แบบนี้เรียกว่าเพื่อนได้หรือป่าวนะ ?

วันนี้ จขกท. มีเรื่องมาเล่าให้เพื่อนๆ ใน Pantip ได้อ่านกัน คือมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของ จขกท.

- เริ่มแรก คือ จขกท. เป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน (ไม่มีเลยแหละ) ตั่งแต่จำความได้ตั่งแต่เด็กเราไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงเลย ส่วนมากก็จะเล่นกับรุ่นพี่รุ่นน้องที่เป็นผู้ชายซะมากกว่า จนเข้าเรียน อนุบาล ซึ่งตอนนั้นยังเด็กน้อย ก็ยังไม่ค่อยมีความคิดไรมาก เรื่องเพื่อนเลยไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ แต่พอขึ้นประถม เราก็มักจะโดนเพื่อนคอยแกล้งตลอด และทุกคนก็เหมือนจะพากันไม่เล่นกับเรา นอกจากเรามีของเล่นมาใหม่ พวกนั้นถึงจะเข้ามาเล่นด้วย และชอบทำของเล่นเราพังเสมอ ซึ่งเราก็ไม่เคยโกรธเพราะกลัวจะไม่มีใครมาเล่นด้วยอีก แต่ก็นะพอเราไม่มีของเล่นพวกเพื่อนในห้องก็จะไม่มาสนใจ จนขึ้น ป.3 เราโดนเพื่อนกลั่นแกล้งสาระพัด มีเพื่อนที่เป็นกะเทยอยู่คนหนึ่ง นางเคยเข้ามาตบน่าเรา เพียงเพราะเรานั่งเล่นอยู่กับลูกชายของอาจารย์ นางด่าเราว่า "ไม่มีไรทำเหรอ" แล้วก็ตบน่าเราแรงมาก ที่จริงกะเทยคนนี้เคยเรียนอนุบาล 1 ที่เดียวและห้องเดียวกับเรามาก่อน ตั่งแต่อนุบาล 1 นางก็เคยผลักเราลงบ่อน้ำเสียในโรงเรียน ตัวเราเปื้อนไปด้วยโคลนดำๆ และเหม็นมาก เราร้องไห้วิ่งไปหาอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ต้องอาบน้ำและหาชุดมาเปลี่ยนให้ (ดูสิ เราเจอแต่เพื่อนแบบนี้) ยิ่งพอขึ้น ป. 5 - ป. 6 นะ ยิ่งไม่มีใครเล่นกับเราเลย เวลาทำงานกลุ่ม เรามักจะต้องทำคนเดียวเสมอ เพราะไม่มีใครให้เข้ากลุ่มด้วยเลย เราเป็นคนอยากมีเพื่อนมากๆ เราทำทุกอย่างเพื่อเพื่อนได้ แม้กระทั่งเพื่อนในห้องหลอกเราว่าจะให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แต่ความจริงพวกนางแค่ต้องการหาฐานขึ้นเหยียบในการฝึกซ้อม พวกนางให้เรามาซ้อมด้วยทุกครั้ง และทุกครั้งก็จะเป็นกะเทยคนที่ตบน่าเราเป็นคนขึ้นเหยียบบนหลังของเราและเพื่อนอีกคนที่โดนหลอกว่าจะให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์เหมือนกัน เรากลับมาบ้านด้วยอาการระบมที่หลังทุกวัน แต่พอถึงงานกีฬาสีที่โรงเรียนจัดขึ้น พวกนางก็บอกว่า ไม่จำเป็นต้องต่อตัวแล้ว เพราะงั้นเรากับเพื่อนอีกคนไม่จำเป็นต่อทีม แล้วพวกนางก็ขำกัน เราเสียใจมาก แต่เราก็ได้แต่ปล่อยเลยไป

- จนเรามาเข้าเรียน ม.ต้น เราหวังอย่างมากว่าจะได้เจอเพื่อนและมีเพื่อนสนิทกับเขาบ้าง ซึ่งในช่วงเปิดเทอมวันแรก เรา happy มากจริงๆ เราได้มีเพื่อน เป็นกลุ่ม 5-6 คน ซึ่งเพื่อนในกลุ่มให้ความสนใจกับเรามาก เราหลงดีใจจนน้ำตาแทบไหล ในที่สุดก็มีเพื่อนแล้ว แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป. . . ในช่วงที่เปิดเรียนไม่นานเราก็เกิดป่วยจนต้องเข้า รพ. กระทันหัน (เป็นไข้เลือดออก) อยู่ รพ. ประมาณ 2 อาทิตย์ เราก็ได้แต่คิดถึงเพื่อนๆ อยากไปโรงเรียนแทบขาดใจ เพราะเรามีเพื่อนแล้ว แต่พอเราหายป่วยและกลับไปเรียน ทุกอย่างมันก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม เราเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนกลุ่มเดิม แต่เพื่อนกลุ่มนั้นเมินเรายกกลุ่มเลย ไม่ยิ้ม ไม่พูดกับเรา เรางงหนักมากว่าเกิดไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป จนถึงเวลาที่จะเดินไปเข้าแถวในตอนเช้า เพื่อนกลุ่มนั้นก็พูดแขวะเราหนักมาก โดยทำเป็นพูดด่าว่า "สำออยจริงๆ เป็นแค่นี้ทำเหมือนอย่างจะตาย" แล้วอีกคนก็พูดเสริมว่า "คนมันแรดก็งี้แหละ" จากนั้นทั่งกลุ่มก็เริ่มแขวะเราหนักขึ้นเรื่อยๆ เราเลยรู้ตัวว่า มันไม่มีไรเหมือนเดิมอีกแล้ว เราเลยต้องถอยห่างออกมาจากกลุ่มนั้น ซึ่งภายในใจเราก็ยังคงสงสัยอยู่ว่ามันเป็นเพราะอะไร ทั้งที่เราก็ไม่เคยไปทำไรให้พวกนั้นเลย จากนั้นเราก็ตัวคนเดียวมาสักพัก จนได้เจอกับเพื่อนอีกกลุ่ม เราบอกตรงๆ ว่าเรารู้สึกดีกับเพื่อนกลุ่มนี้มาก โดยเฉพาะคนที่อักษรย่อ ป. / ป. เป็นเพื่อนใจดี คุยสนุก มองโลกแง่ + เสมอ และนางดีกับเราแทบทุกอย่างเลย  เรามักจะคุยเล่นและขำขันกันสนุกสนาน แต่แล้วความสุขของเรามันก็มักจะผ่านไปไวเสมอ เราได้รับจดหมาย 2 ฉบับ ซึ่งมีคนมายัดใส่กระเป๋านักเรียนเราไว้ ในจดหมายเขียนไว้ว่า "เธอออกไปจากกลุ่มเราซะ กลุ่มเราไม่มีใครชอบเธอ" อีกฉบับก็เขียนว่า "เธอมันตัวซวย ออกไปจากกลุ่มเราซะ ไม่งั้นมันจะทำให้เพื่อนคนอื่นมองกลุ่มเราไม่ดีไปด้วย" เราอ่านไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด เราได้แต่คิดว่าเราไปทำไรให้พวกเขานักหนา ทั้งที่เราทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีมาโดยตลอด อยากรู้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคนที่เขียนจดหมายยัดใส่กระเป๋านักเรียนเรามาก็คือเพื่อนอีก 2 คน ในกลุ่ม ชื่อ ต. กับ ล. ซึ่งคนชื่อ ต. ได้ยื่นคำขาดกับ ป. ว่า ถ้ายังคุยและเล่นกับเราจะไล่ออกจากกลุ่ม ด้วยความที่ ป. ต. และ ล. เป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั่งแต่ อนุบาล ย้ายมาจากที่เดียวกัน ป. เลยต้องฟังคำสั่งของ ต. และเลิกยุ่งกับเรา เรารู้สึกทรมานกับการไปเรียนในแต่ละวัน จนเริ่มรู้สึกเกลียดการไปเรียน แต่ก็จำใจต้องไป :'( ส่วน ป. นั้น จะเข้ามาคุยเล่นกับเราในวันที่ ต. ไม่มาโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งมันก็ช่วยได้นิดหน่อยเพราะถ้าปกติเราจะไม่มีใครมาคุยด้วยเลย

- พอขึ้น ม. 3 มันมีเพื่อนใหม่ย้ายโรงเรียนเข้ามากลางคัน เราเห็นว่านางยังหาเพื่อนไม่ค่อยได้ เราเลยชวนนางคุย จากนั้นเราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ไปไหนไปด้วยกัน เดินด้วยกัน เรารู้สึกกับมามีความสุขอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเพื่อนในห้องคนอื่นๆ ก็คอยจับผิดพวกเรา และต้องการจับเราสองคนออกจากกัน ทำไมถึงรู้น่ะเหรอ ? ก็เพราะในตอนนั้น เรากับ อ. เพื่อนสนิทคนใหม่ของเรา ง้องแง้งกันเรื่องพักเที่ยง คือเราอ่ะ หิวข้าวมาก แต่ว่า อ. กับไม่ให้กิน บอกให้ลด นน. เป็นเพื่อนนางหน่อย แต่ในตอนนั้นเราก็แกล้งกันเล่นตามปกติ คือเราแกล้งเดินจะไปโรงอาหาร แต่ อ. ก็มาดึงมือเราไว้ บอกห้ามกิน เราเลยบอกว่ากินเถอะนะๆ จากนั้นก็มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง รีบวิ่งมาที่เรากับ อ. และบอกกับ อ. ว่า ให้เลิกคบเราซะ แล้วไปนั่งกินข้าวกับกลุ่มเขา ซึ่งเรางงหนักขึ้นไปอีกว่าทำไมอยู่ๆ ถึงมาพูดไรแบบนี้ อ. เลยถามไปว่า ทำไมอ่ะ และนางคนนั้นก็สวนมาทันทีว่า "เธอจะคบกับคนที่ไม่ยอมปล่อยให้เธอมานั่งกินข้าวเนี่ยนะ เราสงสารเธอไม่ใช่หรอก เพื่อนดีๆ มีเยอะนะ" คือเราสตั้นอ่ะ คือทำไมว่ะ เราดูเลวร้ายในสายตาเพื่อนร่วมห้องคนอื่นขนาดนี้เชียว ? แต่ อ. ก็ตอบกลับไปว่า "ป่าว เราอ่ะบังคับไม่ให้มันกินเอง พอดีเราจะลด นน. กัน" นางคนนั้นถึงพยักน่าและบอกว่า "อ๋อ งั้นก็ไม่เป็นไร แต่กลุ่มเราต้อนรับเธอเสมอนะ" พร้อมกับมองแรงใส่เราอีกด้วย หลังจากนั้น อ. ก็โดนเพื่อนคนอื่นๆ ในห้องลุมด่า เพราะ อ. มาคบกับเรา แต่ อ. ก็ทนมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเพื่อนในห้อง 2-3 คน ช่วยกันปาหินใส่เรากับ อ. ช่วงตอนเข้าแถวเคารพธงชาติ ปาโดนทั้งน่า ทั้งหัว จน อ. ร้องไห้ เราสงสาร อ. มาก จนร้องไห้ตาม เพียงเพราะ อ. มาคบกับเราถึงโดนขนาดนี้ เราได้แต่รู้สึกเจ็บใจ จากนั้นไม่นาน อ. ก็ได้ย้ายออกไปเรียนที่อื่นอีกครั้ง ทิ้งเราไว้คนเดียว และเราก็ต้องกลับมาทนใช้ชีวิตตัวคนเดียวเหมือนเดิม

- พอจบ ม. 3 เราก็ไม่คิดจะต่อ ม. 4 เพราะเรารู้สึกเกลียดเพื่อนทีท โรงเรียนเดิมทุกคน เพราะเราโดนคนพวกนั้นกลั่นแกล้งสาระเพสาระพัด เลยตัดสินใจเข้าเรียนต่อสายอาชีพ (อาชีวะ) มาถึงจุดนี้เราไม่หวังในเรื่องเพื่อนแล้วละ (ในตอนนั้นคิดแบบนี้) แต่แล้วเราก็ได้เข้าเรียนคณะที่เลือก และได้รู้จักกับเพื่อนที่เป็นทอม 2 คน เราก็เริ่มเที่ยวด้วยกัน โดดเรียนด้วยกัน เล่นบาสด้วยกัน จนเริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วก็เหมือนเดิมคะ ไม่นานนัก 2 คนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าเกลียดเราเลยไรแบบนั้นนะ คือนางเริ่มหันไปสนิทกันแค่ 2 คน ไปไหนมาไหนเริ่มไม่ค่อยชวน และเริ่มนินทาเราลับหลังบ่อยขึ้น แต่เราก็เฉยๆ ถึงแบบนั้นพวกนางก็ยังชวนเราไปกินข้าวด้วยปกติ จนพักหลังๆ พวกนางติดสาว จนไม่สนใจอะไรเราเลย บางทีก็ปล่อยเราทิ้ง บางทีก็ไม่เห็นหัวกัน เราปลงมากกับคำว่าเพื่อน เลยอดทนเรียน แต่ไม่จบ ปวช. ต้องออกกลางคัน เหตุผลนั้นเป็นเหตุผลภายในครอบครัวของ จขกท. คะ

- พอเรียนจบ เราก็กลับมาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน เราใช้ชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากคำว่า "เพื่อน" มีแค่ หมากับแมว เป็นเพื่อน แต่เราก็ไม่ได้อะไร จนในวันหนึ่ง เราบังเอิญเจอกับเพื่อนสมัยเด็กที่เรียน อนุบาล และประถม มาด้วยกัน นางจำเราได้ เราเองก็จำนางได้ เลยทักทายกันตามปกติ จนพักหลังๆ เริ่มชวนกันไปกินโน่น กินนี่ เริ่มเที่ยวด้วยกัน เริ่มเปิดใจคุยกัน และในที่สุดเราก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน คือด้วยความที่บ้านเรากับนางอยู่ใกล้กันมาก ก็เลยไปมาหาสู่กัน(โคตร)บ่อย บางทีนางก็มานอนค้างที่บ้านเรา เราสนิทกันจนรู้ความลับของแต่ละคนหมดเปลือก เราตัวติดกันจนมีแต่คนทักว่าเหมือนคู่เลสเบี้ยน คือถ้าเจอเราที่ไหนก็จะต้องเจอนางด้วย เราสนิทกันจนแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกัน พูดกันตรงๆ และด่ากันแรงๆ ได้ทุกอย่าง สนิทกระทั้งเราไว้ใจให้นางกดบัตร ATM เราได้เลย สนิทจนบอกรหัสเกมส์กับนางทุกตัว แต่แล้วเพราะความไว้ใจ มันก็กลับมาทำร้ายเราอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา เพราะมันร้ายแรงมาก มากถึงขั้นที่เราเกือบติดคุก จขกท. ขอไม่เอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวของนางให้เพื่อนๆ รู้นะคะ แต่ว่านางเป็นคนทำให้เราเกือบไปนอนในคุก มีอยู่ครั้งนึงนางติดผู้ชายมาก ผู้ชายคนนั้นก็คือ เพื่อนของเราอีกที นางไปตกลงคบกันอะไรกันเอง โดยเราเคยเตือนนางเกี่ยวกับเรื่องของผู้ชายไปเยอะมาก แต่นางไม่เคยเชื่อในสิ่งที่เราพูด จนมาถึงตอนที่ พ่อแม่ ของนาง มาหาเรายั้นบ้าน พร้อมกับชี้น่าด่าว่าเราต่อน่าคนในครอบครัวของเรา พ่อของนางบอกว่าอย่างไงก็จะแจ้งความกับตำรวจให้มาจับเราและเพื่อนผู้ชายคนนั้น โดยให้เหตุผลว่าหลอกเอาเงินลูกสาวเขามาใช้ เพื่อนๆ ที่อ่านถึงจุดนี้ คงสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมเขาถึงจะมาจับเราได้ ถ้า จขกท. ไม่ได้ทำจริงๆ ขอบอกเลยคะว่า. . เป็นเพราะเราไว้ใจนางมาก ถึงขั้นยอมให้นางใช้บัญชีเราโอนเงิน (คือใช้บัญชีเราเป็นตัวกลางในการโอนเงินไปให้อีกฝ่าย) แล้วเพราะว่ามันเป็นบัญชีของเรา เราเลยเจอข้อหาสมรู้ร่วมคิดช่วยผู้ชายคนนั้นหลอกเอาเงินจากนางคะ (คือเราไว้ใจนางแค่ไหนดูได้จากการให้ใช้บัตร ATM และยอมให้ใช้บัญชีเราในการโอนเงิน) แต่เราก็ไม่ขอปฏิเสธว่าไม่มีส่วนในการใช้เงินของนาง เพราะเงินของนางที่โอนไปให้กับ ผู้ชายคนนั้น เงินจำนวนหนึ่งที่อยู่ในหลัก 1000 ขึ้น แต่ไม่ถึงหลัก 10,000 ได้ถูกโอนกลับมาในบัญชีเรา เพราะผู้ชายคนนั้นติดเงินเรามาหลายปีมาก เป็นจำนวนเงินหลักหมื่นเกือบๆ แสนเลยก็ว่าได้ แต่เราทวงจากเขาได้ครั้งละ 1000-2000 เท่านั้น และเนื่องด้วยสาเหตุนี้ เขาจึงได้โอนเงินที่ได้จากนาง มาใช้หนี้เรา ซึ่งเราก็คิดน้อยไป เห็นว่าเงินตรงนี้ มันเป็นเงินของผู้ชายไปแล้ว ถ้าเขาจะใช้หนี้เราก็คงไม่เป็นไร ซึ่งเขาใช้เรามาจำนวน 5xxx กว่าบาท แต่ท้ายที่สุดบทสรุปเราจึงโดนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่สามารถดิ้นไรได้เลย เพราะหลักฐานทั้งหมดชี้มาที่ บช. ของเรา ในวินาทีนั้นเราคิดไรไม่ออกละ ได้แต่ร้องไห้ คิดว่าคงได้เข้าคุกจริงๆ ละ เราไปกราบคนที่บ้าน กราบย่า กราบป๊า คือคิดว่าไงก็ไม่รอด เพราะทางบ้านนางขู่ทางเราซะเหลือเกิน เราตกเป็นแพะรับบาปอยู่คนเดียว เพราะทางฝ่ายผู้ชายไหวตัวทัน ก็หลบหนีหายเงียบเหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน จากนั้นทางครอบครัวเราเลยลองคุยและขอให้ทางครอบครัวนางไม่เอาเรื่องกับเรา เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีประวัติเสียมาก่อน ไม่เคยก่อเรื่องก่อราวอะไรทั้งนั้น ทีแรกทางครอบครัวนางเหมือนจะไม่ยอม แต่ก็ยอมพร้อมทั้งพูดว่าก็คงต้องใช้ค่าเสียหายบ้างละนะ ซึ่งทางบ้านนางเรียกค่าทองที่นางเอาไปจำนำเป็นเงินหลัก xxxx บาท แต่ทางเราได้ให้ไปเป็นจำนวนหลัก xxxxx บาท รวมกับตัวเกมส์ที่นางแฮ็กรหัสเราไปขายด้วย โเยนางให้เหตุผลว่า "กูจำเป็นต้องใช้เงิน รหัสกูเอามาหมดแล้ว" และนางก็ได้ขายตัวเกมส์เราไป ซึ่งในตอนนั้นเราขวัญเสียมาก เกิดมาไม่เคยเจอกับอะไรแบบนี้ ถึงขั้นจะเข้าคุกเข้าตาราง แม่เราโทรมาร้องไห้ด้วยความเป็นห่วงเรา เราเสียทุกอย่างให้กับเพื่อนคนนี้จริงๆ และในตอนสุดท้ายนางก็เอาเราไปประจารณ์ต่างๆ นาๆ ว่าเราเลวกับนางมาก (ไม่รู้ใครเลวกับใคร) นางบอกว่าสุดท้ายคนที่ไว้ใจร้ายที่สุด (ใช่คะ ร้ายมากด้วยๆ) นางเอาเรื่องส่วนตัวของเราทั้งหมดไปเล่าให้คนอื่นฟัง ไปประจารณ์มุ่งทำให้เราอับอาย

- นี่แหละคะ คำว่าเพื่อนสำหรับ จขกท. ทั้งหมดล้วนแต่เป็นความจริง ไม่มีเสริมแต่งอะไรทั้งสิ้น จนปัจจุบันนี้ จขกท. ยังคิดว่า ชีวิตนี้คงหาเพื่อนแท้ไม่ได้แล้ว.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่