สาวน้อยพลังจิต ตอน 17 เมื่อพายุสงบ เธอก็พบกับความว่างเปล่า

สาวน้อยพลังจิต
ตอน 17 เมื่อพายุสงบ เธอก็พบกับความว่างเปล่า

ทั้งคู่ไปแวะกินข้าวกันต่อ สถานที่เป็นสวนอาหารมีทางเดินไม้ปูยาวอยู่บนบึง บางจุดมีน้ำพุขึ้นสวย ทางเดินไม้ปูยาวไปสิ้นสุดตรงศาลาเล็กๆ หลายหลังกลางบึง บนศาลามีโต๊ะตัวเดียวบ้าง หลายตัวบ้างตามแต่ขนาดของศาลา บรรยากาศชื่นมื่น ทั้งคู่สั่งอาหารมากินและพูดหยอกเย้ากันไปมา พักเดียวผฝนลงเม็ดซะแล้ว
พนักงานมาปิดผ้าใบกันฝนลง หลังเดินจากไปแล้วทิ้งให้ทั้งคู่มองตากัน บรรยากาศตอนนี้ทั้งฝนทั้งผ้าใบ ทำให้ทั้งคู่ดูเหมือนนั่งอยู่ในที่อับสายตาคน หมวดปราบที่นั่งอยู่ทางขวาของทราย ค่อยๆ โน้มตัวลงมาที่หน้าหญิงสาว ชิดเข้าจนแก้มถูกกัน เธอไม่มีทีท่าจะเอียงตัวให้ออกห่าง หมวดปราบจึงจุมพิตสาวน้อย ริมฝีปากทั้งคู่แตะกัน
ทันใดนั้นทรายสะดุ้งสุดตัว เล่นเอาหมวดตกใจไปด้วยเหมือนกัน

    “เกิดอะไรขึ้น ทราย เกิดอะไรขึ้น”
    “ไม่ทราบค่ะ ทรายขอโทษ ทรายไม่ได้รังเกียจผู้หมวดนะคะ แต่มันเกิดตกใจอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้”
    บรรยากาศจุมพิตที่สูญเสียไปยังเรียกคืนมาตอนนี้ไม่ได้ หมวดปราบจึงขับรถมาส่งทรายที่บ้าน
    ทรายพาหมวดปราบมาแนะนำตัวกับแม่อรที่บ้าน
    “ไปส่งแพรวเป็นไงมั่งลูก”
    “ตอนเดินทางไปไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่ตอนกลับรถเสียกันเป็นแถวเลย จอดตายกันเกลื่อนเลยค่ะ”
    “อ้าว  เป็นอะไรละลูก เกิดอะไรขึ้น”
    “น้ำท่วมค่ะ”
    “แปลกนะ แม่อยู่ที่บ้านไม่มีฝนสักนิด ที่สนามบินสุวรรณภูมิฝนตกหนักเลยหรือเนี่ย”
    “เปล่าค่ะ ฝนไม่ได้ตกหรอก”
    “แล้วน้ำท่วมได้ยังไงล่ะ หรือน้ำจากทะเลหนุน เนี่ยว่าแล้ว ว่าเอาสนามบินมาสร้างตรงที่ลุ่มก็ยังงี้แหละ”
    “เปล่าหรอกค่ะคุณแม่ ทุกอย่างปกติดี เพียงแต่ยัยแพรวร้องไห้จนน้ำท่วมเลยละค่ะ”
    ปัทโธ่ เล่นมุกนี่เอง แม่ละก็คิดว่าน้ำท่วมจริงๆ แล้วทรายล่ะ น้ำตาร่วงบ้างหรือเปล่า เราก็เจ้าน้ำตาไม่เบาเหมือนกันนี่”
    “แล้วนี่ทำไมถึงตัวเปียกกันมาล่ะ หรือร้องไห้กันจนเสื้อเปียก”

    “เปล่าหรอกค่ะ คือส่งแพรวแล้วเลยแวะกินข้าวกัน”
    “ยังงี้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป๊”
    “ของผมไม่เป็นไรครับ เสื้อผ้าก็เริ่มแห้งแล้วละครับ”
    “เอาผ้ามาเช็ดผมให้แห้งก็ยังดีนะพ่อหนุ่มนะ”
    “ตกลงครับ”
    ทรายขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้องนอน ปล่อยให้หมวดปราบกับแม่อรคุยกัน
    “ว่าแต่พ่อหนุ่มทำงานอะไรละจ๊ะ”
    “ผมเป็นตำรวจครับ อยู่ท้องที่เดียวกับโรงเรียนของทราย”
    “อ๋อ จ๊ะ ทรายเขาพูดๆอยู่เหมือนกัน...
    เป็นตำรวจมีความรับผิดชอบสูงนะ ต้องมีระเบียบวินัยเยอะด้วย คนเหยาะแหยะทำงานนี้ไม่ได้เลยแหละ”
    “ก็ต้องฝึกหนักอะครับ”
    “อายุคุณยังไม่มาก ตกลงยศอะไรจ๊ะ”
    “ร้อยตำรวจโทครับ เพิ่งรับราชการได้ไม่กี่ปี”

    “คนหนุ่ม อดทนทำงานหนักเดี๋ยวก็ได้ดิบได้ดีกันแล้วละจ๊ะ ว่าแต่พ่อหนุ่มคุณพ่อคุณแม่ทำงานอะไรเหรอจ๊ะ”
    ถามตรงนี้หมวดหนุ่มเงียบไป แม่อรถึงกับหน้าเสียรีบพูดขอโทษ
    “ขอโทษนะจ๊ะ ฉันอาจจะถามซอกแซกเกินไป เพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี้เอง คุณอย่าถือโทษโกรธฉันเลย เอออ...ยังไม่รู้ชื่อซะด้วยซ้ำไป ตกลงพ่อหนุ่มชื่ออะไรนะจ๊ะ”
    “ผมไม่ได้โกรธคุณน้าหรอกครับ ที่ผมเงียบไปเพราะผมเป็นเด็กกำพร้า คุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ผมเลยไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี คุณน้าอย่าคิดมากนะครับ”
    “อือ ขอโทษจริงๆนะที่ถามคำถามที่ไม่สมควรออกไป เอายังงี้ เราเลิกคุยเรื่องส่วนตัวกันดีกว่า มาทานข้าวกันดีกว่า”
    ทั้งสามชวนกันมานั่งกินข้าวที่แม่อรเตรียมเสร็จพอดี
    “แล้วพ่อวินล่ะแม่”

    “ตาวินเขาก็คงกลับดึกตามระเบียบ อย่าไปใส่ใจเลย เรามานั่งกินข้าวกันดีกว่า”
    โต๊ะอาหารมื้อนี้ดูสดชื่นมาก ทรายมีสีหน้าที่อิ่มเอิบ แม่อรก็พลอยมีความสุขไปด้วยที่เห็นมุมปากของลูกสาวหยักขึ้นบ้าง แม่อรสะกิดทรายให้ช่วยตักข้าวเพิ่มให้กับหมวดปราบ
    “ทราย ตักข้าวให้คุณผู้หมวดเขาหน่อยสิลูก”
    “ได้ค่ะ”
    “คุณน้าเรียกผมปราบก็ได้ครับ”
    “อ้อ จ้า อายจัง ยังไม่รู้จักชื่อกันเลย ชื่อหมวดปราบนะ”
    “อุ๊ย ขอโทษค่ะ ทรายเสียมารยาทจัง ทรายน่าจะเป็นคนแนะนำชื่อหมวดปราบให้คุณแม่รู้จัก...
    จะว่าไปแล้ว ทรายก็ไม่ค่อยรู้จักหมวดปราบเท่าไหร่เลยนะ เออ ว่ามั้ย  เอ๊ เรารู้จักกันเร็วไปหน่อยหรือเปล่าคะ”
    “โอ้ย ไม่หรอกครับ รู้จักสนิทกันมากซะด้วยซ้ำ เป็นตำรวจเขาถือว่าวิ่งฝ่าดงกระสุนด้วยกันหนเดียวก็ถือเป็นเพื่อนตาย นี่วิ่งฝ่าดงกระสุนด้วยกันตั้งสองหน ถือว่าเป็นยิ่งกว่าเพื่อนตายอีก”

    “ไหนๆ คุณผู้หมวด ช่วยแนะนำตัวให้ทรายกับคุณแม่ฟังหน่อยซิคะ เอาแบบกระชับๆแต่ได้ใจความนะ”
    ทรายคุยเชิงสัพพยอก หมวดปราบอารมณ์ดีเล่นด้วย ลุกขึ้นยืนตะเบ๊ะแล้วพูดต่อ
    “ได้ครับพ้มมมม...
    ผมชื่อร้อยตำรวจโท ปราบ ศิริเดช สังกัดสถานีตำรวจ......”
    แม่อรมองหมวดปราบพูดด้วยสีหน้าสนุกสนาน ส่วนทรายก็หัวเราะอย่างมีความสุข แต่ตอนนี้ นับจากวินาทีที่หมวดปราบเอ่ยถึงนามสกุลตัวเอง แม่อรถึงกับหูอื้อ เธอไม่ได้ยินอะไรอีกเลยต่อจากนั้น
………………………………………………………………………………
    หมวดปราบกลับไปแล้ว แม่อรยังนั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะอาหาร ทรายมึนงงสับสนไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆแม่อรก็นั่งหน้าเครียดไม่ยอมพูดไม่ยอมจาอะไรอีกเลย จนหมวดปราบรู้สึกเกร็งและเขิน จึงรีบลากลับไป
    “แม่อรมีอะไรอยากจะบอกทรายมั้ย วันนี้แม่อรเป็นอะไรไปคะ”
    แม่อรหันมาที่ทราย สีหน้าคร่ำเครียด
    “ทราย บอกแม่มาตรงๆนะ ว่าความสัมพันธ์ของลูกกับหมวดปราบไปถึงขั้นไหนแล้ว”
    ทรายถึงกับสะอึก เธองงมากกับคำถามของแม่อร

    “เรา...เราเพิ่งรู้จักกันไม่นานเองค่ะแม่อร”
    “บอกแม่ตรงๆ ยังไม่ได้มีอะไรกันใช่มั้ย”
    ทรายถึงกับสะดุ้งกับคำถาม
    “แม่อร ยังไม่มีอะไรกันค่ะ แม่อรเป็นอะไรคะวันนี้ แม่อรห่วงทรายมากเกินไปหรือเปล่า”
    “ดีแล้ว แม่ถามลูกอีกคำนึง รักเขามั้ย”
    ทรายถึงกับทำตาโต เธองงกับทุกคำถามของแม่อรจนใกล้จะเสียสติไปแล้ว
    “ทรายงงกับคำถามแม่อร ถามว่ารักมั้ย มันยังไม่ถึงตรงนั้นมั้งคะ แต่ก็ชอบนิดๆ นิดเดียวนะ”
    ทรายพยายามทำท่าทางติดตลก คิดว่าเผื่อจะสร้างบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาได้ เพราะแม่อรดูมีความเคร่งเครียดมากขึ้นทุกทีๆ
    “ทราย แม่ขอเรื่องนึงได้มั้ย...”
    ทรายได้ยินก็เข้ากอดและเคลียคลอแม่อร

    “แม่อรจะขออะไรคะ”
    “อย่าพบกับหมวดปราบ ศิริเดชอีกเป็นอันขาด”
    ตอนนี้ทรายน้ำตาเล็ด เธอทั้งงงทั้งเสียใจกับสิ่งที่แม่อรปฏิบัติกับเธอ ทรายนั่งลงตรงหน้าแม่อร มองตาแม่อรเหมือนวิงวรขอเหตุผล
    “ถ้าเธอรักแม่ เธอต้องทำตามที่แม่บอก อย่าพบกับหมวดคนนั้นอีก ไล่เขาออกไปจากชีวิตลูกทันที”
    แทนคำตอบ แม่อรยื่นคำขาดกับทรายแล้วลุกเดินขึ้นห้องนอนไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่