆทุกคนที่สนใจการไปเที่ยวต่างประเทศและอยากรู้จักกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เราเชื่อว่าน้อยคนนักจะได้เข้าโรงพยาบาลที่ต่างประเทศ แน่นอนว่าวางแผนไปเที่ยวทั้งที ก็ควรจะนึกถึงแต่เรื่องสนุกๆใช่มั้ยคะ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง เราเลยอยากจะแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ

กระทู้นี้เป็นกระทู้รีวิวร้าน Nature Republic สาขา Myeongdong (สาขาที่ใหญ่ที่สุดและที่ดินแพงที่สุดในประเทศ)
ถ้าออกจากสถานีรถไฟใต้ดินมยองดง ทางออกที่ 6 แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเจอเลยค่ะ
สาวก Kpop จะรู้จักกันดีเพราะว่าเอ็กโซเคยไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทางร้าน
และที่ชั้น 3 ของร้านก็เป็นร้านขายอัลบั้มของวงต่างๆด้วยค่ะ

Source: http://koreabizwire.com/wp/wp-content/uploads/2015/05/20150501_102248.jpg

ก่อนอื่นเลย เราเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นเวลา 5 วันคือ 21-25 ธันวาคมปีที่แล้ว ไปกับคุณแม่และน้องสาว รวมกัน 3 คน วางแผนเที่ยวกันเรียบร้อยจนถึงวันที่ 24 เวลาเย็นได้พากันไปไหว้พระที่วัดโชกเยซาแล้วนั่งรถไฟต่อไปช้อปที่มยองดง ที่นี่แหละค่ะที่เราไปก่อเรื่องวุ่นๆไว้

ด้วยความที่เราเองเป็นคนโก๊ะๆ (หรือซุ่มซ่ามก็ว่าได้) แล้วได้แยกกับคุณแม่ไปซื้อของของตัวเอง แล้วนัดกันว่าจะกลับไปเจอที่ร้านขายซีดีที่ชั้น 3 ของร้าน Nature Republic สาขามยองดงตามที่เกริ่นไปแล้ว ด้วยความรีบเพราะกลัวคุณแม่จะรอนานแลัวเป็นห่วงและไม่ทันระวัง เราวิ่งไปสะดุดกับเหลี่ยมทางเข้าร้านแล้วล้มหัวฟาดกับขอบชั้นวางเครื่องสำอางดังปัง คนกรี๊ดกันลั่นร้านเพราะเราหัวแตกเลือดไหลไม่หยุด (อายจุง) แต่ความประทับมันเกิดขึ้นตรงนี้ค่ะ

ทันทีที่เราลุกขึ้นแล้วรู้ตัวว่าตัวเองหัวแตก คุณผู้จัดการร้าน Nature Republic ก็รีบวิ่งเอาทิชชู่มาห้ามเลือดเรา แล้วพี่สาวพนักงานคนเกาหลีอีกคนก็พาเราขึ้นลิฟท์ไปพักที่ชั้น 2 โดยมีพี่คนไทยคือคุณโบว์กับคุณองุ่นมาช่วยเป็นล่ามแปลภาษาเกาหลีให้เรากับคุณผจก.และตามคุณแม่กับน้องสาวเราจากชั้น 3 ลงมาหาเรา ระหว่างที่คุณผจก.ติดต่อโรงพยาบาลให้เรา พี่พนักงานก็คอยปลอบคอยเช็ดเลือดให้เราตลอด บอกว่าไม่เป็นไรนะ จะช่วยจนถึงที่สุดเลย ไม่ต้องห่วงนะ

จากนั้นคุณผจก.ก็พาเราขึ้นรถของเค้า ขับออกจากมยองดงไปที่ศูนย์พยาบาลแห่งชาติ (National Medical Center) ตั้งอยู่บนถนนอึลจิโร เข้าห้องฉุกเฉินและรับการรักษาทันทีโดยไม่ต้องรอทำบัตรนาน สิ่งที่ต้องใช้มีแค่พาสปอร์ต การเข้าโรงพยาบาลรัฐที่เกาหลีทำให้เราประทับใจระบบการทำงานและการคุ้มครองประชาชนของเค้ามาก เรามองว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบการจัดการภายในโรงพยาบาลรัฐเลยค่อนข้าง Professional สะอาดสะอ้าน และรวดเร็ว ด้วยความที่เราพอรู้ภาษาเกาหลีและคุณหมอบางท่านรู้ภาษาอังกฤษ เลยไม่ต้องใช้ล่ามแปลในระหว่างที่รับการรักษา มีเพียงแค่รบกวนล่ามคนไทย (จำได้ว่าชื่อคุณนภัสวรรณ) ช่วยแปลให้เฉพาะตอนที่พยาบาลถามว่าเคยเป็นโรคร้ายแรงหรือมีโรคประจำตัวอะไรมั้ยเท่านั้นค่ะ คุณหมอที่เกาหลีบอกเลยว่าเหมือนที่ทุกคนเคยดูในซีรี่ย์เป๊ะ เมือมีคนไข้ คนไข้จะนั่งรออยู่ในห้องห้องเดียว แล้วคุณหมอและพยาบาลอีก 4-5 คนจะกรูเข้ามาในห้องเพื่อดูอาการ (ซึ่งไม่เหมือนกับที่เมืองไทยที่คนไข้ในโรงพยาบาลรัฐต้องเดินไปพบคุณหมอตามห้องต่างๆ) โดยมีคุณผจก.เข้ามารอข้างใน ส่วนคุณแม่กับน้องสาวต้องรออยู่ข้างนอกเพราะอนุญาตให้เข้าได้แค่คนเดียว

ขั้นแรก ซักประวัติกับคุณพยาบาลหน้าห้องตรวจ ต่อมาเข้าไปดูอาการ โดยมีคุณหมอเข้ามาตรวจและแนะนำขั้นตอนการรักษา รวมถึงสอบถามเรื่องประกันภัย จากนั้นก็เย็บแผลเลยค่ะ คุณหมอไม่ได้บอกให้ทำใจล่วงหน้าก่อนเลยเพิ่อความรวดเร็ว พอเย็บแผลเสร็จก็มีการกดซ้ำที่แผลด้วย ร้องไห้ จำได้ว่าตอนนั้นเหมือนจะได้เย็บไป 4-5 เข็มที่หน้าผากค่ะ พอเสร็จแล้วก็ไปตรวจปัสสาวะที่ห้องน้ำ แล้วจากนั้นก็ฉีดยา 2 เข็ม กันบาดทะยักกับอีกอย่างนึงเป็นยาอะไรจำไม่ได้ค่ะ ขั้นตอนสุดท้ายคือเช็คภายในด้วยเครื่อง CT scan ที่ทันสมัยก็คือเจ้าเครื่องใหญ่ๆที่ใช้สแกนผู้ป่วยมะเร็งนั่นเองค่ะ คุณหมอและพยาบาลที่นี่ใจดีค่ะ ไม่มีใครเหวี่ยงเลย แต่จะออกแนวจริงจังมากกว่า เพราะเค้าต้องมีสมาธิกับงาน

หลังจากเข้ารับการรักษาเรียบร้อยก็นั่งรอดูผล CT scan กับผจก. 2 คน คุณผจก.คนนี้คอยดูแลเราตลอดตั้งแต่เราล้มอยู่ที่ร้านจนถึงขับรถไปส่งเราที่เกสต์เฮ้าส์เลยค่ะ ซึ่งคุณเค้าก็คอยปลอบเราตลอด พาเราไปรับยาอีกตึกหนึ่งและอธิบายวิธีการใช้ยาให้เราด้วย (แผนกจ่ายยาที่เกาหลีดีมากค่ะ มีการอธิบายวิธีการใช้แล้วยังมีเอกสารรายละเอียดและสรรพคุณของยาเป็นภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษมาให้ด้วย) ดูแลเราเหมือนพ่อเลยค่ะ สิ่งที่เราประทับใจที่สุดและอึ้งมากที่สุดก็คือ เรามาหาหมอนอกเวลาราชการ เข้าแผนกฉุกเฉิน แถมต้องเอ็กซ์เรย์อีก ค่าใช้จ่ายคงบานน่าดู ตอนนั้นรู้สึกผิดกับคุณแม่แล้วก็คุณผจก.ด้วย เพราะเราไม่ได้ทำประกันไปและไม่แน่ใจว่าประกันภัยของแอร์เอเชียจะคุ้มครองมั้ย เพราะกรณีนี้เป็นความผิดของเราเอง แต่ตอนที่ต้องจ่ายเงิน คุณแม่ยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานแคชเชียร์ที่โรงพยาบาลก่อนเลย เพราะเราบอกคุณแม่ว่าเราล้มเอง แต่คุณผจก.ก็ควักบัตรเครดิตของเค้าออกมาแล้วบอกคุณแม่ว่าเค้าจะจ่ายเองเพราะเป็นความรับผิดชอบของที่ร้านทั้งๆที่เราก็บอกเค้าไปแล้วว่ามันเป็นความผิดของเรา แต่สุดท้ายพนักงานแคชเชียร์ก็หยิบบัตรของคุณผจก.ร้านไปค่ะ ยอดค่าใช้จ่ายวันนั้นประมาณ 400,000 วอนหรือประมาณ 12,000 บาทไทยค่ะ ร้องไห้ คุณผจก.เค้าไม่ยอมจริงๆ และพนักงานแคชเชียร์ก็ไม่ยอมรับบัตรเครดิตของคุณแม่ด้วยถึงคุณแม่จะยื่นให้เค้าก็ตาม เป็นอะไรที่เราสงสัยมากๆว่าทำไม

ถึงเวลาที่เราจะกลับที่พัก คุณผจก.ก็ขับรถไปส่ง เราก็เลยถือโอกาสถามว่าทำไมถึงดีกับพวกเราอย่างนี้ เค้าเลยตอบว่ามันเป็นหน้าที่ของเจ้าของร้านในเกาหลีที่จะต้องดูแลลูกค้าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของร้าน ซึ่งตัวเค้าจะต้องรับผิดชอบหากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น และตัวคุณเค้าเองก็บอกว่าเคยมีลูกค้าหลายคนล้มที่บริเวณนั้นเหมือนกัน ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่าเค้าอยากจะโปรโมทร้านเพิ่มยอดขายก็เลยมาทำดีกับเราใช่มั้ยคะ สำหรับเรา เราคิดว่าตรงนั้นมันแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้นเพราะระหว่างที่เค้าพาเราไปหาหมอ เค้าไม่ได้โฆษณาอะไรเกี่ยวกับร้านเลย ส่วนตัวที่เรามองคือ คนเกาหลีให้ความสำคัญกับผู้บริโภคและผู้ใช้บริการและทำด้วยความจริงใจจริงๆ เพราะทางเราบอกเค้าไปแล้วว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเราเอง แต่เค้าก็ปฎิเสธท่าเดียว และไม่ได้ถามถึงประกันหรือช่องทางติดต่อเราสักนิด หมายความว่าเค้าเต็มใจจะรับผิดชอบในเรื่องนี้จริงๆ เราเลยตั้งใจมาเขียนกระทู้นี้เพื่อโปรโมทให้กับร้าน ซึ่งเราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆทั้งสิ้น

นี่แหละค่ะ เรื่องวุ่นๆของเราที่ไปเลือดตกยางออกที่ต่างประเทศจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล หลายคนอาจจะมองว่ามันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีนัก แต่สำหรับเรา เราถือว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆจากการได้พบคนดีๆที่เข้ามาช่วยเหลือเราอย่างเต็มใจ ทำให้เรามองคนเกาหลีและประเทศเกาหลีในอีกมุมหนี่ง การเข้าโรงพยาบาลในต่างประเทศครั้งแรกกับการทำงานของคุณหมอเกาหลี การได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ และอยากจะกลับไปใช้ชีวิตที่เกาหลีอีกครั้ง จากที่เคยไปเรียนและเคยทำงานกับคนเกาหลี ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะที่มีความกดดันสูง แต่ถ้ามองถึงการคุ้มครองผู้บริโภคและ Human security ขอให้คะแนนประเทศนี้ 5 ดาวเลยค่ะเพราะเค้ามีกฎหมายที่เข้มงวด แม้แต่สินค้าที่มีสารเคมียังถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในขณะที่ประเทศบางประเทศผลิตสินค้าในปริมาณมาก (Mass production) แต่ไม่มีกฎหมายที่เข้ามาควบคุมจริงจัง ทำให้ความปลอดภัยในการใช้งานน้อยกว่า (อันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่อง Galaxy Note 7 นะคะ กรณีนี้เป็นเรื่องของเครื่องสำอางค่ะ)

ถึงตรงนี้ อยากจะขอขอบคุณคุณผู้จัดการร้าน Nature Republic สาขาหลักของมยองดง ขอบคุณพนักงานที่ร้าน ขอบคุณคุณโบว์และคุณองุ่นที่เข้ามาช่วยเหลือทันที ขอบคุณคุณนภัสวรรณที่แม้จะงานยุ่งแต่ก็สละเวลามาเป็นล่ามให้ ขอบคุณคุณหมอทุกท่านที่ National Medical Center และที่สุดของที่สุดคือขอขอบคุณคุณแม่และน้องสาวที่ไปเที่ยวด้วยกันและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะคอยดูแลอยู่ข้างๆเสมอค่ะ

ถ้าเพื่อนๆคนไหนกำลังแพลนจะไปเที่ยวที่เกาหลี อยากให้แวะไปอุดหนุนที่ร้าน Nature Republic สาขาหลักกันเยอะๆนะคะ ถึงคนจะเยอะหน่อยแต่อยากให้ไปที่สาขานี้ค่ะ ของเค้าดีจริงๆเพราะเราเป็นลูกค้าแบรนด์นี้อยู่แล้วเนื่องจากว่าเป็นคนผิวแพ้ง่าย แต่ใช้ของ Nature แล้วสิวไม่ขึ้นเลยค่ะ คุณผู้จัดการร้านก็ใจดีมากๆ พนักงานก็น่ารัก ไม่อยากเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวค่ะ เพราะ Nature Republic คุ้มครองผู้ใช้บริการจริงๆ ประทับใจมากๆ
และอยากฝากไว้เกี่ยวกับเรื่องประกันการเดินทางด้วยค่ะว่าจริงๆมันก็จำเป็น เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างเรา ประกันอาจจะช่วยได้ระดับนึงโดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าเกิดเราโชคร้ายไม่มีใครมาช่วยเราอย่างนี้ เราเชื่อว่าต้องลำบากมากๆแน่ๆ ซื้อไว้ดีกว่าค่ะ ส่วนบริษัทประกันต้องเลือกตามที่เราไว้ใจเท่านั้นนะคะ ไม่สามารถแนะนำเป็นพิเศษได้เพราะไม่เคยซื้อ แต่คิดว่าไปเที่ยวครั้งหน้าคงต้องซื้อไว้แล้วล่ะค่ะ

ใครที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ขอให้โชคดี เดินทางปลอดภัยโดยสวัสดิภาพกันทุกคนนะคะ ขอบคุณค่ะ


ป.ล. ขอโทษนะคะ ไม่รู้จะลบแผนที่ตรงกล่องรีวิวข้างล่างยังไง
ชื่อสินค้า:   Nature Republic (Myeongdong branch)
คะแนน:     
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่