วันนี้เห็นหลายกระทู้ลากเอาเรื่อง "พระลิขิต" มาเป็นประเด็นกันอีกแล้ว....
มันก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจว่า กลยุทธ์เดิม ๆ ของเหล่า มูอาาร(จู๋ปากแล้วกระดกลิ้นเยอะๆ จะเหมือนมาก) เคยใช้เมื่อสิบกว่าปีก่อน...จำต้องนำกลับมาใส่ร้ายป้ายสี พระลิขิตกันอีกครา....
โธ่..ถังกาลามังจานบิน! เรื่องพระลิขิตปลอมนี่ น่าจะพอเหอะ..นี่มัน พ.ศ. 2560 แล้ว ไม่ใช่ 2549!
ตลกหลอกเด็กยุคใหม่พอไหว แต่หลอกคนที่ผ่านประสบการณ์ เรื่องปลวกกัดแทะศาสนามาตั้งเป็นสิบๆปี นี่น่าจะหลอกยาก....
จำไม่ได้หรือขอรับ.....ว่านับแต่บทความใส่ร้าย พระธรรมปิฎก(เวลานั้น) แถมดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช(เจริญ) จากบทความของนายที่ใช้ชื่อแฝงว่า "ดร.เบญจ์" สาระมันบิดเบือนจนวันนั้น ตำรวจต้องออกหมายจับ ถ้าจำกันได้ในการสืบสวนก็พบว่า "อาจหลบซ่อนตัวในวัดพระธรรมกาย!" (คุ้น ๆ มั้ยคำนี้)
ขบวนการธรรมกายเรนเจอร์ ซึ่งมีทั้งในเครื่องแบบนอกเครื่องแบบที่เป็นสานุศิษย์เวลานั้น ต่างก็ออกมาปั่นมาแจกบทความกันเต็มที่ เพราะในยุคที่โซเชียลยังไม่มี...อินเตอร์เนทยังไม่โผล่ อะไรมันจะดีเท่า พิมพ์หนังสือบิดเบือนแจก!
สังเกตุให้ดีเถอะว่า.... คนดีมีชื่อเสียง เวลาท่านจะเขียนอะไรดี ๆ คนก็รู้หมดว่า นี่ไง..คนนี้..ท่านนี้ เป็นผู้เขียน มีที่อยู่นั่นนี่...อาชีพอะไร ..มันใส ๆ
แต่สังเกตุอีกทีจะเห็นว่า....สารพันบทความที่ พวกธัมมี่เอามาใช้ จะใช้พวกนามแฝงสารพัน หาปรากฎตัวจริง ๆ ไม่มีหรอก!
อย่าง ดร.เบญจ์ ที่ตำรวจตรวจทราบว่าชื่อ นายบัณฑุณ สุดท้ายก็หนีหายเข้ากลีบเมฆ .....แบบเดียวกันกับนายองอาจ เป๊ะ!!
โอ้โหเฮะ....ไม่น่าเชื่อว่าจนบัดนี้ ...เอกสารบทความตำบอนนั่น ..ก็ยังมีพวกปลวกเอามาใช้หลอกคนไทยกันอีก!
ลองเอาหัวอะไรก็ได้ในตัวคิดวิเคราะห์ด้วยกาลามะสุตรซิว่า
1. ....... ถ้าพระลิขิตนั่นปลอมจริง มหาเถรฯ จะออกมาแถลงหรือว่า น้อมรับพระลิขิต!
2. ถ้าปลอม..... อัยการ ทำไมถึงใช้ยื่นประกอบคำฟ้อง และในการบรรยายฟ้องถึงได้กล่าวถึง สาระที่ปรากฎในพระลิขิต ให้ศาลท่านรับทราบ
3. ถ้าปลอม...... ขุมกำลังมหึมาของธัมมี่ที่ยิ่งใหญ่กว่ากรุงลงกา ...จะปล่อยให้มันหลุดไปได้โดยไม่ฟ้อง อ้ายอี ตนใดที่มันบังอาจปลอมแปลงพระลิขิตละครับ
4. ถ้าปลอม..... ในเอกสารที่รับรองความถูกต้อง ใช้ในศาลนั่นมีลายเซ็นทั้งเจ้าประคณุ...ทั้งเจ้าหน้าที่ เต็มไปหมด ทำไมไม่จัดการละครับ ฟ้องร้องกล่าวโทษไปเลย
ถ้ามันปลอม.... และพยายามโยงใยให้เห็นว่า เป็นขบวนการ ก็กล่าวโทษ มล.จิตติ ซิครับ
แต่ปล่าว!!! ได้แต่ออกมา เย้ว ๆ ...... เพราะตัวเองรู้อยู่เต็มอกว่า สิ่งที่ปรากฎในพระลิขิต ทั้งสาระเนื้อหา และลายพระนาม นั่น มันแท้จริง!
อะไรจะปล่อยให้ปลอมออกมาได้หลายฉบับ....... คนธรรมกาย ที่มีทั้งปริมาณ..เงินมหาศาล กลับไร้ปัญญา...หมดความสามารถจะใช้ภาคปราบจัดการปกป้องพระเดชพระคุณกันแล้วหรือ?
ต่อให้ไม่มีพระลิขิต ..... แค่อ่านคำบรรยายฟ้อง(ภาษาไทย) เป็น......รู้ว่าเค้าสืบพยานกันอย่างไร..... เค้าปฎิเสธหรือภาคเสธ หรือยอมรับผิดหรือไม่ ถ้าเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ก็ไม่ต้องอาศัยพระลิขิตพระองค์ท่านเลย
ประเด็นในการสืบพยาน... ทังวัตถุพยาน(เอกสาร) ทั้งพยานบุคคล ฯลฯ มันครบถ้วนว่า ผิดในข้อหายักยอกทรัพย์เต็ม ๆ ไปแล้ว
ไม่ต้องมาทำเป็นไขสือว่า..... การจะพิจารณาว่าปาราชิกหรือไม่ ต้องใช้อภิญญา เข้าไปตรวจจิตดู....... นั่นมันเลอะเทอะ!
หมอนี่.... เอาเงินวัด(เงินบริจาค) ไปซื้อที่ดินไว้เพียบ แต่ดันใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์............. นี่ไม่ชัดหรือครับว่า "ยักยอก"
คำว่า "ยักยอก" ภาษากฎหมายเค้าหมายถึง ครอบครองทรัพย์ผู้อื่น...เบียดบังทรัพย์นั้นมาเป็นของตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต!
และข้อหายักยอก....มันเป็นคดีอาญาแผ่นดิน..... แม้นจะยอมความได้ แต่ก็หาได้ทำให้ เจตนาที่ได้กระทำสำเร็จไปแล้วนั้น มันกลับขาวสะอาดได้ที่ไหน.....
กรณีนี้ก็เหมือนกัน......... ความผิดมันสำเร็จไปเรียบร้อย เพียงแต่ มีการถอนฟ้อง ซึ่งในทางกฎหมายเค้าเรียกว่า เป็นทางรอดแบบเทคนิค ซึ่งไม่ได้หมายถึงศาลท่านมีคำพิพากษาว่า บริสุทธิ์ นั่นนี่ซะเมื่อไหร่!
ถ้าตรรกะข้างบนมันใช้ได้ ....... อีกหน่อย หลวงพี่..หลวงพ่อ ก็ล่อแม่เป้ง หรือลูกสาวใครเค้า....พอถูกฟ้อง ก็จ่ายเงินซะให้หล่อนหายเมื่อยขบเสร็จสรรพก็ถอนฟ้อง ........... แบบนี้ก็ดีนะ บริสุทธิ์ผุดผ่องดี!
อย่างเรื่อง "วัด" นี่ชอบยกกันนัก อ้างกันจังว่า ..........วัดของท่าน...ท่านสร้างเอง นั่นมันตรรกะพวกงมงายที่ไม่เข้าใจสาระในความเป็น "วัด" ตามกฎหมาย และตาม พุทธานุญาติ
เรื่องวัดนี่ถ้าเล่าคงยาว..... เพราะมันเป็นอัศจรรย์ตะวันฉาย ...พระอะไรบวชแค่แป๊ป ๆ ประกาศจะเป็น "เจ้าอาวาส" จนคนบริจาคที่ดินหงายเงิบ..เลิกสังฆกรรมทั้งพระทั้งชี!
จำไว้และอย่าลืมว่า "วัด" มันเป็นสาธารณะสมบัติ...... ผู้ก่อตั้งคือผู้ก่อตั้ง แต่หาใช่เจ้าข้าวเจ้าของ ยึดเอาเป็นกิเลสสมบัติตนได้ที่ไหน....
มูลนิธินี่ซิ มันเป็นนิติบุคคล...... ซื้อขายจ่ายโอนได้ อันนี้ไม่ลองไปเบิ่งตากันดูบ้างรึ??
ถวายเงินกันหลาย M .....สาธุๆ ดุสิตธานียันใจดาวด๋อย เคยรู้กันมั้ยว่าเงินหลาย ๆ M มันไปเข้ากระเป๋าไหน.......ซ้าย(วัด) หรือขวา (มูลนิธิ) หรือเล่นมันในย่ามตรง ๆ
ไม่สงสัยกันบ้างหรือที่ก้าวเข้าประตู ...เห็นตึกรามอลังการ ......แต่ละวิหารวิลิศมาหรา นั่นมันไม่ใช่ "วัด" แต่เป็นสมบัติของ "มูลนิธิ"
เรื่องพระลิขิต....... ไม่ต้องมาปั่นบิดเบือนแบบเมื่อสิบกว่าปีก่อน ...ใจร่มๆ เถอะพ่อคุณ... เพราะเรื่องนี้ จะมีการชี้กันใหม่ให้หายคิดถึงอยู่แล้ว
...ว่าแต่.. เตรียมนัดสวดอะไรกันดีล่ะ... เพราะทั้งธัมมี่..........ทั้งมูลนิธิ ยังไม่วิบากกรรมจริงๆ นะจ๊ะ
กรณีพระลิขิต (อีกครั้ง)
มันก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจว่า กลยุทธ์เดิม ๆ ของเหล่า มูอาาร(จู๋ปากแล้วกระดกลิ้นเยอะๆ จะเหมือนมาก) เคยใช้เมื่อสิบกว่าปีก่อน...จำต้องนำกลับมาใส่ร้ายป้ายสี พระลิขิตกันอีกครา....
โธ่..ถังกาลามังจานบิน! เรื่องพระลิขิตปลอมนี่ น่าจะพอเหอะ..นี่มัน พ.ศ. 2560 แล้ว ไม่ใช่ 2549!
ตลกหลอกเด็กยุคใหม่พอไหว แต่หลอกคนที่ผ่านประสบการณ์ เรื่องปลวกกัดแทะศาสนามาตั้งเป็นสิบๆปี นี่น่าจะหลอกยาก....
จำไม่ได้หรือขอรับ.....ว่านับแต่บทความใส่ร้าย พระธรรมปิฎก(เวลานั้น) แถมดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช(เจริญ) จากบทความของนายที่ใช้ชื่อแฝงว่า "ดร.เบญจ์" สาระมันบิดเบือนจนวันนั้น ตำรวจต้องออกหมายจับ ถ้าจำกันได้ในการสืบสวนก็พบว่า "อาจหลบซ่อนตัวในวัดพระธรรมกาย!" (คุ้น ๆ มั้ยคำนี้)
ขบวนการธรรมกายเรนเจอร์ ซึ่งมีทั้งในเครื่องแบบนอกเครื่องแบบที่เป็นสานุศิษย์เวลานั้น ต่างก็ออกมาปั่นมาแจกบทความกันเต็มที่ เพราะในยุคที่โซเชียลยังไม่มี...อินเตอร์เนทยังไม่โผล่ อะไรมันจะดีเท่า พิมพ์หนังสือบิดเบือนแจก!
สังเกตุให้ดีเถอะว่า.... คนดีมีชื่อเสียง เวลาท่านจะเขียนอะไรดี ๆ คนก็รู้หมดว่า นี่ไง..คนนี้..ท่านนี้ เป็นผู้เขียน มีที่อยู่นั่นนี่...อาชีพอะไร ..มันใส ๆ
แต่สังเกตุอีกทีจะเห็นว่า....สารพันบทความที่ พวกธัมมี่เอามาใช้ จะใช้พวกนามแฝงสารพัน หาปรากฎตัวจริง ๆ ไม่มีหรอก!
อย่าง ดร.เบญจ์ ที่ตำรวจตรวจทราบว่าชื่อ นายบัณฑุณ สุดท้ายก็หนีหายเข้ากลีบเมฆ .....แบบเดียวกันกับนายองอาจ เป๊ะ!!
โอ้โหเฮะ....ไม่น่าเชื่อว่าจนบัดนี้ ...เอกสารบทความตำบอนนั่น ..ก็ยังมีพวกปลวกเอามาใช้หลอกคนไทยกันอีก!
ลองเอาหัวอะไรก็ได้ในตัวคิดวิเคราะห์ด้วยกาลามะสุตรซิว่า
1. ....... ถ้าพระลิขิตนั่นปลอมจริง มหาเถรฯ จะออกมาแถลงหรือว่า น้อมรับพระลิขิต!
2. ถ้าปลอม..... อัยการ ทำไมถึงใช้ยื่นประกอบคำฟ้อง และในการบรรยายฟ้องถึงได้กล่าวถึง สาระที่ปรากฎในพระลิขิต ให้ศาลท่านรับทราบ
3. ถ้าปลอม...... ขุมกำลังมหึมาของธัมมี่ที่ยิ่งใหญ่กว่ากรุงลงกา ...จะปล่อยให้มันหลุดไปได้โดยไม่ฟ้อง อ้ายอี ตนใดที่มันบังอาจปลอมแปลงพระลิขิตละครับ
4. ถ้าปลอม..... ในเอกสารที่รับรองความถูกต้อง ใช้ในศาลนั่นมีลายเซ็นทั้งเจ้าประคณุ...ทั้งเจ้าหน้าที่ เต็มไปหมด ทำไมไม่จัดการละครับ ฟ้องร้องกล่าวโทษไปเลย
ถ้ามันปลอม.... และพยายามโยงใยให้เห็นว่า เป็นขบวนการ ก็กล่าวโทษ มล.จิตติ ซิครับ
แต่ปล่าว!!! ได้แต่ออกมา เย้ว ๆ ...... เพราะตัวเองรู้อยู่เต็มอกว่า สิ่งที่ปรากฎในพระลิขิต ทั้งสาระเนื้อหา และลายพระนาม นั่น มันแท้จริง!
อะไรจะปล่อยให้ปลอมออกมาได้หลายฉบับ....... คนธรรมกาย ที่มีทั้งปริมาณ..เงินมหาศาล กลับไร้ปัญญา...หมดความสามารถจะใช้ภาคปราบจัดการปกป้องพระเดชพระคุณกันแล้วหรือ?
ต่อให้ไม่มีพระลิขิต ..... แค่อ่านคำบรรยายฟ้อง(ภาษาไทย) เป็น......รู้ว่าเค้าสืบพยานกันอย่างไร..... เค้าปฎิเสธหรือภาคเสธ หรือยอมรับผิดหรือไม่ ถ้าเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ก็ไม่ต้องอาศัยพระลิขิตพระองค์ท่านเลย
ประเด็นในการสืบพยาน... ทังวัตถุพยาน(เอกสาร) ทั้งพยานบุคคล ฯลฯ มันครบถ้วนว่า ผิดในข้อหายักยอกทรัพย์เต็ม ๆ ไปแล้ว
ไม่ต้องมาทำเป็นไขสือว่า..... การจะพิจารณาว่าปาราชิกหรือไม่ ต้องใช้อภิญญา เข้าไปตรวจจิตดู....... นั่นมันเลอะเทอะ!
หมอนี่.... เอาเงินวัด(เงินบริจาค) ไปซื้อที่ดินไว้เพียบ แต่ดันใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์............. นี่ไม่ชัดหรือครับว่า "ยักยอก"
คำว่า "ยักยอก" ภาษากฎหมายเค้าหมายถึง ครอบครองทรัพย์ผู้อื่น...เบียดบังทรัพย์นั้นมาเป็นของตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต!
และข้อหายักยอก....มันเป็นคดีอาญาแผ่นดิน..... แม้นจะยอมความได้ แต่ก็หาได้ทำให้ เจตนาที่ได้กระทำสำเร็จไปแล้วนั้น มันกลับขาวสะอาดได้ที่ไหน.....
กรณีนี้ก็เหมือนกัน......... ความผิดมันสำเร็จไปเรียบร้อย เพียงแต่ มีการถอนฟ้อง ซึ่งในทางกฎหมายเค้าเรียกว่า เป็นทางรอดแบบเทคนิค ซึ่งไม่ได้หมายถึงศาลท่านมีคำพิพากษาว่า บริสุทธิ์ นั่นนี่ซะเมื่อไหร่!
ถ้าตรรกะข้างบนมันใช้ได้ ....... อีกหน่อย หลวงพี่..หลวงพ่อ ก็ล่อแม่เป้ง หรือลูกสาวใครเค้า....พอถูกฟ้อง ก็จ่ายเงินซะให้หล่อนหายเมื่อยขบเสร็จสรรพก็ถอนฟ้อง ........... แบบนี้ก็ดีนะ บริสุทธิ์ผุดผ่องดี!
อย่างเรื่อง "วัด" นี่ชอบยกกันนัก อ้างกันจังว่า ..........วัดของท่าน...ท่านสร้างเอง นั่นมันตรรกะพวกงมงายที่ไม่เข้าใจสาระในความเป็น "วัด" ตามกฎหมาย และตาม พุทธานุญาติ
เรื่องวัดนี่ถ้าเล่าคงยาว..... เพราะมันเป็นอัศจรรย์ตะวันฉาย ...พระอะไรบวชแค่แป๊ป ๆ ประกาศจะเป็น "เจ้าอาวาส" จนคนบริจาคที่ดินหงายเงิบ..เลิกสังฆกรรมทั้งพระทั้งชี!
จำไว้และอย่าลืมว่า "วัด" มันเป็นสาธารณะสมบัติ...... ผู้ก่อตั้งคือผู้ก่อตั้ง แต่หาใช่เจ้าข้าวเจ้าของ ยึดเอาเป็นกิเลสสมบัติตนได้ที่ไหน....
มูลนิธินี่ซิ มันเป็นนิติบุคคล...... ซื้อขายจ่ายโอนได้ อันนี้ไม่ลองไปเบิ่งตากันดูบ้างรึ??
ถวายเงินกันหลาย M .....สาธุๆ ดุสิตธานียันใจดาวด๋อย เคยรู้กันมั้ยว่าเงินหลาย ๆ M มันไปเข้ากระเป๋าไหน.......ซ้าย(วัด) หรือขวา (มูลนิธิ) หรือเล่นมันในย่ามตรง ๆ
ไม่สงสัยกันบ้างหรือที่ก้าวเข้าประตู ...เห็นตึกรามอลังการ ......แต่ละวิหารวิลิศมาหรา นั่นมันไม่ใช่ "วัด" แต่เป็นสมบัติของ "มูลนิธิ"
เรื่องพระลิขิต....... ไม่ต้องมาปั่นบิดเบือนแบบเมื่อสิบกว่าปีก่อน ...ใจร่มๆ เถอะพ่อคุณ... เพราะเรื่องนี้ จะมีการชี้กันใหม่ให้หายคิดถึงอยู่แล้ว
...ว่าแต่.. เตรียมนัดสวดอะไรกันดีล่ะ... เพราะทั้งธัมมี่..........ทั้งมูลนิธิ ยังไม่วิบากกรรมจริงๆ นะจ๊ะ