บทที่ 14 จากหอพักของเพื่อนสู่แมนชั่นของเอฟบีไอ
ลูกค้าที่ทยอยกันเข้ามากันตั้งแต่ห้าโมงเย็นทำให้ขนมในตู้หมดไปอย่างรวดเร็ว แม้บางอย่างจะมีสำรองเอาไว้บ้างแต่ก็ไม่พอกับความต้องการของคนซื้อ จนที่สุดปีเตอร์ต้องปลีกตัวไปทำขนมที่ใช้เวลาน้อยอย่างมัพฟินหรือคุกกี้ ซึ่งพอออกจากเตา ลูกค้าก็แย่งกันซื้อจนไซรัสหยิบให้ไม่ทัน ส่วนดังโงะที่ปีเตอร์ตั้งใจแจกฟรีนั้น หมดไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก ซึ่งผลตอบรับจากลูกค้านั้นดีเกินคาด ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยและขอให้เขาทำเจ้าก้อนแป้งสามสีนี้อีกครั้งเพื่อที่กลับมาอุดหนุนในวันพรุ่งนี้
คำชมของลูกค้าทำให้ปีเตอร์หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง และไซรัสสังเกตว่ารอยยิ้มว่างเปล่าในตอนแรก ถูกเติมเต็มด้วยความอิ่มสุขทำให้มันดูเป็นการยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ดวงตาที่เคยมองทุกคนแบบปราศจากตัวตนกลับกลายเป็นการมองอย่างมีความหมาย การพูดและบริการดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่คำพูดหนึ่งคำ จะทำให้ผู้ชายตรงหน้าเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้
คิ้วของไซรัสมุ่นเข้าหากันขณะเจ้าตัวใช้ความคิด หากมองเผินๆปฏิกิริยาของปีเตอร์ก็น่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่หากนึกย้อนไปตอนที่ผู้ชายคนนี้มองร่างไร้วิญญาณของหัวขโมยกับตอนจ้องเขาจนตาแทบถลนเมื่อเห็นว่าเขากำลังอยู่ในห้องกับอเล็กซ์ พฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วยิ่งเพิ่มความสงสัยต่อหนุ่มเอฟบีไอมากยิ่งขึ้น
ถ้าปีเตอร์ไม่ได้มองอเล็กซ์เพียงแค่เด็กในปกครองแต่กลับคิดบางสิ่งที่เกินเลยมากกว่านั้น หากมีผู้ชายคนไหนเข้ามาพัวพัน เขาก็ย่อมหึงหวงเป็นธรรมดา
ปัญหาคือ ความหึงหวงที่ว่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน แค่กีดกัน หรือกำจัดไปให้พ้นทาง ?
นัยน์ตาเรียวคมดุของไซรัสมองเจ้าของร้านไวท์บราวนี่อย่างไตร่ตรอง แต่เขาต้องหยุดความคิดทั้งหมดไว้เพียงแค่นั้น เมื่อลูกค้าซึ่งเป็นป้าแก่ๆ เร่งให้หยิบขนม เอฟบีไอหนุ่มจึงส่งยิ้มให้กับเธอพร้อมกับกล่าวคำขอโทษ จากนั้นเขาก็วุ่นอยู่กับลูกค้าจนไม่มีเวลาคิดเรื่องของปีเตอร์อีกเลย
เกือบหนึ่งทุ่มของทุกอย่างในร้านก็หมดเกลี้ยง พอส่งลูกค้าคนสุดท้ายแล้วปีเตอร์จึงลงมือเช็ดโต๊ะ เก็บเก้าอี้หน้าร้าน พอเห็นไซรัสเข้ามาช่วย เขาก็รีบห้ามด้วยความเกรงใจ
“ไม่ต้องครับผมจัดการเองได้”
“ช่วยกันจะได้เสร็จเร็วๆ ไงครับ” เอฟบีไอหนุ่มให้เหตุผลพลางยกเก้าอี้ขึ้นไปคว่ำบนโต๊ะเหมือนอย่างที่อเล็กซ์เคยทำ ส่วนปากก็พูดต่อ “ผมจะจัดการตรงนี้ให้ คุณไปดูในครัวเถอะครับ”
เมื่อไม่อาจห้ามความตั้งใจของอีกฝ่ายได้ ปีเตอร์จึงจำต้องทำตาม เมื่อเจ้าของร้านไม่อยู่ไซรัสจึงจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดหน้าร้าน ราวครึ่งชั่วโมงทุกอย่างจึงเรียบร้อย ตรวจดูด้วยตาจนแน่ใจว่าทุกอย่างหมดจด เอฟบีไอหนุ่มจึงเดินเข้าไปช่วยปีเตอร์อีกแรง เพราะรู้ดีว่างานในครัวหนักกว่างานหน้าร้านหลายเท่า ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะพอตอนที่เข้าไป เจ้าของร้านกำลังวุ่นวายอยู่กับการล้างอุปกรณ์ทำขนมที่ถูกตั้งทิ้งไว้จนแป้งแห้งเกรอะกรัง
“ให้ผมช่วยตรงไหนดีครับ”
ไซรัสเอ่ยปาก อีกฝ่ายสะดุ้งหันขวับมามอง “คุณไซรัส!” เขาอุทานด้วยความตระหนกก่อนจะส่ายหน้า “ในนี้มีแต่แป้งกับน้ำมัน อย่าเข้ามาเลยครับ”
คำปฏิเสธที่กล่าวออกมาอย่างร้อนรนทำให้ไซรัสหรี่ตาลงเล็กน้อย เขารู้ว่าปกตินิสัยของพวกเชฟหรือคนทำอาหารมักไม่ชอบให้ใครเข้าไปวุ่นวายในครัว แต่ก็ไม่น่าจะแสดงความระมัดระวังหรือหวาดระแวงได้เท่ากับคนตรงหน้า ที่จริงแล้วเขาควรหันกลับออกไปแต่โดยดี หากข้อสะกิดใจเรื่องหลักฐานที่เจอในบ้านของบิ๊กฟุต ทำให้ไซรัสอดคิดไม่ได้ว่าบางทีปีเตอร์อาจซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในครัว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” เอฟบีไอหนุ่มพูดพร้อมกับถือวิสาสะก้าวเข้าไปด้านใน ตาคมกริบกวาดมองไปโดยรอบในลักษณะที่ดูเหมือนพ่อบ้านที่กำลังคิดว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหนก่อน แท้จริงแล้วเขากำลังมองหาอย่างอื่นต่างหาก
“แต่...” ปีเตอร์ชะงักคำพูดค้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายตรงไปยังเครื่องนวดแป้ง แถมยังทำท่าเหมือนจะถอดมันออกมาล้าง “งั้นคุณช่วยจัดการพวกถาดรองกับถังผสม ผมจะจัดการอุปกรณ์พวกนั้นเอง”
เขาแนะนำพร้อมกับชี้ไปยังจุดที่ต้องการให้ไซรัสทำความสะอาด ส่วนตัวเองหันกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานที่ค้างไว้ ทั้งสองต่างคนต่างทำกันอย่างเงียบๆ ไม่มีการพูดคุยต่อกัน ช่วงแรกปีเตอร์ลอบมองเอฟบีไอหนุ่มอยู่หลายครั้งแต่พอเห็นเขาทำหน้าที่อย่างตั้งอกตั้งใจ จึงละความสงสัยแต่ยังคงความระแวงอยู่บ้าง นานครั้งก็หันไปมองสักที
ส่วนไซรัสเองนั้นรู้อยู่เต็มอกว่าถูกอีกฝ่ายจับตามอง เขาจึงคอยระวังท่าทีของตัวเองเอาไว้ แต่พอสบโอกาสก็รีบกวาดมองหาจุดที่คิดว่าน่าจะเป็นที่ซ่อนอุปกรณ์การสังหารหรือทางลับเข้าสู่ห้องเชือด บางครั้งก็แกล้งทำเป็นวางถาดหรือหม้อแรงๆ เพื่อฟังเสียงสะท้อน ซึ่งต้องพบกับความผิดหวังเพราะไม่มีความผิดปกติแสดงออกมาให้เห็นเลย
นี่มันหมายความว่าอะไร ปีเตอร์ไม่ใช่ฆาตกรอย่างนั้นหรือ ?
ไซรัสถามตัวเองอยู่ในใจ พลางนึกต่อไปว่าบางทีกระดาษรองขนมแผ่นนั้นอาจมาจากร้านอื่น แต่เมื่อนึกถึงคำให้การของเพื่อนบ้าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บิ๊กฟุตชอบขนมร้านนี้มากและมักซื้อกลับบ้านเป็นประจำ แล้วถ้าสิ่งที่เจอเป็นเพียงเศษขยะที่เจ้าของบ้านเก็บกวาดไม่หมดล่ะ ? เสียงในหัวตั้งคำถาม เอฟบีไอหนุ่มมุ่นคิ้วเพื่อใช้ความคิดก่อนส่ายหน้าช้าๆ
เป็นไปไม่ได้เพราะบ้านหลังนั้นได้รับการทำความสะอาดทั้งจากตัวบิ๊กฟุตเองและฆาตกร อย่าว่าแต่ขยะเลย กระทั่งฝุ่นก็ไม่มีให้เห็นสักจุด และไอ้เจ้ากระดาษที่ว่านี่ก็ถูกขยำจนเหลือชิ้นนิดเดียวแถมมีเพียงครึ่งแผ่น แสดงว่ามันถูกดึงออกมาอย่างเร่งรีบและฆาตกรคงยัดมันเข้ากระเป๋า แต่คงร่วงออกมาตอนเคลื่อนย้ายศพ
ความคิดกับข้อโต้แย้งที่ตีกันวุ่นอยู่ในหัวทำให้การทำงานของไซรัสชะลอความเร็วลง เมื่อเขาหยุดยืนจ้องอ่างล้างจานนิ่งไม่ขยับ ปีเตอร์ซึ่งคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลาจึงเอ่ยถาม
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ไซรัสสะดุ้งตื่นจากความคิด เมื่อรู้ตัวว่ากำลังโดนอีกฝ่ายจ้องจับผิด เขาจึงหันไปส่งยิ้มให้พร้อมกับกล่าวแก้ตัว
“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่คิดเรื่องคดีนิดหน่อย”
เป็นการส่งประโยคโดยมีเจตนาล่อเพื่อดูปฏิกิริยาจากบุคคลที่เขากำลังสงสัย แต่ปีเตอร์กลับไม่แสดงอาการผิดปกติ แถมยังตีหน้างง
“ใช่คดีฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังดังในตอนนี้หรือเปล่าครับ แต่พวกตำรวจประกาศว่าจับตัวคนร้ายได้แล้วนี่”
มันเป็นการพูดเหมือนบทสนทนาธรรมดา หากไซรัสกลับจับถึงความผิดปกติที่แฝงอยู่ในถ้อยคำนั้นได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงแกล้งผงกศีรษะรับ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนเจือความเจ็บใจน้อยๆ
“ครับ งานคราวนี้พวกนั้นเลยได้หน้า ส่วนเอฟบีไออย่างผมถูกส่งกลับควอนติโค”
ปีเตอร์ทำตาโต “อะไรนะครับ ผมคิดว่าพวกคุณจะประจำอยู่ที่นี่เสียอีก”
ไซรัสยักไหล่
“มีคดีอื่นน่ะครับ” เขาตอบสั้นๆ เหมือนวางหลุมพรางซึ่งได้ผล เพราะปีเตอร์รีบถามทันที
“คดีอะไรครับ”
“คล้ายกับที่นี่แหละครับ แต่คนร้ายเก็บศพไว้ในเหมืองเหมือนเป็นคอลเล็คชั่น พวกผมเลยถูกตามตัวไปทำคดี”
คำว่า ‘เหมือง’ แสดงให้เห็นว่าพวกเอฟบีไอจะต้องย้ายสำนักงาน ไซรัสสังเกตเห็นปีเตอร์แสดงอาการโล่งใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะถาม
“แล้วพวกคุณจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่หรือครับ”
น้ำเสียงธรรมดาเหมือนคำพูดของคนทั่วไป หากไซรัสกลับจับความคาดหวังที่แฝงเอาไว้ได้ไม่ยาก
“สัปดาห์หน้าครับ”
เจ้าของร้านไวท์บราวนี่พยักหน้ารับรู้ก่อนหันกลับไปทำงานที่เหลือ ตอนนั้นเองที่ไซรัสเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากของปีเตอร์ ถึงจะเป็นแค่แวบเดียวแต่รอยยิ้มนั้นแสดงให้เห็นถึงความยินดีในผลสำเร็จและโล่งใจ
ดวงตาเรียวคมดุจ้องแผ่นหลังของอีกฝ่ายแน่วนิ่ง จากนั้นไซรัสจึงหันกลับไปทำงานส่วนของตัวเองต่อ หากครั้งนี้สมองของเขาจำกัดผู้ต้องสงสัยแคบลงจนแทบได้ว่าเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น
เอฟบีไอหนุ่มยืนมุ่นคิ้วจ้องน้ำจากก๊อกที่กำลังไหลลงอ่าง เป็นครั้งแรกที่เขาไม่อยากให้สิ่งที่ตนเองสงสัยเป็นความจริง เพราะหากฆาตกรคือคนที่เขากำลังคิด ผู้ที่จะต้องเสียใจมากที่สุดคืออเล็กซ์ เอฟบีไอหนุ่มสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดเพื่อเก็บสิ่งที่คิดเอาไว้ ก่อนจะกลับมาทำตัวให้เป็นปกติช่วยงานร้านต่อไปโดยไม่แสดงพิรุธ ผ่านไปได้สักพักพออุปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกล้างและวางเก็บเข้าที่ไปกว่าครึ่ง ปีเตอร์จึงเอ่ยปากพูด
“พอแค่นั้นก็ได้ครับ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง”
เขาหยิบผ้ามาเช็ดมือก่อนเปิดตู้แช่ดึงเนื้อสดออกมาวางบนเขียง ไซรัสซึ่งกำลังล้างมือจึงออกปากถาม
“เตรียมของสำหรับพรุ่งนี้เลยหรือครับ”
ปีเตอร์ส่ายหน้าขณะหยิบมีดมาเพื่อเตรียมจะแล่ “มื้อค่ำของคุณต่างหาก”
พอได้ยินแบบนั้น เอฟบีไอหนุ่มจึงรีบโบกมือห้าม
“อย่าลำบากเลยครับ ผมกลับไปกินที่บ้านได้”
“ซุปแค่ถ้วยสองถ้วยไม่ลำบากอะไรหรอกครับ ถือเสียว่าตอบแทนที่คุณอุตส่าห์ช่วย” ปีเตอร์พูดอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับหั่นเนื้อไปด้วย “ขอเวลาสิบนาที คุณออกไปนั่งรอข้างนอกดีกว่า”
เมื่อไม่อาจห้ามความตั้งใจของอีกฝ่ายได้ ไซรัสจึงจำต้องเดินออกจากครัว นั่งรอตรงเคาท์เตอร์พลางคิดวางแผนเรื่องการค้นหาห้องลับ พักใหญ่เจ้าของร้านจึงยกถาดที่มีชามร้อนๆ สองใบออกมาวาง
“เสร็จแล้วครับ” เขาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางวางชามซุปไว้ตรงหน้าลูกมือจำเป็น ส่วนชามของเขาเองนั้นกลับยังคงอยู่บนถาด พอเตรียมเครื่องดื่มซึ่งเป็นน้ำเย็นสำหรับสองคนแล้ว ปีเตอร์ก็นั่งลงด้านตรงข้ามพร้อมกับผายมือ “เชิญเลยครับ”
ไซรัสกล่าวคำขอบคุณก่อนหยิบช้อนตักซุป ทั้งสองนั่งรับประทานกันโดยไม่พูดจาจนอาหารหมดไปครึ่งชาม เอฟบีไอหนุ่มจึงเปิดบทสนทนา
“ลูกค้าแน่นแบบนี้ทุกวันเลยหรือครับ” ทั้งที่รู้อยู่แล้วแต่ก็ยังถามเพราะอยากสังเกตพฤติกรรมของคนที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัย ปีเตอร์ยิ้ม
“ก็ไม่ถึงกับทุกวันหรอกครับ บางทีขนมก็มีเหลือบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับขาดทุน”
“ผมเองก็เคยคิดจะเปิดร้านกาแฟเหมือนกัน แต่ยังติดเรื่องขนมเพราะผมไม่มีหัวทางนี้เลย”
เขาพูดติดตลกซึ่งน่าจะได้ผลอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ
“คนเรามีความถนัดแตกต่างกันออกไป ถ้าจะให้ผมไปทำงานสืบสวนแบบคุณ คนร้ายคงเดินเกลื่อนถนนไปแล้ว”
“ผมไม่ได้เก่งอะไรถึงขนาดนั้นหรอกครับ บางคดีก็โดนคนร้ายหลอกจนหัวหมุน หลงทิศไปกันคนละทางอยู่หลายวันกว่าจะรู้ตัว” ไซรัสพูดพลางกวาดตามองรอบตัว “ดูแลร้านคนเดียวแบบนี้คงเหนื่อยน่าดู”
“ครับ” ปีเตอร์ตอบ เขาหยุดช้อนเอาไว้ในชามก่อนมองร้านของตัวเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “แรกๆ ก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับว่าจะเริ่มต้นยังไง ลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะเข้าที่ ที่จริงอเล็กซ์เองก็อยากช่วย แต่ผมคิดว่าเขาควรให้ความสำคัญกับการเรียน เลยต้องคอยห้าม”
ข้อสันนิษฐานของไซรัสเริ่มปรากฏเค้าลางๆ เมื่อเห็นท่าทางของปีเตอร์ยามเอ่ยถึงเด็กหนุ่ม สีหน้าของเขาดูแจ่มใสมีชีวิตชีวา ดวงตาทอประกายสดใสราววัยแรกรุ่นที่กำลังตกอยู่ในความหลงใหล คลั่งไคล้ในภาพฝันอันหวานชื่น
ชายคนนี้หลงรักอเล็กซ์
สืบรักจับหัวใจเอฟบีไอ บทที่ 14 จากหอพักเพื่อนสู่แมนชั่นของเอฟบีไอ
ลูกค้าที่ทยอยกันเข้ามากันตั้งแต่ห้าโมงเย็นทำให้ขนมในตู้หมดไปอย่างรวดเร็ว แม้บางอย่างจะมีสำรองเอาไว้บ้างแต่ก็ไม่พอกับความต้องการของคนซื้อ จนที่สุดปีเตอร์ต้องปลีกตัวไปทำขนมที่ใช้เวลาน้อยอย่างมัพฟินหรือคุกกี้ ซึ่งพอออกจากเตา ลูกค้าก็แย่งกันซื้อจนไซรัสหยิบให้ไม่ทัน ส่วนดังโงะที่ปีเตอร์ตั้งใจแจกฟรีนั้น หมดไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก ซึ่งผลตอบรับจากลูกค้านั้นดีเกินคาด ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยและขอให้เขาทำเจ้าก้อนแป้งสามสีนี้อีกครั้งเพื่อที่กลับมาอุดหนุนในวันพรุ่งนี้
คำชมของลูกค้าทำให้ปีเตอร์หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง และไซรัสสังเกตว่ารอยยิ้มว่างเปล่าในตอนแรก ถูกเติมเต็มด้วยความอิ่มสุขทำให้มันดูเป็นการยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ดวงตาที่เคยมองทุกคนแบบปราศจากตัวตนกลับกลายเป็นการมองอย่างมีความหมาย การพูดและบริการดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่คำพูดหนึ่งคำ จะทำให้ผู้ชายตรงหน้าเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้
คิ้วของไซรัสมุ่นเข้าหากันขณะเจ้าตัวใช้ความคิด หากมองเผินๆปฏิกิริยาของปีเตอร์ก็น่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่หากนึกย้อนไปตอนที่ผู้ชายคนนี้มองร่างไร้วิญญาณของหัวขโมยกับตอนจ้องเขาจนตาแทบถลนเมื่อเห็นว่าเขากำลังอยู่ในห้องกับอเล็กซ์ พฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วยิ่งเพิ่มความสงสัยต่อหนุ่มเอฟบีไอมากยิ่งขึ้น
ถ้าปีเตอร์ไม่ได้มองอเล็กซ์เพียงแค่เด็กในปกครองแต่กลับคิดบางสิ่งที่เกินเลยมากกว่านั้น หากมีผู้ชายคนไหนเข้ามาพัวพัน เขาก็ย่อมหึงหวงเป็นธรรมดา
ปัญหาคือ ความหึงหวงที่ว่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน แค่กีดกัน หรือกำจัดไปให้พ้นทาง ?
นัยน์ตาเรียวคมดุของไซรัสมองเจ้าของร้านไวท์บราวนี่อย่างไตร่ตรอง แต่เขาต้องหยุดความคิดทั้งหมดไว้เพียงแค่นั้น เมื่อลูกค้าซึ่งเป็นป้าแก่ๆ เร่งให้หยิบขนม เอฟบีไอหนุ่มจึงส่งยิ้มให้กับเธอพร้อมกับกล่าวคำขอโทษ จากนั้นเขาก็วุ่นอยู่กับลูกค้าจนไม่มีเวลาคิดเรื่องของปีเตอร์อีกเลย
เกือบหนึ่งทุ่มของทุกอย่างในร้านก็หมดเกลี้ยง พอส่งลูกค้าคนสุดท้ายแล้วปีเตอร์จึงลงมือเช็ดโต๊ะ เก็บเก้าอี้หน้าร้าน พอเห็นไซรัสเข้ามาช่วย เขาก็รีบห้ามด้วยความเกรงใจ
“ไม่ต้องครับผมจัดการเองได้”
“ช่วยกันจะได้เสร็จเร็วๆ ไงครับ” เอฟบีไอหนุ่มให้เหตุผลพลางยกเก้าอี้ขึ้นไปคว่ำบนโต๊ะเหมือนอย่างที่อเล็กซ์เคยทำ ส่วนปากก็พูดต่อ “ผมจะจัดการตรงนี้ให้ คุณไปดูในครัวเถอะครับ”
เมื่อไม่อาจห้ามความตั้งใจของอีกฝ่ายได้ ปีเตอร์จึงจำต้องทำตาม เมื่อเจ้าของร้านไม่อยู่ไซรัสจึงจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดหน้าร้าน ราวครึ่งชั่วโมงทุกอย่างจึงเรียบร้อย ตรวจดูด้วยตาจนแน่ใจว่าทุกอย่างหมดจด เอฟบีไอหนุ่มจึงเดินเข้าไปช่วยปีเตอร์อีกแรง เพราะรู้ดีว่างานในครัวหนักกว่างานหน้าร้านหลายเท่า ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะพอตอนที่เข้าไป เจ้าของร้านกำลังวุ่นวายอยู่กับการล้างอุปกรณ์ทำขนมที่ถูกตั้งทิ้งไว้จนแป้งแห้งเกรอะกรัง
“ให้ผมช่วยตรงไหนดีครับ”
ไซรัสเอ่ยปาก อีกฝ่ายสะดุ้งหันขวับมามอง “คุณไซรัส!” เขาอุทานด้วยความตระหนกก่อนจะส่ายหน้า “ในนี้มีแต่แป้งกับน้ำมัน อย่าเข้ามาเลยครับ”
คำปฏิเสธที่กล่าวออกมาอย่างร้อนรนทำให้ไซรัสหรี่ตาลงเล็กน้อย เขารู้ว่าปกตินิสัยของพวกเชฟหรือคนทำอาหารมักไม่ชอบให้ใครเข้าไปวุ่นวายในครัว แต่ก็ไม่น่าจะแสดงความระมัดระวังหรือหวาดระแวงได้เท่ากับคนตรงหน้า ที่จริงแล้วเขาควรหันกลับออกไปแต่โดยดี หากข้อสะกิดใจเรื่องหลักฐานที่เจอในบ้านของบิ๊กฟุต ทำให้ไซรัสอดคิดไม่ได้ว่าบางทีปีเตอร์อาจซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในครัว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” เอฟบีไอหนุ่มพูดพร้อมกับถือวิสาสะก้าวเข้าไปด้านใน ตาคมกริบกวาดมองไปโดยรอบในลักษณะที่ดูเหมือนพ่อบ้านที่กำลังคิดว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหนก่อน แท้จริงแล้วเขากำลังมองหาอย่างอื่นต่างหาก
“แต่...” ปีเตอร์ชะงักคำพูดค้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายตรงไปยังเครื่องนวดแป้ง แถมยังทำท่าเหมือนจะถอดมันออกมาล้าง “งั้นคุณช่วยจัดการพวกถาดรองกับถังผสม ผมจะจัดการอุปกรณ์พวกนั้นเอง”
เขาแนะนำพร้อมกับชี้ไปยังจุดที่ต้องการให้ไซรัสทำความสะอาด ส่วนตัวเองหันกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานที่ค้างไว้ ทั้งสองต่างคนต่างทำกันอย่างเงียบๆ ไม่มีการพูดคุยต่อกัน ช่วงแรกปีเตอร์ลอบมองเอฟบีไอหนุ่มอยู่หลายครั้งแต่พอเห็นเขาทำหน้าที่อย่างตั้งอกตั้งใจ จึงละความสงสัยแต่ยังคงความระแวงอยู่บ้าง นานครั้งก็หันไปมองสักที
ส่วนไซรัสเองนั้นรู้อยู่เต็มอกว่าถูกอีกฝ่ายจับตามอง เขาจึงคอยระวังท่าทีของตัวเองเอาไว้ แต่พอสบโอกาสก็รีบกวาดมองหาจุดที่คิดว่าน่าจะเป็นที่ซ่อนอุปกรณ์การสังหารหรือทางลับเข้าสู่ห้องเชือด บางครั้งก็แกล้งทำเป็นวางถาดหรือหม้อแรงๆ เพื่อฟังเสียงสะท้อน ซึ่งต้องพบกับความผิดหวังเพราะไม่มีความผิดปกติแสดงออกมาให้เห็นเลย
นี่มันหมายความว่าอะไร ปีเตอร์ไม่ใช่ฆาตกรอย่างนั้นหรือ ?
ไซรัสถามตัวเองอยู่ในใจ พลางนึกต่อไปว่าบางทีกระดาษรองขนมแผ่นนั้นอาจมาจากร้านอื่น แต่เมื่อนึกถึงคำให้การของเพื่อนบ้าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บิ๊กฟุตชอบขนมร้านนี้มากและมักซื้อกลับบ้านเป็นประจำ แล้วถ้าสิ่งที่เจอเป็นเพียงเศษขยะที่เจ้าของบ้านเก็บกวาดไม่หมดล่ะ ? เสียงในหัวตั้งคำถาม เอฟบีไอหนุ่มมุ่นคิ้วเพื่อใช้ความคิดก่อนส่ายหน้าช้าๆ
เป็นไปไม่ได้เพราะบ้านหลังนั้นได้รับการทำความสะอาดทั้งจากตัวบิ๊กฟุตเองและฆาตกร อย่าว่าแต่ขยะเลย กระทั่งฝุ่นก็ไม่มีให้เห็นสักจุด และไอ้เจ้ากระดาษที่ว่านี่ก็ถูกขยำจนเหลือชิ้นนิดเดียวแถมมีเพียงครึ่งแผ่น แสดงว่ามันถูกดึงออกมาอย่างเร่งรีบและฆาตกรคงยัดมันเข้ากระเป๋า แต่คงร่วงออกมาตอนเคลื่อนย้ายศพ
ความคิดกับข้อโต้แย้งที่ตีกันวุ่นอยู่ในหัวทำให้การทำงานของไซรัสชะลอความเร็วลง เมื่อเขาหยุดยืนจ้องอ่างล้างจานนิ่งไม่ขยับ ปีเตอร์ซึ่งคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลาจึงเอ่ยถาม
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ไซรัสสะดุ้งตื่นจากความคิด เมื่อรู้ตัวว่ากำลังโดนอีกฝ่ายจ้องจับผิด เขาจึงหันไปส่งยิ้มให้พร้อมกับกล่าวแก้ตัว
“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่คิดเรื่องคดีนิดหน่อย”
เป็นการส่งประโยคโดยมีเจตนาล่อเพื่อดูปฏิกิริยาจากบุคคลที่เขากำลังสงสัย แต่ปีเตอร์กลับไม่แสดงอาการผิดปกติ แถมยังตีหน้างง
“ใช่คดีฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังดังในตอนนี้หรือเปล่าครับ แต่พวกตำรวจประกาศว่าจับตัวคนร้ายได้แล้วนี่”
มันเป็นการพูดเหมือนบทสนทนาธรรมดา หากไซรัสกลับจับถึงความผิดปกติที่แฝงอยู่ในถ้อยคำนั้นได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงแกล้งผงกศีรษะรับ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนเจือความเจ็บใจน้อยๆ
“ครับ งานคราวนี้พวกนั้นเลยได้หน้า ส่วนเอฟบีไออย่างผมถูกส่งกลับควอนติโค”
ปีเตอร์ทำตาโต “อะไรนะครับ ผมคิดว่าพวกคุณจะประจำอยู่ที่นี่เสียอีก”
ไซรัสยักไหล่
“มีคดีอื่นน่ะครับ” เขาตอบสั้นๆ เหมือนวางหลุมพรางซึ่งได้ผล เพราะปีเตอร์รีบถามทันที
“คดีอะไรครับ”
“คล้ายกับที่นี่แหละครับ แต่คนร้ายเก็บศพไว้ในเหมืองเหมือนเป็นคอลเล็คชั่น พวกผมเลยถูกตามตัวไปทำคดี”
คำว่า ‘เหมือง’ แสดงให้เห็นว่าพวกเอฟบีไอจะต้องย้ายสำนักงาน ไซรัสสังเกตเห็นปีเตอร์แสดงอาการโล่งใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะถาม
“แล้วพวกคุณจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่หรือครับ”
น้ำเสียงธรรมดาเหมือนคำพูดของคนทั่วไป หากไซรัสกลับจับความคาดหวังที่แฝงเอาไว้ได้ไม่ยาก
“สัปดาห์หน้าครับ”
เจ้าของร้านไวท์บราวนี่พยักหน้ารับรู้ก่อนหันกลับไปทำงานที่เหลือ ตอนนั้นเองที่ไซรัสเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากของปีเตอร์ ถึงจะเป็นแค่แวบเดียวแต่รอยยิ้มนั้นแสดงให้เห็นถึงความยินดีในผลสำเร็จและโล่งใจ
ดวงตาเรียวคมดุจ้องแผ่นหลังของอีกฝ่ายแน่วนิ่ง จากนั้นไซรัสจึงหันกลับไปทำงานส่วนของตัวเองต่อ หากครั้งนี้สมองของเขาจำกัดผู้ต้องสงสัยแคบลงจนแทบได้ว่าเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น
เอฟบีไอหนุ่มยืนมุ่นคิ้วจ้องน้ำจากก๊อกที่กำลังไหลลงอ่าง เป็นครั้งแรกที่เขาไม่อยากให้สิ่งที่ตนเองสงสัยเป็นความจริง เพราะหากฆาตกรคือคนที่เขากำลังคิด ผู้ที่จะต้องเสียใจมากที่สุดคืออเล็กซ์ เอฟบีไอหนุ่มสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดเพื่อเก็บสิ่งที่คิดเอาไว้ ก่อนจะกลับมาทำตัวให้เป็นปกติช่วยงานร้านต่อไปโดยไม่แสดงพิรุธ ผ่านไปได้สักพักพออุปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกล้างและวางเก็บเข้าที่ไปกว่าครึ่ง ปีเตอร์จึงเอ่ยปากพูด
“พอแค่นั้นก็ได้ครับ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง”
เขาหยิบผ้ามาเช็ดมือก่อนเปิดตู้แช่ดึงเนื้อสดออกมาวางบนเขียง ไซรัสซึ่งกำลังล้างมือจึงออกปากถาม
“เตรียมของสำหรับพรุ่งนี้เลยหรือครับ”
ปีเตอร์ส่ายหน้าขณะหยิบมีดมาเพื่อเตรียมจะแล่ “มื้อค่ำของคุณต่างหาก”
พอได้ยินแบบนั้น เอฟบีไอหนุ่มจึงรีบโบกมือห้าม
“อย่าลำบากเลยครับ ผมกลับไปกินที่บ้านได้”
“ซุปแค่ถ้วยสองถ้วยไม่ลำบากอะไรหรอกครับ ถือเสียว่าตอบแทนที่คุณอุตส่าห์ช่วย” ปีเตอร์พูดอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับหั่นเนื้อไปด้วย “ขอเวลาสิบนาที คุณออกไปนั่งรอข้างนอกดีกว่า”
เมื่อไม่อาจห้ามความตั้งใจของอีกฝ่ายได้ ไซรัสจึงจำต้องเดินออกจากครัว นั่งรอตรงเคาท์เตอร์พลางคิดวางแผนเรื่องการค้นหาห้องลับ พักใหญ่เจ้าของร้านจึงยกถาดที่มีชามร้อนๆ สองใบออกมาวาง
“เสร็จแล้วครับ” เขาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางวางชามซุปไว้ตรงหน้าลูกมือจำเป็น ส่วนชามของเขาเองนั้นกลับยังคงอยู่บนถาด พอเตรียมเครื่องดื่มซึ่งเป็นน้ำเย็นสำหรับสองคนแล้ว ปีเตอร์ก็นั่งลงด้านตรงข้ามพร้อมกับผายมือ “เชิญเลยครับ”
ไซรัสกล่าวคำขอบคุณก่อนหยิบช้อนตักซุป ทั้งสองนั่งรับประทานกันโดยไม่พูดจาจนอาหารหมดไปครึ่งชาม เอฟบีไอหนุ่มจึงเปิดบทสนทนา
“ลูกค้าแน่นแบบนี้ทุกวันเลยหรือครับ” ทั้งที่รู้อยู่แล้วแต่ก็ยังถามเพราะอยากสังเกตพฤติกรรมของคนที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัย ปีเตอร์ยิ้ม
“ก็ไม่ถึงกับทุกวันหรอกครับ บางทีขนมก็มีเหลือบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับขาดทุน”
“ผมเองก็เคยคิดจะเปิดร้านกาแฟเหมือนกัน แต่ยังติดเรื่องขนมเพราะผมไม่มีหัวทางนี้เลย”
เขาพูดติดตลกซึ่งน่าจะได้ผลอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ
“คนเรามีความถนัดแตกต่างกันออกไป ถ้าจะให้ผมไปทำงานสืบสวนแบบคุณ คนร้ายคงเดินเกลื่อนถนนไปแล้ว”
“ผมไม่ได้เก่งอะไรถึงขนาดนั้นหรอกครับ บางคดีก็โดนคนร้ายหลอกจนหัวหมุน หลงทิศไปกันคนละทางอยู่หลายวันกว่าจะรู้ตัว” ไซรัสพูดพลางกวาดตามองรอบตัว “ดูแลร้านคนเดียวแบบนี้คงเหนื่อยน่าดู”
“ครับ” ปีเตอร์ตอบ เขาหยุดช้อนเอาไว้ในชามก่อนมองร้านของตัวเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “แรกๆ ก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับว่าจะเริ่มต้นยังไง ลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะเข้าที่ ที่จริงอเล็กซ์เองก็อยากช่วย แต่ผมคิดว่าเขาควรให้ความสำคัญกับการเรียน เลยต้องคอยห้าม”
ข้อสันนิษฐานของไซรัสเริ่มปรากฏเค้าลางๆ เมื่อเห็นท่าทางของปีเตอร์ยามเอ่ยถึงเด็กหนุ่ม สีหน้าของเขาดูแจ่มใสมีชีวิตชีวา ดวงตาทอประกายสดใสราววัยแรกรุ่นที่กำลังตกอยู่ในความหลงใหล คลั่งไคล้ในภาพฝันอันหวานชื่น
ชายคนนี้หลงรักอเล็กซ์