อยากไปทำงานต่างประเทศ แต่เรียนมาน้อย ภาษาไม่ได้ อายุเยอะ มีโอกาสไหมคะ

ยาวหน่อยนะคะ ขอเล่าความเป็นมาค่ะ จะได้ไม่งง ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังค่ะ
ฉันเคยทำงานกับบริษัทดังในไทย ทำงานมา 10 ปีก็ได้ปรับตำแหน่ง ได้ทำงานที่ชอบแต่มันต้องตรวจสอบเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็จะเจอพวกทุจริต ก็เลยทำให้บางคนโดนไล่ออก แต่ กจก.ชอบที่ฉันทำงานมากเพราะฉันตรงไปตรงมา แต่คนอื่นไม่ชอบ บอกว่าฉันชอบจับผิดคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่อยากทำแบบนี้ แต่ผิดก็ว่าไปตามผิด ตามหลักฐาน โกงเงินบริษัท ถ้าเราปล่อยผ่าน เราก็ผิด ฉันทำไม่ได้ งานนี้เป็นงานที่ฉันชอบ เพราะได้คิด ได้ใช้สมองในการใช้สูตร excel วิเคราะห์โจทย์ แต่ไม่ชอบตรงที่ต้องคุมงบประมาณปีละหมื่นกว่าล้าน บางคนอิจฉาที่ฉันพูดอะไร กจก.ก็เชื่อ ฉันไม่เคยประจบ ไม่เคยเลีย แต่พูดทุกอย่างที่เป็นเรื่องจริง อนุมัติหนังสือกรณีที่โปรโมชั่นนั้นเป็นไปได้และใช้งบไม่เกิน เหตุการณ์มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ฉันเจอเพื่อนของ ผจก.แก้ไขตัวเลขโปรโมชั่นซื้อทอง ฉันจึงแจ้ง ผจก.แต่ผจก.บอกให้ยั้งไว้ก่อน ยังไม่ให้แจ้ง กจก.แต่ไม่บอกเหตุผล ฉันไม่รอเพราะมีคนอื่นได้ยินเรื่องที่ฉันเจอ แต่คนนี้ก็เป็นเพื่อนฉันด้วย แต่ถ้าเค้าโกงจริงมันก็ไม่ควรมีข้อยกเว้น ฉันจึงถามเค้าว่าแก้ไขตัวเลขทำไม ไม่มีคำตอบ ฉันจึงไปแจ้ง กจก.เรื่องเลยแดงขึ้นมา หาหลักฐานกันให้วุ่นวาย ผลสรุปโกงจริง ลูกค้าที่ได้ก็ไม่เอาไปให้ แล้วก็เมครายชื่อลูกค้าขึ้นเอง สรุป คนนั้นโดนออก หลังจากนั้นทุกคนตั้งฉายาฉันว่าเปาบุ้นจิ้น ซึ่งฉันไม่ได้ภูมิใจอะไรเลย เพราะมันเป็นคำพูดกระแนะกระแหนซะมากกว่า ต่อมาเจออีกเรื่อง อีกแผนกมาใช้งบที่ฉันดูแลมีการแก้ไขตัวเลข แต่ไม่เซ็นต์ชื่อ ซึ่งตามหลักต้องเซ็นต์ด้วย ฉันจึงถามบัญชี จึงรู้ว่าเป็นใคร ฉันก็แค่บอกคราวหน้าเซ็นต์ชื่อด้วยนะ ตามหลักบัญชี ผจก.คนนี้มาโวยวายว่าว่างมากถึงจ้องจับผิดคนอื่น มันเลยทำให้ฉันกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น ซึ่งหน้าฉันปกติก็ดุอยู่แล้ว ทำให้กลายเป็นคนน่ากลัว ไม่น่าคบไปเลย แล้วตอนหลังเด็กปั้นที่ฉันเป็นคนปั้นกับมือ สอนทุกอย่าง ดันให้เค้าผ่านโปร มาหักหลัง เวลามีอะไรผิดพลาดด้วยฝีมือเค้า ก็จะเอาชื่อฉันไปอ้างตลอดเวลา เค้าบอกกับคนอื่นว่าเค้าอยากได้ตำแหน่งฉัน ไม่อยากเป็นลูกน้องฉัน ตอนนั้นเครียดมาก งานก็เยอะ ทำตั้งแต่ 8 โมง เลิกงาน 5 โมง นั่งอ่านหนังสือขออนุมัติวันละเป็นรีม แต่งานที่ต้องคำนวณต้องหอบงานมาทำที่บ้านอีก ผจก.บอกไม่ให้กลับไปทำที่บ้าน ก็ฉันทำไม่ทันนี่ แล้วบ้านฉันก็อยู่ไกลกว่าคนอื่นด้วย ต้องนั่งรถไฟไปกลับ และคอมที่บริษัทก็ช้า ไม่รองรับกับการทำงานที่ต้องคำนวณสูตรซับซ้อน ข้อมูลอีกหลายหมื่นบรรทัด บางครั้งเป็นแสน หอบกลับไปทำที่บ้านดีกว่า ถึงบ้านหมดแรงแต่ก็ต้องทำ ทำจนตี 2 ตี 3 ทุกวัน ตี 5 ตื่นไปทำงาน เป็นอย่างนี้ประมาณครึ่งปี ฉันเครียดกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบแทงข้างหลัง ยังต้องมาเจอกับงานที่ไม่ทัน ปัญหาที่มาให้แก้ทุกวันอีก ฉันยื่นใบลาออก กจก.ทักท้วงขอให้อยู่ต่อ ฉันจึงอยู่ต่อ แต่คนอื่นกลับพูดว่าทำไม กจก.ต้องง้อฉัน คนอื่นออกทำไม กจก.ไม่เรียกคุย คราวนี้แอนตี้หนักกว่าเดิม กลายเป็นสงครามประสาทที่หนักขึ้นทุกวัน ฉันทำงานจนปวดหัวอย่าเรียกว่าปวดแบบไมเกรนเลย เรียกว่าปวดแสบปวดร้อนเลยดีกว่า แต่งานก็ต้องทำ สามีเลยบอกว่าให้เลือกสุขภาพดีกว่า กลัวตายไปซะก่อน ทนอีกประมาณ 6 เดือน ฉันเลยยื่นใบลาออกอีกครั้งนึง คราวนี้ กจก.ไม่ทักท้วงแล้ว พอฉันลาออกทุกคนดีใจมาก ยิ่งเด็กปั้นยิ่งดีใจ แต่เค้าหาคนอื่นเสียบแทนตำแหน่งฉัน ไม่ใช่เด็กปั้น คำพูดที่บอกว่า ถ้าขาดเราที่ทำงานก็หาใหม่ได้ แต่ครอบครัวขาดเราเค้าหาคนทดแทนไม่ได้ เป็นเรื่องจริง
พอฉันลาออกก็ไล่ทำตามฝัน เอาเงินที่สะสมมาใช้หนี้บางส่วน มาขายของในเน็ตเน้นส่งออก เทรดหุ้นต่างประเทศ ช่วง 3 เดือนแรกดีมาก ๆ ฉันดีใจและมีความสุขมาก ที่ตัดสินใจแบบนี้ รายได้ดีมาก เทรดหุ้น 3 วันเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือน ฉันชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปข้างนอก สุขภาพของฉันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ อาการปวดหัวหายไป แต่ก็ต้องไปหาหมอทุกเดือนเพราะมีโรคประจำตัวอยู่
แต่แม่ฉันกับแม่สามีก็บ่นว่าฉันวัน ๆ อยู่กับบ้านเกาะสามีกิน ฉันบอกว่าฉันทำงานอยู่กับบ้าน แล้วก็บ่นให้ฉันกลับไปทำงาน ฉันจึงตัดสินใจเปิดร้าน เพื่อที่เค้าจะได้เห็นว่าฉันไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ออกไปทำงานข้างนอก
สักพักฉันมีเงินที่เทรดหุ้นขายของได้ก็เปิดร้านขายนม ของทานเล่น แต่โชคร้ายความอยากได้ รีบร้อนไม่ได้ดูประวัติร้าน ขาย 3 เดือนแทบไม่มีลูกค้า เงินเริ่มจม เริ่มเอาเงินเก็บมาใช้ หาสาเหตุไม่เจอ จนมีลูกค้ามาเล่าให้ฟังว่าคนเก่าที่ฉันเซ้งต่อมาเค้าทำไม่อร่อย ลูกค้าเข้าใจว่าเป็นเจ้าของเดิมไม่กล้าเข้า ฉันจึงหาเมนูที่แถวนั้นไม่มีขาย แต่ฉันเคยเรียนมา ฉันชอบไปเรียน พวกทำอาหารไทย ขนมไทย เบเกอรี่ จึงเลือกทำขนมจีนน้ำยาสูตรโบราณ
พอเปิดขาย ลูกค้าเยอะมาก แต่ฉันพลาดตรงเรื่องตั้งราคา ฉันไปทำแบบบุฟเฟต์ แถมขนมด้วย ข้อดีคือลูกค้ามั่นใจว่าเปลี่ยนเจ้าของ ข้อเสียฉันขาดทุน ลูกค้าซดน้ำแกงน้ำยาแบบซดน้ำก๋วยเตี๋ยว ตักทานกันเต็มที่ โทษใครไม่ได้ ฉันทำพลาดเอง
ฉันจึงปรับราคาซึ่งก็ยังมีลูกค้าอยู่ แต่ก็ยังขาดทุน โรคประจำตัวเริ่มกำเริบ ฉันเหนื่อยเดินแทบไม่ไหว ฉันจึงหยุดทำชั่วคราว
พอหยุดลูกค้าเริ่มหายไปอีก แล้วสักพักก็มีลูกค้าที่เรียนจบออกไปค่อนข้างเยอะ ต้องหาลูกค้าใหม่อีก แต่ร้านฉันก็ยังมีลูกค้าประจำ 90% ลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าประจำแนะนำมา
ผ่านไปสักพักฉันก็กลับมาทำขนมจีนใหม่ ปรับราคาใหม่ แต่ถูกลง ไม่มีบุฟเฟต์น้ำยา มีแต่บุฟเฟต์ขนมจีน ก็มีลูกค้าบ้าง แต่น้อยมาก ๆ
ตอนนี้ทุนจม เป็นหนี้มากมาย เพราะต้องหาเงินมาหมุนให้ร้านอยู่รอด จึงประกาศเซ้งร้าน เพราะเครียดมาก ๆ เงินทุนหมด
ฉันจะขายต่อไป จนหมดสัญญาก็เหลืออีก 4 เดือน แต่ของก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน
พอแม่ฉันกับแม่สามีก็บ่นตลอดว่าออกจากงานมาทำไม เงินเดือนตั้ง 3 หมื่นกว่า เงินเดือนฉันมากกว่าสามีหมื่นกว่าบาท พอออกมาสามีก็ต้องรับภาระทุกอย่าง มันไม่พอ มัวแต่ไปเกาะสามีกิน ไม่คิดจะทำงานทำการ ร้านไปไม่รอดก็ปิด ๆ ไป เราเสียใจมาก เราแต่งงานแยกออกมา 15 ปีแล้ว เข้าใจว่าเค้าเป็นห่วง แต่เค้าไม่เคยให้กำลังใจเราเลย
เค้าบ่นตลอดให้ฉันกลับไปของานที่เก่าทำ แล้วบริษัทเก่าเค้ามีระเบียบมีขั้นตอน ไม่ใช่จู่ ๆ ก็ไปของานเค้าทำง่าย ๆ และอายุฉันก็เกิน ต้องเป็นสัญญาจ้าง ทนทำไปอีก 1 ปี ว่าจะบรรจุให้หรือไม่ ที่สำคัญฉันคงทนแรงกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว เพราะเคยเห็นมีพี่คนนึงเค้าลาออก แล้วเปิดบริษัทเจ๊ง กลับมาทำงาน มีแต่คนกระแนะกระแนพี่เค้าว่าไปไม่รอด ต้องกลับมาตายรัง ผ่านมา 3 ปี ก็ยังพูดกันอยู่ พี่เค้าจากคนตลก กลายเป็นคนเก็บตัวไปเลย เราไม่อยากเป็นแบบนั้น
เราเลยคิดอยากไปทำงานต่างประเทศ อยากมีเงินมาใช้หนี้ มาให้พ่อแม่ แต่ไม่มีความรู้เรื่องภาษา อายุก็มาก แต่งงานแล้ว แต่เราชอบทำงานคอมพิวเตอร์เป็นชีวิตจิตใจเลย แต่ก็แค่พื้น ๆ พวก excel word พิมพ์สัมผัสไวมาก อะไรพวกนั้น มันไม่มีคุณสมบัติที่ต่างประเทศเค้าต้องการได้เลย ก็ได้แต่ฝัน
ตอนนี้เครียดมาก คนอื่นให้มองคนที่แย่กว่าเรา แต่ฉันมองไปก็ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น ยิ่งทำให้แย่ลงไปอีก มีแต่สามีที่เป็นกำลังใจให้คนเดียวค่ะ แต่ตอนหลังเค้าก็เริ่มเครียดเพราะแม่เค้า (แม่สามี) เริ่มกดดันเค้าให้พยายามพูดให้ฉันไปทำงานให้ได้ค่ะ
ใครมีวิธีแก้ปัญหานี้บ้างคะ ขอคนที่ให้กำลังใจและมีสาระนะคะ คนที่เป็นนักเลงคีย์บอร์ดไม่ต้องคีย์มานะคะ สภาพจิตใจฉันตอนนี้ไม่พร้อมรับฟังพวกที่ไร้สาระ จ้องตำหนิไปวัน ๆ หรือพูดถึงเรื่องราวในอดีตที่มันกลับไปแก้ไขไม่ได้ค่ะ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไปค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่