หัวหน้าพรรคคนไทย ยันพร้อมร่วมวงแจงปรองดอง แต่ชี้ตั้ง 10+1 หัวข้อส่อเลี่ยงไม่ฟังความเห็นอื่น มีธงล่วงหน้า จนเป็นเหมือนแค่พิธีกรรม ถ้าไม่แก้ไขกฏหมายให้สากล ปรองดองก็ไม่มีทางเกิด ขอฟังอย่างทั่วถึงไม่ใช่แค่พรรคใหญ่ จี้แก้เศรษฐกิจฐานรากด่วน เตือนถ้าคนจนอิจฉาคนรวย ข้าราชการ ที่รัฐมัวแต่เอาใจ อาจถึงคราวกลียุค
วันนี้ (13 ก.พ.) นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น ในคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการปรองดองจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเรียงตามตัวอักษรเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดอง ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ว่า ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคนต้องการเห็นความสมัครสมานสามัคคีเกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างแน่นอน พรรคคนไทยเองก็พร้อมที่จะไปร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความปรองดอง หากแต่ยังกังวลว่า การกำหนด 10 หรือ 11 ประเด็นหัวข้อไว้ล่วงหน้า โดยห้ามพูดนอกเหนือจากที่กำหนดนั้น ก็เหมือนกับเลี่ยงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นในหัวข้ออื่น ซึ่งบางความเห็น อาจมาจากบริบทความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม อีกทั้งยังอาจถูกมองว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า จนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นเพียงพิธีกรรมให้กระบวนการนี้เกิดความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือเท่านั้น อย่างไรก็ตามตนมองว่า หากไม่สามารถแก้ไขการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักสากล ยังมีหลายมาตรฐานอยู่เช่นนี้ เราคงต้องยอมรับว่าการปรองดองของคนในชาติจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้
“เมื่อเปิดเวทีพูดคุยแล้ว ก็ต้องรับฟังและให้น้ำหนักผู้แสดงความคิดเห็นทุกคน ทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ฟังหรือให้ความสำคัญแต่พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งจะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เกณฑ์ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ไปเข้าฉาก แต่พอบทสรุปออกมา ก็เป็นไปตามบทที่ผู้กำกับเขียนไว้” นายอุเทน กล่าว
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจที่เหลือล้น มีเวลาที่เหลือเฟือ ก็ควรคิด ตระหนักถึงปัญหาของชาติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจของคนรากหญ้า ที่ตนได้เตือนไปแล้วหลายครั้งว่า จะเกิดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ หากเสียเวลามากไปกว่านี้ เศรษฐกิจบ้านเมืองจะยิ่งเสียหายและหมดหนทางที่จะฟื้นตัว จนอาจเกิดวิกฤตเหมือนเมื่อปี 2540 ที่จำเป็นต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องไม่ลืมว่า วิกฤตเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากคนรวย ซึ่งรัฐบาลตอนนั้นแค่เข้าไปช่วยให้เกิดการเจรจาประนอมหนี้ ปัญหาก็คลี่คลายลง แตกต่างจากในตอนนี้ ที่วิกฤตเกิดจากปัญหาปากท้อง คนจนจึงเหนื่อยและลำบาก การที่ใช้นโยบายโยนเงินให้เพียง 2 - 3 พันบาทเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เหตุเพราะปัญหาหมักหมมมานาน จากการใช้จ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย ไร้ประสิทธิภาพ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น จนภาระหนี้ตกอยู่กับส่วนรวม โดยเฉพาะในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาที่มีการใช้งบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดการตรวจสอบ ส่งผลให้เศรษฐกิจของชาติฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนส่วนใหญ่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทั้งนี้ขอเตือนว่า ถ้าวันหนึ่งคนจนเกิดอิจฉาคนรวย อิจฉาข้าราชการ อิจฉาที่รัฐบาลเอาใจแต่คนกลุ่มนี้ขึ้นมา วันนั้นก็คงถึงคราวกลียุคแน่
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000015121
"อุเทน" พร้อมแจมวงปรองดอง แต่ติงถามแค่ 10หัวข้อ จี้แก้ ศก.ฐานรากด่วน
วันนี้ (13 ก.พ.) นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น ในคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการปรองดองจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเรียงตามตัวอักษรเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดอง ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ว่า ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคนต้องการเห็นความสมัครสมานสามัคคีเกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างแน่นอน พรรคคนไทยเองก็พร้อมที่จะไปร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความปรองดอง หากแต่ยังกังวลว่า การกำหนด 10 หรือ 11 ประเด็นหัวข้อไว้ล่วงหน้า โดยห้ามพูดนอกเหนือจากที่กำหนดนั้น ก็เหมือนกับเลี่ยงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นในหัวข้ออื่น ซึ่งบางความเห็น อาจมาจากบริบทความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม อีกทั้งยังอาจถูกมองว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า จนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นเพียงพิธีกรรมให้กระบวนการนี้เกิดความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือเท่านั้น อย่างไรก็ตามตนมองว่า หากไม่สามารถแก้ไขการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักสากล ยังมีหลายมาตรฐานอยู่เช่นนี้ เราคงต้องยอมรับว่าการปรองดองของคนในชาติจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้
“เมื่อเปิดเวทีพูดคุยแล้ว ก็ต้องรับฟังและให้น้ำหนักผู้แสดงความคิดเห็นทุกคน ทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ฟังหรือให้ความสำคัญแต่พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งจะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เกณฑ์ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ไปเข้าฉาก แต่พอบทสรุปออกมา ก็เป็นไปตามบทที่ผู้กำกับเขียนไว้” นายอุเทน กล่าว
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจที่เหลือล้น มีเวลาที่เหลือเฟือ ก็ควรคิด ตระหนักถึงปัญหาของชาติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจของคนรากหญ้า ที่ตนได้เตือนไปแล้วหลายครั้งว่า จะเกิดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ หากเสียเวลามากไปกว่านี้ เศรษฐกิจบ้านเมืองจะยิ่งเสียหายและหมดหนทางที่จะฟื้นตัว จนอาจเกิดวิกฤตเหมือนเมื่อปี 2540 ที่จำเป็นต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องไม่ลืมว่า วิกฤตเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากคนรวย ซึ่งรัฐบาลตอนนั้นแค่เข้าไปช่วยให้เกิดการเจรจาประนอมหนี้ ปัญหาก็คลี่คลายลง แตกต่างจากในตอนนี้ ที่วิกฤตเกิดจากปัญหาปากท้อง คนจนจึงเหนื่อยและลำบาก การที่ใช้นโยบายโยนเงินให้เพียง 2 - 3 พันบาทเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เหตุเพราะปัญหาหมักหมมมานาน จากการใช้จ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย ไร้ประสิทธิภาพ เกิดการทุจริตคอรัปชั่น จนภาระหนี้ตกอยู่กับส่วนรวม โดยเฉพาะในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาที่มีการใช้งบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดการตรวจสอบ ส่งผลให้เศรษฐกิจของชาติฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนส่วนใหญ่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทั้งนี้ขอเตือนว่า ถ้าวันหนึ่งคนจนเกิดอิจฉาคนรวย อิจฉาข้าราชการ อิจฉาที่รัฐบาลเอาใจแต่คนกลุ่มนี้ขึ้นมา วันนั้นก็คงถึงคราวกลียุคแน่
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000015121