มีคนหลังไมค์มาให้รีวิวมากมาย เอาเป็นว่าจะพยายามทำให้เรื่อยๆ นะครับ ดีใจที่ทุกคนชอบครับ ยังไงก็ฝากเพจด้วยนะครับ มีความรู้เกี่ยวกับน้ำหอมเยอะแยะมากมายตั้งใจทำมาให้ทุกคนเลยครับ ^^
https://www.facebook.com/PerfumeArtisanValley/
ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่านรีวิวสุดแสนยาวของผมกันนะครับ การรีวิวนี้ไม่ได้เกิดจากถูกจ้างมาแต่อย่างใด แต่เป็นการรีวิวเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้มีความรู้ทุกท่าน หากส่วนหนึ่งส่วนใดผิดพลาดไปผมก็กราบขออภัยและยินดีรับฟังคำติเตียนมา ณ ที่นี้ครับ
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อ เพราะน้ำหอมแต่ละขวดราคาไม่ใช่ถูกๆ ผมจึงขอเป็นหน่วยกล้าตายวิ่งไปตามเคาร์เตอร์ในสนามบินหรือตามห้างหรือที่อื่นใดที่สามารถไปถึงได้ ประกอบกับความรู้ที่มีอยู่บ้างบางส่วนมานำเสนอแก่เพื่อนๆ ในห้องโต๊ะเครื่องแป้ง แต่ท้ายที่สุดนี่ก็เป็นเพียงมุมมองของผมเพียงฝ่ายเดียว การจะเลือกซื้อน้ำหอมแต่ละกลิ่นยังไงๆ เสียวิธีที่ดีที่สุดก็คือต้องลองด้วยตัวเอง ขอให้คิดพิจารณาให้ดีก่อนซื้อทุกครั้งนะครับ ถ้าหมดความกังวลสงสัยแล้วเช่นนั้นก็อย่าช้ากันอยู่เลยครับ ลุย!
J'Adore L'Or Prestige Edition
100,000 ยูโร(ประมาณ 3,787,553 บาท ยังไม่รวมภาษี) ตกตะลึงพรั่นพรึงกันไปเมื่อเห็นราคาของ J'Adore L'Or Prestige Edition
ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือ J'Adore L'Or ที่นำมาตกแต่งใหม่นับว่าใจไม่ถึงรักกันไม่จริงนี่อย่าหวังได้แตะกันเลยทีเดียวครับ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ราคาน้ำหอมของ Dior จะแพงหูฉีกไส้ขาดขนาดนี้ เพราะพื้นเพตัวแบรนด์ Dior ตั้งใจวางตัวเองเป็นระดับบนสุดของความหรูหราอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่เปิดตัวออกมาจึงนับว่าเด็ดสะระตี่ แต่ทีนี้ด้วยที่จะปรุงกลิ่นใหม่ๆ ตอบรับความหรูหราระดับบน(สุด)ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ในปี 2016 Christian Dior perfumes and colognes จึงตัดสินใจนำน้ำหอมระดับตำนานอย่าง J'Adore มานำเสนอใหม่อีกรอบด้วยการดีไซน์ขวดให้วิจิตรอลังการโดยฝีมือของ Dior's Jewellery Creative Director ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์เป็นที่ชื่นชมกันในวงการอย่าง วิกตัวร์ เดอ คาสแตลยาน(Victoire de Castellan)
ข่าวร้ายก็คือทั้งโลกนี้มี J'Adore L'Or Prestige Edition เพียง 5 ขวดเท่านั้น!!!
เหตุผลที่ราคาของ J'Adore L'Or Prestige Edition แพงแสนแพงนั่นก็เพราะตัวขวดสร้างจากคริสตัลบาคาราต์ เปลี่ยนคอขวดที่ปรกติร้อยรัดด้วยห่วงสีทองซ้อนๆ กัน(เหมือนกะเหรี่ยงคอยาวแถวแม่ฮ่องสอน) เป็นโบว์และริบบิ้นที่ทำจากเงินรมดำหลอมเข้ากับโรสโกลด์ถูกออกแบบมาให้พริ้วสะบัดเหมือนจริงที่สุด
ประดับประดาตรงชายริบบิ้นเพิ่มเข้าไปอีกด้วยเพชรเจียระไนทรงหยดน้ำอีก 10 เม็ด ยัง! ยังไม่พอ ยังมีเพชรลูกเหลี่ยมเกสรทรงกลมอีก 30 เม็ด เป็นชายครุยริบบิ้น การวางตำแหน่งของแสงตกกระทบและเล่นสีสดใสราวกับน้ำผลไม้เป็นกลยุทธ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบ
โอเค กลับมาสู่โลกแห่งความจริงกันว่าจริงๆ แล้ว J'Adore L'Or Prestige Edition มันก็คือ J'Adore L'Or
ว่ากันด้วยเรื่องกลิ่นแล้วถือเป็นน้ำหอมแนว Oriental – Floral ที่มีความเข้มข้นสูงเหมาะกับอากาศหนาวๆ และงานกลางคืน ส่งภาพพจน์ให้ดูสุกสว่างราวกับทองคำเดินได้
Top notes – เนื่องจากเป็นแนว Oriental – Floral กลิ่นดอกไม้ขาวอย่างมะลิจึงเป็นพระเอก ถูกขับดันให้รุนแรงหอมหวานมากขึ้นด้วยวานิลลาผสานกับถัวตองก้า ให้อารมณ์แบบนุ่มนวลเย้ายวนจิตใจแบบสุดๆ แต่ตามคำเคลมแล้วในรายการแจ้งว่ามีกลิ่นดอกกุหลาบอยู่ด้วย ซึ่งในมุมมองของคนทำน้ำหอมแล้วจะเข้าใจกันดีถึงการจับคู่กลิ่นระหว่างกุหลาบกับมะลิว่าเป็นคู่สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อยู่ที่ว่าจะนำเสนอใครให้โดดเด่น ในที่นี้เป็นมะลิและกุหลาบจะทำให้กลิ่นมีมิติมากขึ้น
Hearth notes – ส่วนของช่วงนี้ไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นการนำเสนอต่อจากกลิ่นช่วงแรกซึ่งยังคงหรูหรามีระดับเช่นเคย แต่กลิ่นจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และชัดเจนหนักแน่น ทั้งวานิลลา ดอกมะลิ ถั่วตองก้าและดอกกุหลาบ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเหล่าบรรดาขาเม้าส์ที่เริ่มคุยกันออกรสออกชาติยากจะหยุดยั้ง ความหวานหอมนวลเนียนสุกสว่างมาเต็มตามแบบฉบับ Oriental – Floral
Based notes – ระดับความหอมในช่วงท้ายนั้นบอกเลยว่าไม่ได้หยุดยั้ง แต่เพิ่มความหรูหราขึ้นมาอีกด้วยแนวกลิ่นของอำพันผสานกลิ่นแนวผิวหนังของยางลัดดานัม ถูกทำให้สดชื่นและเป็นธรรมชาติขึ้นไปอีกด้วยกลิ่นของแพทชูลี่ เป็นอะไรที่บอกได้ว่าชวนให้รู้สึกสุกสว่างแบบอบอุ่นสุดๆ จนยากจะบรรยาย
สามประสานตอนท้ายจะนำพาความตกตะลึงมาสู่ผู้ได้กลิ่น ความหอมหวานของมะลิ กุหลาบ วานิลลา ทั้งหลายก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน และจะพากันปิดฉากสุดท้ายด้วยความวิจิตรเหมือนการขอบคุณจากนักร้องโอเปร่าทั้งวงจากนั้นจึงค่อยๆ ปิดม่านการแสดงลงอย่างช้าๆ
ความฟุ้งกระจายและความทนไม่ต้องคิดมากอะไรทั้งนั้น!
น้ำหอมที่เข้มระดับ Extrait มีครบทุกองค์ประกอบแบบจัดเต็มจัดหนัก
ถ้าใครมีประสบการณ์ที่ต้องฉีด 8 – 10 สเปรย์ ต่อการใช้หนึ่งครั้งคงต้องขอกราบงามๆ สามทีและขอให้ท่านกรุณาเบามือลงและฉีด J'Adore L'Or Prestige Edition แบบเบาที่สุด ไม่เกิน 2 สเปรย์ แค่นั้นพอ
อันที่จริงแล้วลักษณะสูตรของ J'Adore L'Or Prestige Edition ไม่ได้ดูยากเย็นแพรวพราวเพริดแพร้ววิจิตรอะไร แต่มันเลอค่าน่าชมและยากจะเลียนแบบก็ตรงระดับคุณภาพของวัตถุดิบ
เริ่มที่กุหลาบนั้นใช้กุหลาบ Rosa centifolia หรือ May Rose de Grass ดอกกุหลาบพันธุ์นี้จัดว่าเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่หาได้ยาก จะเบ่งบานสะพรั่งพร้อมให้เก็บเกี่ยวกันเฉพาะเดือนพฤษภาคม เขาว่ากันว่าเป็นช่วงที่กุหลาบคุณภาพดีที่สุดและต้องปลูกที่เมืองกราสประเทศฝรั่งเศสด้วยนะ
ส่วนราคาก็ไม่แพงเท่าไร กิโลละสี่แสนกว่าบาทเองจ้า
ส่วนดอกมะลินั้นนางใช้ Jasmine de Grasse Absolute หรือดอกมะลิจากเมือง Grasse ดอกมะลิจากเมืองนี้นับว่าเป็นส่วนผสมอีกอย่างหนึ่งที่แพงมาก(อ้าปากกว้าง)แถมยังคุณภาพดีสุดๆ โดยกลิ่นก็ไม่ได้เหมือนดอกมะลิบ้านเราและยังปลูกกันน้อยนิดกระหยุมกระหยิมสงวนราคาอยู่ที่กิโลละสี่แสนกว่าบาทไม่ต่างจากดอกกุหลาบ May Rose เท่าไร สบายๆ เนอะ
สองนางผ่านไปทำใจคว่ำใจหงาย ต่อมาเป็นพระเอกอีกตัวของงานนั่นก็คือวานิลา
วานิลาที่ใช้เป็นส่วนผสมก็หาใช่วานิลาธรรมดาบ้านทั่วๆ ไปไม่ เพราะ J'Adore L'Or Prestige Edition เลือกที่จะใช้ Tahitian Vanilla หรือวานิลาจาก French Polynesia (เอามือทาบอก) ความหอมของวานิลลาที่ว่านวลจมูกสุดๆ นั้นเป็นเด็กอนุบาลไปเลยเมื่อเจอ Tahitian Vanilla ด้วยความทรงพลังและ Smooth as silk ของนางทำให้ราคาตกอยู่ที่กิโลละสามแสนกว่าบาท(อีกนิดเดียวก็สี่แสนละ) ไม่ได้น้อยหน้ากว่าพี่นางทั้งสองเลย
ที่เหลืออย่าง French labdanum หรือ Tonka bean อาจจะถูกลงมาหน่อยแต่ก็อยู่ในระดับหลักหมื่น แล้วคิดดูว่าเมื่อเอามาผสมกันแล้วใส่ลงในขวด 40 ml. ที่ระดับความเข้มข้น Extrait(40%) ราคามันจะน่าน้ำตาตกขนาดไหน ใครจะเลียนแบบก็เลียนเลยนะ เรายังไม่อาจเอื้อม
สุดท้ายนี้ไม่ต้องคิดมากนะครับ ผมเอาข้อมูลมาให้ดูกระตุ้มต่อมอยากเฉยๆ และขอแสดงความเสียใจกับเศรษฐีทั้งหลายที่ได้อ่านบทความนี้ เพราะว่า J'Adore L'Or Prestige Edition ทั้ง 5 ขวดนั้นขายหมดไปเรียบร้อยแล้วครับ
-----------------------------------------------------------------------------------------
ผมทำเพจชุมชนของคนทำน้ำหอมไว้ ถ้าใครชอบก็ตามเข้าไปดูข้อมูล รวมถึงรีวิวอื่นๆ(ซึ่งผมก็จะเอามาลงให้ในพันทิปเรื่อยๆ แหละครับ)ได้นะครับ
ฝากประชาสัมพันธ์นิดนึงว่าทางเพจกำลังจัดอบรมสำหรับผู้สนใจทำน้ำหอมอยู่ เป็นการสอนเชิงศิลปะงานฝีมือ ไม่ใช่น้ำหอม CC สำเร็จรูป หากใครสนใจอยากเรียนรู้สามารถตามเข้าไปอ่านรายละเอียดในเพจได้นะครับ ขอบคุณครับ
เพจ :
https://www.facebook.com/PerfumeArtisanValley/
[CR] [CR][AV]จากมุมมองของคนทำน้ำหอม ขอมารีวิว น้ำหอมที่เคยดมกันแบบเจาะลึก [ภาค 3 - J'Adore L'Or Prestige Edition]
https://www.facebook.com/PerfumeArtisanValley/
ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่านรีวิวสุดแสนยาวของผมกันนะครับ การรีวิวนี้ไม่ได้เกิดจากถูกจ้างมาแต่อย่างใด แต่เป็นการรีวิวเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้มีความรู้ทุกท่าน หากส่วนหนึ่งส่วนใดผิดพลาดไปผมก็กราบขออภัยและยินดีรับฟังคำติเตียนมา ณ ที่นี้ครับ
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อ เพราะน้ำหอมแต่ละขวดราคาไม่ใช่ถูกๆ ผมจึงขอเป็นหน่วยกล้าตายวิ่งไปตามเคาร์เตอร์ในสนามบินหรือตามห้างหรือที่อื่นใดที่สามารถไปถึงได้ ประกอบกับความรู้ที่มีอยู่บ้างบางส่วนมานำเสนอแก่เพื่อนๆ ในห้องโต๊ะเครื่องแป้ง แต่ท้ายที่สุดนี่ก็เป็นเพียงมุมมองของผมเพียงฝ่ายเดียว การจะเลือกซื้อน้ำหอมแต่ละกลิ่นยังไงๆ เสียวิธีที่ดีที่สุดก็คือต้องลองด้วยตัวเอง ขอให้คิดพิจารณาให้ดีก่อนซื้อทุกครั้งนะครับ ถ้าหมดความกังวลสงสัยแล้วเช่นนั้นก็อย่าช้ากันอยู่เลยครับ ลุย!
100,000 ยูโร(ประมาณ 3,787,553 บาท ยังไม่รวมภาษี) ตกตะลึงพรั่นพรึงกันไปเมื่อเห็นราคาของ J'Adore L'Or Prestige Edition
ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือ J'Adore L'Or ที่นำมาตกแต่งใหม่นับว่าใจไม่ถึงรักกันไม่จริงนี่อย่าหวังได้แตะกันเลยทีเดียวครับ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ราคาน้ำหอมของ Dior จะแพงหูฉีกไส้ขาดขนาดนี้ เพราะพื้นเพตัวแบรนด์ Dior ตั้งใจวางตัวเองเป็นระดับบนสุดของความหรูหราอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่เปิดตัวออกมาจึงนับว่าเด็ดสะระตี่ แต่ทีนี้ด้วยที่จะปรุงกลิ่นใหม่ๆ ตอบรับความหรูหราระดับบน(สุด)ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ในปี 2016 Christian Dior perfumes and colognes จึงตัดสินใจนำน้ำหอมระดับตำนานอย่าง J'Adore มานำเสนอใหม่อีกรอบด้วยการดีไซน์ขวดให้วิจิตรอลังการโดยฝีมือของ Dior's Jewellery Creative Director ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์เป็นที่ชื่นชมกันในวงการอย่าง วิกตัวร์ เดอ คาสแตลยาน(Victoire de Castellan)
ข่าวร้ายก็คือทั้งโลกนี้มี J'Adore L'Or Prestige Edition เพียง 5 ขวดเท่านั้น!!!
เหตุผลที่ราคาของ J'Adore L'Or Prestige Edition แพงแสนแพงนั่นก็เพราะตัวขวดสร้างจากคริสตัลบาคาราต์ เปลี่ยนคอขวดที่ปรกติร้อยรัดด้วยห่วงสีทองซ้อนๆ กัน(เหมือนกะเหรี่ยงคอยาวแถวแม่ฮ่องสอน) เป็นโบว์และริบบิ้นที่ทำจากเงินรมดำหลอมเข้ากับโรสโกลด์ถูกออกแบบมาให้พริ้วสะบัดเหมือนจริงที่สุด
ประดับประดาตรงชายริบบิ้นเพิ่มเข้าไปอีกด้วยเพชรเจียระไนทรงหยดน้ำอีก 10 เม็ด ยัง! ยังไม่พอ ยังมีเพชรลูกเหลี่ยมเกสรทรงกลมอีก 30 เม็ด เป็นชายครุยริบบิ้น การวางตำแหน่งของแสงตกกระทบและเล่นสีสดใสราวกับน้ำผลไม้เป็นกลยุทธ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบ
โอเค กลับมาสู่โลกแห่งความจริงกันว่าจริงๆ แล้ว J'Adore L'Or Prestige Edition มันก็คือ J'Adore L'Or
ว่ากันด้วยเรื่องกลิ่นแล้วถือเป็นน้ำหอมแนว Oriental – Floral ที่มีความเข้มข้นสูงเหมาะกับอากาศหนาวๆ และงานกลางคืน ส่งภาพพจน์ให้ดูสุกสว่างราวกับทองคำเดินได้
Top notes – เนื่องจากเป็นแนว Oriental – Floral กลิ่นดอกไม้ขาวอย่างมะลิจึงเป็นพระเอก ถูกขับดันให้รุนแรงหอมหวานมากขึ้นด้วยวานิลลาผสานกับถัวตองก้า ให้อารมณ์แบบนุ่มนวลเย้ายวนจิตใจแบบสุดๆ แต่ตามคำเคลมแล้วในรายการแจ้งว่ามีกลิ่นดอกกุหลาบอยู่ด้วย ซึ่งในมุมมองของคนทำน้ำหอมแล้วจะเข้าใจกันดีถึงการจับคู่กลิ่นระหว่างกุหลาบกับมะลิว่าเป็นคู่สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อยู่ที่ว่าจะนำเสนอใครให้โดดเด่น ในที่นี้เป็นมะลิและกุหลาบจะทำให้กลิ่นมีมิติมากขึ้น
Hearth notes – ส่วนของช่วงนี้ไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นการนำเสนอต่อจากกลิ่นช่วงแรกซึ่งยังคงหรูหรามีระดับเช่นเคย แต่กลิ่นจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และชัดเจนหนักแน่น ทั้งวานิลลา ดอกมะลิ ถั่วตองก้าและดอกกุหลาบ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเหล่าบรรดาขาเม้าส์ที่เริ่มคุยกันออกรสออกชาติยากจะหยุดยั้ง ความหวานหอมนวลเนียนสุกสว่างมาเต็มตามแบบฉบับ Oriental – Floral
Based notes – ระดับความหอมในช่วงท้ายนั้นบอกเลยว่าไม่ได้หยุดยั้ง แต่เพิ่มความหรูหราขึ้นมาอีกด้วยแนวกลิ่นของอำพันผสานกลิ่นแนวผิวหนังของยางลัดดานัม ถูกทำให้สดชื่นและเป็นธรรมชาติขึ้นไปอีกด้วยกลิ่นของแพทชูลี่ เป็นอะไรที่บอกได้ว่าชวนให้รู้สึกสุกสว่างแบบอบอุ่นสุดๆ จนยากจะบรรยาย
สามประสานตอนท้ายจะนำพาความตกตะลึงมาสู่ผู้ได้กลิ่น ความหอมหวานของมะลิ กุหลาบ วานิลลา ทั้งหลายก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน และจะพากันปิดฉากสุดท้ายด้วยความวิจิตรเหมือนการขอบคุณจากนักร้องโอเปร่าทั้งวงจากนั้นจึงค่อยๆ ปิดม่านการแสดงลงอย่างช้าๆ
ความฟุ้งกระจายและความทนไม่ต้องคิดมากอะไรทั้งนั้น!
น้ำหอมที่เข้มระดับ Extrait มีครบทุกองค์ประกอบแบบจัดเต็มจัดหนัก
ถ้าใครมีประสบการณ์ที่ต้องฉีด 8 – 10 สเปรย์ ต่อการใช้หนึ่งครั้งคงต้องขอกราบงามๆ สามทีและขอให้ท่านกรุณาเบามือลงและฉีด J'Adore L'Or Prestige Edition แบบเบาที่สุด ไม่เกิน 2 สเปรย์ แค่นั้นพอ
อันที่จริงแล้วลักษณะสูตรของ J'Adore L'Or Prestige Edition ไม่ได้ดูยากเย็นแพรวพราวเพริดแพร้ววิจิตรอะไร แต่มันเลอค่าน่าชมและยากจะเลียนแบบก็ตรงระดับคุณภาพของวัตถุดิบ
เริ่มที่กุหลาบนั้นใช้กุหลาบ Rosa centifolia หรือ May Rose de Grass ดอกกุหลาบพันธุ์นี้จัดว่าเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่หาได้ยาก จะเบ่งบานสะพรั่งพร้อมให้เก็บเกี่ยวกันเฉพาะเดือนพฤษภาคม เขาว่ากันว่าเป็นช่วงที่กุหลาบคุณภาพดีที่สุดและต้องปลูกที่เมืองกราสประเทศฝรั่งเศสด้วยนะ
ส่วนราคาก็ไม่แพงเท่าไร กิโลละสี่แสนกว่าบาทเองจ้า
ส่วนดอกมะลินั้นนางใช้ Jasmine de Grasse Absolute หรือดอกมะลิจากเมือง Grasse ดอกมะลิจากเมืองนี้นับว่าเป็นส่วนผสมอีกอย่างหนึ่งที่แพงมาก(อ้าปากกว้าง)แถมยังคุณภาพดีสุดๆ โดยกลิ่นก็ไม่ได้เหมือนดอกมะลิบ้านเราและยังปลูกกันน้อยนิดกระหยุมกระหยิมสงวนราคาอยู่ที่กิโลละสี่แสนกว่าบาทไม่ต่างจากดอกกุหลาบ May Rose เท่าไร สบายๆ เนอะ
สองนางผ่านไปทำใจคว่ำใจหงาย ต่อมาเป็นพระเอกอีกตัวของงานนั่นก็คือวานิลา
วานิลาที่ใช้เป็นส่วนผสมก็หาใช่วานิลาธรรมดาบ้านทั่วๆ ไปไม่ เพราะ J'Adore L'Or Prestige Edition เลือกที่จะใช้ Tahitian Vanilla หรือวานิลาจาก French Polynesia (เอามือทาบอก) ความหอมของวานิลลาที่ว่านวลจมูกสุดๆ นั้นเป็นเด็กอนุบาลไปเลยเมื่อเจอ Tahitian Vanilla ด้วยความทรงพลังและ Smooth as silk ของนางทำให้ราคาตกอยู่ที่กิโลละสามแสนกว่าบาท(อีกนิดเดียวก็สี่แสนละ) ไม่ได้น้อยหน้ากว่าพี่นางทั้งสองเลย
ที่เหลืออย่าง French labdanum หรือ Tonka bean อาจจะถูกลงมาหน่อยแต่ก็อยู่ในระดับหลักหมื่น แล้วคิดดูว่าเมื่อเอามาผสมกันแล้วใส่ลงในขวด 40 ml. ที่ระดับความเข้มข้น Extrait(40%) ราคามันจะน่าน้ำตาตกขนาดไหน ใครจะเลียนแบบก็เลียนเลยนะ เรายังไม่อาจเอื้อม
สุดท้ายนี้ไม่ต้องคิดมากนะครับ ผมเอาข้อมูลมาให้ดูกระตุ้มต่อมอยากเฉยๆ และขอแสดงความเสียใจกับเศรษฐีทั้งหลายที่ได้อ่านบทความนี้ เพราะว่า J'Adore L'Or Prestige Edition ทั้ง 5 ขวดนั้นขายหมดไปเรียบร้อยแล้วครับ
-----------------------------------------------------------------------------------------
ผมทำเพจชุมชนของคนทำน้ำหอมไว้ ถ้าใครชอบก็ตามเข้าไปดูข้อมูล รวมถึงรีวิวอื่นๆ(ซึ่งผมก็จะเอามาลงให้ในพันทิปเรื่อยๆ แหละครับ)ได้นะครับ
ฝากประชาสัมพันธ์นิดนึงว่าทางเพจกำลังจัดอบรมสำหรับผู้สนใจทำน้ำหอมอยู่ เป็นการสอนเชิงศิลปะงานฝีมือ ไม่ใช่น้ำหอม CC สำเร็จรูป หากใครสนใจอยากเรียนรู้สามารถตามเข้าไปอ่านรายละเอียดในเพจได้นะครับ ขอบคุณครับ
เพจ : https://www.facebook.com/PerfumeArtisanValley/