ทิศทางของ IFEC จะเป็นอย่างไรต่อไป
นับเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้วที่เกิดปัญหาขึ้นมาในบริษัท IFEC เริ่มต้นตั้งแต่การที่ผู้บริหารนั้นมีประเด็นไม่ลงรอยกัน มีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นของ IFEC และเกิดการลาออกของ CEO คนเก่า และกุมบังเหียน โดย “หมอวิชัย” มาตลอดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
IFEC ณ ปัจจุบัน นั้นคงเหลือกรรมการอยู่เพียง 2 ใน 9 คน ซึ่งไม่มีเหลือคณะกรรมการการตรวจสอบอยู่เลยแม้แต่คนเดียว แนวทางในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนั้น คือ การจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นมา เพื่อเลือกกรรมการให้ครบ 9 คน เพื่อให้บริษัทนั้นสามารถมีคณะกรรมการในการตัดสินใจการแก้ปัญหาของ IFEC ที่นับวันจะรอวันปะทุมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ การผิดนัดชำระตั๋ว B/E การผิดนัดชำระหนี้สินของ โกลบอลวัน จนทำให้เกิดความเสี่ยงในการที่ผู้ถือหุ้นกู้จะเรียกให้ชำระหุ้นกู้คืนก่อนกำหนดตามข้อกำหนดสิทธิของผู้ออกหุ้นกู้ที่ทาง IFEC ได้ทำไว้
ปัญหานั้นจะแก้ได้อย่างไร ณ วันนี้มี 2 แนวทาง คือ
1) ให้ “หมอวิชัย” นั้น ได้ดำรงตำแหน่งต่อไป
2) ให้ นายทวิช ผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบันได้เข้ามาแก้ปัญหาแทน “หมอวิชัย”
มาว่ากันด้วย ความชอบธรรมของ “หมอวิชัย” ว่าสมควรได้รับโอกาสในการบริหารงานต่อหรือไม่ ผลงานอันยอดเยี่ยมของ “หมอวิชัย” ได้แก่
1) ผลงานไม่เข้าเป้า ไม่สามารถทำให้ IFEC นั้นมีโครงการพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานแดด พลังงานชีวมวล ตามโรดแมพที่ได้เคยกล่าวไว้แก่ผู้ถือหุ้น สุดท้ายเมื่อโครงการนั้นไม่มาตามความคาดหวัง ราคาหุ้นของถอยรูดลงไป จากสูงสุด 18 บาท คืนสู่สามัญที่ราคา 3 บาท แถมยังปล่อยให้หุ้นโดน SP เป็นเวลากว่า 1 เดือนจนถึงปัจจุบัน โดยไม่พยายามที่จะแก้ไขการปลด SP เพื่อเยียวยาแก่ผู้ถือหุ้น
2) จากการให้สัมภาษณ์ และการประชุมผู้ถือหุ้น “หมอวิชัย” จะกล่าวอ้างตลอดว่า ตนนั้นเป็น ประธานบริษัท มิได้เข้ามาบริหารงาน คอยแต่บริหารงานผ่านการประชุมคณะกรรมการบริษัทเท่านั้น จากข้อมูลใน Annual Report ของ IFEC นั้น “หมอวิชัย” นั้นดำรงตำแหน่งทั้ง ประธานกรรมการ / ประธานกรรมการบริหาร / กรรมการ (ของบริษัทย่อยทุกบริษัทใน IFEC) / ผู้มีอำนาจลงนามในเอกสารการจ่ายเซ็นเช็คให้กับธนาคาร
พอเกิดเรื่องราวปัญหาต่างๆ ก็ทำการโทษแต่ผู้บริหารชุดเดิม และแจ้งเพียงแต่ว่าตนไม่รู้ไม่เห็น คือ ถ้าจะดำรงตำแหน่งแล้วจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น ท่านก็อย่ากินเงินเดือนให้ผู้ถือหุ้นนั้นเดือดร้อนเลยครับ ถ้าไม่รู้ไม่เห็น แปลว่า ท่านไม่ทำหน้าที่ เพราะท่านก็เป็นกรรมการ และผู้มีอำนาจในการเซ็นเช็คจ่ายเงินของทุกบริษัทย่อย หรือถ้าท่านรู้เห็น แต่ก็โทษแต่คนอื่น ท่านก็จะได้รับผลแห่งการกระทำเอง ถ้าท่านบริหารงานไม่เป็นก็ลงมาให้คนอื่นเข้าไปจัดการเถอะครับ ทำความเสียหายมามากพอแล้ว
3) หาก “หมอวิชัย” คิดว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง โดยทางปฏิบัติแล้ว ก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระ แล้วตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นก็ว่ากันไปตามหลักฐานที่เกิดขึ้น หาใช่ว่า นำชายชุดดำเข้ามาในบริษัท ปิดบริษัทเป็นแดนสนธยา ไม่ให้พนักงานฝั่งตรงข้ามท่านเข้าบริษัท และกล่าวหาว่าพนักงาน 25 คนนั้นกระทำความผิด (ไม่เว้นแม้กระทั่งแม่บ้าน พนักงานขับรถของตนเอง) โดยไม่มีหลักฐานใดๆ เป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว นี่หรือคือการกระทำของผู้บริหารที่ควรจะเป็น เหมือนบุคคลที่กระทำความผิดไว้มาก แล้วหวาดกลัวไปเสียทุกเรื่องว่าบุคคลรอบตัวนั้นจะไปแฉพฤติกรรมของตนเอง
การกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียว หวังกล่าวโทษให้คนอื่น ในขณะที่ตนเองนั้นก็กลัวการตรวจสอบ ไม่กล้าเชิญผู้ตรวจสอบอิสระเข้ามาตรวจสอบ หรือไม่ยอมลงจากตำแหน่ง มันสะท้อนว่า “หมอวิชัย” กำลังกลัวอะไรที่ซุกไว้อยู่ใต้พรมหรือไม่
เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแรงงาน ผลการตัดสินของศาลจะเป็นตัวชี้วัดความชอบธรรมของเรื่องนี้ได้ดีที่สุดว่า เรื่องดังกล่าวนั้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่
4) การประชุมวิสามัญครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา “หมอวิชัย” เสนอกรรมการเข้ามาทั้งสิ้นจำนวน 5 ท่าน ผลปรากฎว่า ตายสนิทยกเข่ง ไม่ได้ผ่านการรับรองโดยมติที่ประชุมแม้แต่เพียงรายเดียว แถมคะแนนก็แพ้ขาดแบบไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลา มันก็สะท้อนอย่างชัดเจนแล้วว่า เสียงส่วนใหญ่นั้นคิดอย่างไรกับ “หมอวิชัย” อย่างไรก็ตาม ยังมีการมาสร้างภาพนั้นว่า “หมอวิชัย” นั้นได้รับเสียงสนับสนุนจากรายย่อยมากกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างนาย ทวิช ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่พูดมานั้นเป็นจริงหรือไม่ มีการบิดเบือนข้อมูลเข้าข้างตนเองหรือไม่ และที่สำคัญ มติวัดด้วยคะแนนเสียงครับ หาใช่ จำนวนคน ไม่ทราบว่า “หมอวิชัย” ไม่เข้าใจในหลักการข้อนี้หรืออย่างไร
หากว่า “หมอวิชัย” คำนึงถึงรายย่อย ทำไมถึงเลือกไปจัดสถานที่ ห้องประชุมกองทัพบกบ้าง ห้องประชุมกองทัพเรือบ้าง ซึ่งไม่สะดวกต่อการเดินทางเลย หรือท่านมีอะไรไม่ชอบมาพากล มีเหตุผลกลใดในการเลือกสถานที่ประชุม ซึ่งผิดจากบริษัทอื่นๆที่จะเป็นโรงแรมต่างๆในเมืองและเดินทางสะดวก
5) เมื่อสู้ด้วยกฎกติการแล้ว กรรมการที่เป็น “ดรีมทีม” ของท่านไม่ได้รับการสนับสนุน “หมอวิชัย” ควรลงจากตำแหน่งอย่างสุภาพบุรุษหรือไม่ หรือยังจะดื้อดึงเสนอตัวแทนเข้ามาใหม่ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่ IFEC มีกรรมการไม่ครบ ไม่สามารถดำเนินการทำธุรกรรมที่สำคัญได้
“หมอวิชัย” คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นจริงๆ อย่างนั้นหรือ?? ความชอบธรรมของ “หมอวิชัย” ยังมีเพียงพอให้เป็นหัวเรือใหญ่นำพา IFEC พ้นวิกฤตหรือไม่ ผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ตัดสินและชี้ชะตา
สุดท้ายนี้ วันวาเลนไทน์ 14 กุมภา 2560 เราจะได้รู้กันว่า ทิศทางของ IFEC นั้นจะเดินไปอย่างไร หวังว่าจะมีการเลือกกรรมการอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ปราศจากปัญหาและความวุ่นวาย
ทิศทางของ IFEC จะเป็นอย่างไรต่อไป
นับเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้วที่เกิดปัญหาขึ้นมาในบริษัท IFEC เริ่มต้นตั้งแต่การที่ผู้บริหารนั้นมีประเด็นไม่ลงรอยกัน มีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นของ IFEC และเกิดการลาออกของ CEO คนเก่า และกุมบังเหียน โดย “หมอวิชัย” มาตลอดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
IFEC ณ ปัจจุบัน นั้นคงเหลือกรรมการอยู่เพียง 2 ใน 9 คน ซึ่งไม่มีเหลือคณะกรรมการการตรวจสอบอยู่เลยแม้แต่คนเดียว แนวทางในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนั้น คือ การจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นมา เพื่อเลือกกรรมการให้ครบ 9 คน เพื่อให้บริษัทนั้นสามารถมีคณะกรรมการในการตัดสินใจการแก้ปัญหาของ IFEC ที่นับวันจะรอวันปะทุมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ การผิดนัดชำระตั๋ว B/E การผิดนัดชำระหนี้สินของ โกลบอลวัน จนทำให้เกิดความเสี่ยงในการที่ผู้ถือหุ้นกู้จะเรียกให้ชำระหุ้นกู้คืนก่อนกำหนดตามข้อกำหนดสิทธิของผู้ออกหุ้นกู้ที่ทาง IFEC ได้ทำไว้
ปัญหานั้นจะแก้ได้อย่างไร ณ วันนี้มี 2 แนวทาง คือ
1) ให้ “หมอวิชัย” นั้น ได้ดำรงตำแหน่งต่อไป
2) ให้ นายทวิช ผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบันได้เข้ามาแก้ปัญหาแทน “หมอวิชัย”
มาว่ากันด้วย ความชอบธรรมของ “หมอวิชัย” ว่าสมควรได้รับโอกาสในการบริหารงานต่อหรือไม่ ผลงานอันยอดเยี่ยมของ “หมอวิชัย” ได้แก่
1) ผลงานไม่เข้าเป้า ไม่สามารถทำให้ IFEC นั้นมีโครงการพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานแดด พลังงานชีวมวล ตามโรดแมพที่ได้เคยกล่าวไว้แก่ผู้ถือหุ้น สุดท้ายเมื่อโครงการนั้นไม่มาตามความคาดหวัง ราคาหุ้นของถอยรูดลงไป จากสูงสุด 18 บาท คืนสู่สามัญที่ราคา 3 บาท แถมยังปล่อยให้หุ้นโดน SP เป็นเวลากว่า 1 เดือนจนถึงปัจจุบัน โดยไม่พยายามที่จะแก้ไขการปลด SP เพื่อเยียวยาแก่ผู้ถือหุ้น
2) จากการให้สัมภาษณ์ และการประชุมผู้ถือหุ้น “หมอวิชัย” จะกล่าวอ้างตลอดว่า ตนนั้นเป็น ประธานบริษัท มิได้เข้ามาบริหารงาน คอยแต่บริหารงานผ่านการประชุมคณะกรรมการบริษัทเท่านั้น จากข้อมูลใน Annual Report ของ IFEC นั้น “หมอวิชัย” นั้นดำรงตำแหน่งทั้ง ประธานกรรมการ / ประธานกรรมการบริหาร / กรรมการ (ของบริษัทย่อยทุกบริษัทใน IFEC) / ผู้มีอำนาจลงนามในเอกสารการจ่ายเซ็นเช็คให้กับธนาคาร
พอเกิดเรื่องราวปัญหาต่างๆ ก็ทำการโทษแต่ผู้บริหารชุดเดิม และแจ้งเพียงแต่ว่าตนไม่รู้ไม่เห็น คือ ถ้าจะดำรงตำแหน่งแล้วจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น ท่านก็อย่ากินเงินเดือนให้ผู้ถือหุ้นนั้นเดือดร้อนเลยครับ ถ้าไม่รู้ไม่เห็น แปลว่า ท่านไม่ทำหน้าที่ เพราะท่านก็เป็นกรรมการ และผู้มีอำนาจในการเซ็นเช็คจ่ายเงินของทุกบริษัทย่อย หรือถ้าท่านรู้เห็น แต่ก็โทษแต่คนอื่น ท่านก็จะได้รับผลแห่งการกระทำเอง ถ้าท่านบริหารงานไม่เป็นก็ลงมาให้คนอื่นเข้าไปจัดการเถอะครับ ทำความเสียหายมามากพอแล้ว
3) หาก “หมอวิชัย” คิดว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง โดยทางปฏิบัติแล้ว ก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระ แล้วตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นก็ว่ากันไปตามหลักฐานที่เกิดขึ้น หาใช่ว่า นำชายชุดดำเข้ามาในบริษัท ปิดบริษัทเป็นแดนสนธยา ไม่ให้พนักงานฝั่งตรงข้ามท่านเข้าบริษัท และกล่าวหาว่าพนักงาน 25 คนนั้นกระทำความผิด (ไม่เว้นแม้กระทั่งแม่บ้าน พนักงานขับรถของตนเอง) โดยไม่มีหลักฐานใดๆ เป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว นี่หรือคือการกระทำของผู้บริหารที่ควรจะเป็น เหมือนบุคคลที่กระทำความผิดไว้มาก แล้วหวาดกลัวไปเสียทุกเรื่องว่าบุคคลรอบตัวนั้นจะไปแฉพฤติกรรมของตนเอง
การกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียว หวังกล่าวโทษให้คนอื่น ในขณะที่ตนเองนั้นก็กลัวการตรวจสอบ ไม่กล้าเชิญผู้ตรวจสอบอิสระเข้ามาตรวจสอบ หรือไม่ยอมลงจากตำแหน่ง มันสะท้อนว่า “หมอวิชัย” กำลังกลัวอะไรที่ซุกไว้อยู่ใต้พรมหรือไม่
เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแรงงาน ผลการตัดสินของศาลจะเป็นตัวชี้วัดความชอบธรรมของเรื่องนี้ได้ดีที่สุดว่า เรื่องดังกล่าวนั้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่
4) การประชุมวิสามัญครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา “หมอวิชัย” เสนอกรรมการเข้ามาทั้งสิ้นจำนวน 5 ท่าน ผลปรากฎว่า ตายสนิทยกเข่ง ไม่ได้ผ่านการรับรองโดยมติที่ประชุมแม้แต่เพียงรายเดียว แถมคะแนนก็แพ้ขาดแบบไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลา มันก็สะท้อนอย่างชัดเจนแล้วว่า เสียงส่วนใหญ่นั้นคิดอย่างไรกับ “หมอวิชัย” อย่างไรก็ตาม ยังมีการมาสร้างภาพนั้นว่า “หมอวิชัย” นั้นได้รับเสียงสนับสนุนจากรายย่อยมากกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างนาย ทวิช ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่พูดมานั้นเป็นจริงหรือไม่ มีการบิดเบือนข้อมูลเข้าข้างตนเองหรือไม่ และที่สำคัญ มติวัดด้วยคะแนนเสียงครับ หาใช่ จำนวนคน ไม่ทราบว่า “หมอวิชัย” ไม่เข้าใจในหลักการข้อนี้หรืออย่างไร
หากว่า “หมอวิชัย” คำนึงถึงรายย่อย ทำไมถึงเลือกไปจัดสถานที่ ห้องประชุมกองทัพบกบ้าง ห้องประชุมกองทัพเรือบ้าง ซึ่งไม่สะดวกต่อการเดินทางเลย หรือท่านมีอะไรไม่ชอบมาพากล มีเหตุผลกลใดในการเลือกสถานที่ประชุม ซึ่งผิดจากบริษัทอื่นๆที่จะเป็นโรงแรมต่างๆในเมืองและเดินทางสะดวก
5) เมื่อสู้ด้วยกฎกติการแล้ว กรรมการที่เป็น “ดรีมทีม” ของท่านไม่ได้รับการสนับสนุน “หมอวิชัย” ควรลงจากตำแหน่งอย่างสุภาพบุรุษหรือไม่ หรือยังจะดื้อดึงเสนอตัวแทนเข้ามาใหม่ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่ IFEC มีกรรมการไม่ครบ ไม่สามารถดำเนินการทำธุรกรรมที่สำคัญได้
“หมอวิชัย” คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นจริงๆ อย่างนั้นหรือ?? ความชอบธรรมของ “หมอวิชัย” ยังมีเพียงพอให้เป็นหัวเรือใหญ่นำพา IFEC พ้นวิกฤตหรือไม่ ผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ตัดสินและชี้ชะตา
สุดท้ายนี้ วันวาเลนไทน์ 14 กุมภา 2560 เราจะได้รู้กันว่า ทิศทางของ IFEC นั้นจะเดินไปอย่างไร หวังว่าจะมีการเลือกกรรมการอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ปราศจากปัญหาและความวุ่นวาย