สวัสดีครับทุกๆท่าน
เวลาเราหลงทางอย่างแรกที่เราทำก็คือหาหนทางใหม่ที่ทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้ใช่ไหมครับ...
ถ้าเป็นการหลงทางในสถานที่ทั่วๆไปก็คงจะดี แค่เปิด Google Map เราก็กลับเข้าสู่เส้นทางที่เราต้องการได้ง่ายๆแล้ว แต่ถ้าเป็นการหลงทางในหัวของตัวเอง หลงชนิดที่หาทางเดินต่อไปสู่เป้าหมายของเราให้ได้นี่มันก็ยากเต็มทนละครับ เราจะทำอย่างไร
สิ่งที่ผมทำก็เหมือนกับการหลงทางทั่วๆไปเลยครับ เราก็แค่หาแผนที่ของตัวเอง สร้าง Google Map ของตัวเองขึ้นมาซะก็สิ้นเรื่อง แต่ Google Map สำหรับผมคือการออกไปเที่ยวครับ
หลายๆคนไปเที่ยวเพราะอยากพักผ่อน บ้างก็อยากจะไปค้นหาตัวเอง บ้างก็ออกไปหาแรงบันดาลใจ สำหรับผมการเที่ยวมันเป็นเหมือนประตูบานใหญ่ๆที่มีไว้ให้เราได้เปิดออกไปเพื่อหนีความเป็นจริง ไปพบเจออะไรใหม่ๆ ที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ หลบหลีกจากความซ้ำซากจำเจ และกฎระเบียบที่มาพร้อมกับความวุ่นวายเมื่อกฎมันเป็นของที่ๆไม่ใช่ที่ของเรา สาเหตุหลักๆที่ทำให้ผมไปเที่ยวครั้งนี้คือ ผมถูกให้ออกจากงานครับ
ผมก็เป็นแค่เด็กจบใหม่ทั่วๆไปนี่แหละครับ เด็กจบใหม่ที่ต้นทุนของที่บ้านอาจจะไม่สูงนัก จบมาอย่างแรกที่จะต้องทำคือกระวีกระวาดหางานอะไรก็ได้ทำ เพื่อที่จะหยุดพึ่งที่บ้านแหละแปรสภาพตัวเองมาเป็นที่พึ่งซะเอง ในตอนนั้นในหัวผมไม่ได้มองหรอกครับว่าเราอยากที่จะทำงานอะไร ในหัวมีแค่หางานให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง
แล้วผมก็โชคดีครับ ผมได้โอกาสจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่หนึ่ง ให้ไปทำงานในตำแหน่งของที่ปรึกษาด้านคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ รายได้ดีครับ แต่ความกดดันมหาศาล ช่วงแรกๆผมก็ทำได้อยู่หรอก ผ่านไปเรื่อยๆถึงได้เข้าใจคำพูดที่เขาพูดกันว่า “งานที่ไม่ใช่ตัวเรา ทำไปก็มีแต่ทรมาน” ผมทำได้อยู่ประมาณ 5 เดือน ทุกอย่างโอเคหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรายได้, สภาพแวดล้อมการทำงาน, เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน แต่สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือทำผลงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ทางบริษัทเขาตั้งเอาไว้ ผมไม่รู้ว่าผมทำเต็มที่รึเปล่า ส่วนตัวผมก็คงจะบอกว่าเต็มที่ แต่ถ้าดูตามผลงานก็คงบอกได้ว่า ผมยังทำได้ไม่ดีพอ ผมถึงได้รู้ว่าในโลกของการทำงานแค่ทำได้มันไม่พอ แต่มันต้องทำให้ได้ดีด้วย คุณต้องพัฒนาอยู่เสมอ ไม่มีใครลงทุนจ้างคุณให้มาหยุดอยู่กับที่ คุณต้องเดินต่อ บริษัทก็ต้องเดินต่อเช่นกัน
ร่ายยาวไปเรื่อยจากบทความท่องเที่ยว กลายเป็นบทความระบายของเด็กอ่อนด้อยประสบการณ์ไปซะแล้ว แต่เพราะเหตุผลนี้แหละครับ ที่ผลักดันให้ผมอยากออกมาใช้ชีวิตเป็นเด็กจบใหม่บ้าง ได้ออกไปเที่ยว ไปค้นหาตัวเองว่าจริงๆแล้วเราอยากจะทำอะไร แม้มันจะช้าไปบ้างจนรุ่นน้องผมใกล้จะจบตามออกมาติดๆแล้วก็ตาม
ผมออกจากงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ครับ แล้ววันนั้นเวลา 23.05 น. ก้นของผมก็แตะกับเบาะของรถทัวร์นครชัยแอร์ มุ่งหน้าสู่ปลายทางจังหวัดเชียงใหม่ ทำไมผมถึงเลือกเชียงใหม่?...เพราะในมุมมองของผม เชียงใหม่คือจังหวัดที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นเมืองและความเป็นต่างจังหวัด (ถึงตอนนี้จะเริ่มเป็นเมืองมากขึ้นทุกทีๆ) มันมีความทันสมัยแต่ก็มีรากของวัฒนธรรมล้านนาอยู่อย่างเข้มแข็ง และสำหรับผมที่นี่ต่างจากกรุงเทพฯคือสามารถที่จะเลือกได้ว่าคุณอยากจะสงบหรือวุ่นวาย
ปล.บทความยาวมากนะครับ มีรูปเยอะแยะเลยด้วย ขอต่อใน Comments ละกันนะครับ
ปล.2 กระทู้นี้ผมยืมแอคเคาท์เพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันมาโพสนะครับ
ไม่ใช่ Review แค่อยากเล่า...เมื่อ "คนไร้ศานา" ไปทริปไหว้พระ 9 วัด รอบคูเมืองเชียงใหม่
เวลาเราหลงทางอย่างแรกที่เราทำก็คือหาหนทางใหม่ที่ทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้ใช่ไหมครับ...
ถ้าเป็นการหลงทางในสถานที่ทั่วๆไปก็คงจะดี แค่เปิด Google Map เราก็กลับเข้าสู่เส้นทางที่เราต้องการได้ง่ายๆแล้ว แต่ถ้าเป็นการหลงทางในหัวของตัวเอง หลงชนิดที่หาทางเดินต่อไปสู่เป้าหมายของเราให้ได้นี่มันก็ยากเต็มทนละครับ เราจะทำอย่างไร
สิ่งที่ผมทำก็เหมือนกับการหลงทางทั่วๆไปเลยครับ เราก็แค่หาแผนที่ของตัวเอง สร้าง Google Map ของตัวเองขึ้นมาซะก็สิ้นเรื่อง แต่ Google Map สำหรับผมคือการออกไปเที่ยวครับ
หลายๆคนไปเที่ยวเพราะอยากพักผ่อน บ้างก็อยากจะไปค้นหาตัวเอง บ้างก็ออกไปหาแรงบันดาลใจ สำหรับผมการเที่ยวมันเป็นเหมือนประตูบานใหญ่ๆที่มีไว้ให้เราได้เปิดออกไปเพื่อหนีความเป็นจริง ไปพบเจออะไรใหม่ๆ ที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ หลบหลีกจากความซ้ำซากจำเจ และกฎระเบียบที่มาพร้อมกับความวุ่นวายเมื่อกฎมันเป็นของที่ๆไม่ใช่ที่ของเรา สาเหตุหลักๆที่ทำให้ผมไปเที่ยวครั้งนี้คือ ผมถูกให้ออกจากงานครับ
ผมก็เป็นแค่เด็กจบใหม่ทั่วๆไปนี่แหละครับ เด็กจบใหม่ที่ต้นทุนของที่บ้านอาจจะไม่สูงนัก จบมาอย่างแรกที่จะต้องทำคือกระวีกระวาดหางานอะไรก็ได้ทำ เพื่อที่จะหยุดพึ่งที่บ้านแหละแปรสภาพตัวเองมาเป็นที่พึ่งซะเอง ในตอนนั้นในหัวผมไม่ได้มองหรอกครับว่าเราอยากที่จะทำงานอะไร ในหัวมีแค่หางานให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง
แล้วผมก็โชคดีครับ ผมได้โอกาสจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่หนึ่ง ให้ไปทำงานในตำแหน่งของที่ปรึกษาด้านคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ รายได้ดีครับ แต่ความกดดันมหาศาล ช่วงแรกๆผมก็ทำได้อยู่หรอก ผ่านไปเรื่อยๆถึงได้เข้าใจคำพูดที่เขาพูดกันว่า “งานที่ไม่ใช่ตัวเรา ทำไปก็มีแต่ทรมาน” ผมทำได้อยู่ประมาณ 5 เดือน ทุกอย่างโอเคหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรายได้, สภาพแวดล้อมการทำงาน, เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน แต่สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือทำผลงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ทางบริษัทเขาตั้งเอาไว้ ผมไม่รู้ว่าผมทำเต็มที่รึเปล่า ส่วนตัวผมก็คงจะบอกว่าเต็มที่ แต่ถ้าดูตามผลงานก็คงบอกได้ว่า ผมยังทำได้ไม่ดีพอ ผมถึงได้รู้ว่าในโลกของการทำงานแค่ทำได้มันไม่พอ แต่มันต้องทำให้ได้ดีด้วย คุณต้องพัฒนาอยู่เสมอ ไม่มีใครลงทุนจ้างคุณให้มาหยุดอยู่กับที่ คุณต้องเดินต่อ บริษัทก็ต้องเดินต่อเช่นกัน
ร่ายยาวไปเรื่อยจากบทความท่องเที่ยว กลายเป็นบทความระบายของเด็กอ่อนด้อยประสบการณ์ไปซะแล้ว แต่เพราะเหตุผลนี้แหละครับ ที่ผลักดันให้ผมอยากออกมาใช้ชีวิตเป็นเด็กจบใหม่บ้าง ได้ออกไปเที่ยว ไปค้นหาตัวเองว่าจริงๆแล้วเราอยากจะทำอะไร แม้มันจะช้าไปบ้างจนรุ่นน้องผมใกล้จะจบตามออกมาติดๆแล้วก็ตาม
ผมออกจากงานวันที่ 1 กุมภาพันธ์ครับ แล้ววันนั้นเวลา 23.05 น. ก้นของผมก็แตะกับเบาะของรถทัวร์นครชัยแอร์ มุ่งหน้าสู่ปลายทางจังหวัดเชียงใหม่ ทำไมผมถึงเลือกเชียงใหม่?...เพราะในมุมมองของผม เชียงใหม่คือจังหวัดที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นเมืองและความเป็นต่างจังหวัด (ถึงตอนนี้จะเริ่มเป็นเมืองมากขึ้นทุกทีๆ) มันมีความทันสมัยแต่ก็มีรากของวัฒนธรรมล้านนาอยู่อย่างเข้มแข็ง และสำหรับผมที่นี่ต่างจากกรุงเทพฯคือสามารถที่จะเลือกได้ว่าคุณอยากจะสงบหรือวุ่นวาย
ปล.บทความยาวมากนะครับ มีรูปเยอะแยะเลยด้วย ขอต่อใน Comments ละกันนะครับ
ปล.2 กระทู้นี้ผมยืมแอคเคาท์เพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันมาโพสนะครับ