จดหมายร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (ยู.เอ็น.)และนานาอารยประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกทีลงนามในปฏิญญาสากล
วันที่....เดือน......พุทธศักราช ....
ข้าพเจ้า นาง .................... อยู่บ้านเลขที่ ......................... โทร ........ ในฐานะ ประชาชนชาวไทยที่ถือกำเนิดบนพื้นแผ่นดินไทยและเป็นมารดาของเด็กหญิง..............ซึ่งมีถิ่นกำเนิดบนพื้นแผ่นดินไทย มีความประสงค์ขอร้องเรียนต่อสหประชาชาติ เพื่อขอความช่วยเหลือต่อการถูกเลือกปฎิบัติด้วยเหตุเเห่งความพิการ ไม่สามรถดำเนินชีวิตได้เฉกเช่นเด็กปกติทั่วไป ถูกละเมิดต่อสิทธิ เสรีภาพ ขั้นพื้นฐานเบื้องต้นโดยจำกัดสิทธิต่อการศึกษา ตามที่มีอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก โดยรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามอนุสนธิสัญญาดังกล่าวในประเด็น การเคารพสิทธิของเด็กและ เยาวชน รายละเอียด มีดังนี้
เรื่องขอโอกาสในการศึกษา คือลูกสาวดิฉันเป็นเด็กพิเศษดาว์นซินโดรมนะคะตอนนี้อายุ10ขวบย่าง11ขวบ ขอเล่าตั้งเเต่เริ่มต้นเรื่องนะคะ คือตอนน้องเกิดมาพอมีอายุได้3เดือนคุณแม่ก็ได้พาน้องไปกายภาพตั้งเเต่สามเดือนจนกระทั่งน้องอายุตามเกณฑ์เข้าเรียนได้คุณแม่จึงพาน้องไปสมัครเรียนแต่ไม่มีโรงเรียนทั้งรัฐบาลและเอกชนรับน้องแม้แต่เเห่งเดียว โรงเรียนทั้ง4โรงปฏิเสธพร้อมน้ำตาของแม่คนนี้ ซึ่งในเวลานั้นคุณแม่รู้จักกับ2สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านเขาสองคนเป็นครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งหนึ่งของจังหวัดตอนนั้นคุณแม่ชั่งใจระหว่างให้น้องเข้าเรียนปกติกับเข้าเรียนที่โรงเรียนเฉพาะทางดี กอปรกับในเวลานั้นแม่รู้สึกเกรงใจคนบ้านใกล้เรือนเคียงจึงเข้าไปเรียนที่ศูนย์การศึกษาพิเศษที่สองสามีภรรยานี้สอนอยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่เมื่อแม่ตัดสินใจจะเอาน้องเข้าเรียนจริงจังหลังจากไปๆมาได้ปีกว่าๆโดยทางศูนย์การศึกษาพิเศษรับสอนน้องเพียงครึ่งวันตลอดมาแต่พอแม่จะเอาน้องเข้าเรียนจริงๆจังๆทางศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดที่สองสามีภรรยาคู่นั้นมีอำนาจอยู่เเจ้งว่าต้องส่งตัวน้องเข้าสู่ระบบการศึกษาที่โรงเรียนปัญญานุกูลเเห่งหนึ่งก่อนแล้ว (ขอสมมุติชื่อสองสามีภรรยาว่า เอ กับ บี นะคะ คุณบีซึ่งเป็นสามีรับปากกับคุณแม่อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเดี๋ยวพี่บีจะดึงน้องกลับมาเองน่าเอาตามนี้แหละเชื่อพี่เถอะไม่ต้องกังวล ในขณะนั้นด้วยความเชื่อใจและไว้วางใจคุณแม่จึงทำตามสองสามีภรรยาโดยพาน้องไปเรียนที่นั้นตลอดระยะ4ปีคุณแม่ต้องขับรถพาน้องไปส่งซึ่งโรงเรียนปัญญานุกูลที่สองสามีภรรยาส่งตัวน้องไปนั้นมีระยะทาง25กิโลเมตรจากบ้านที่เราอยู่ตลอดเวลา4ปีคุณแม่มีหน้าที่ขับรถไปส่งน้องที่โรงเรียนปัญญานุกูลที่สองสามีภรรยาส่งตัวน้องไปพอถึงเวลาบ่ายสองครึ่งก็มีหน้าขับรถไปรับน้องกลับมาที่บ้านคุณแม่ทำเช่นนี้ด้วยความหวังที่ว่าสักวันสามีภรรยาคู่นั้นจะทำตามคำสัญญาที่เคยพูดไว้) แต่คุณแม่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีแม้เเต่คำถามจากสองสามีภรรยาคู่นั้นว่าน้องเป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่จึงพยายามทำความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นและทำใจยอมรับสภาพ จนกระทั่งเมื่อน้องเรียนที่โรงเรียนปัญญานุกูลได้สี่ปีไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จากเตรียมอนุบาล อนุบาล1 อนุบาล2 ประถม ประถม2 จนน้องต้องมาขึ้นชั้นประถมปีที่3ซึ่งครูประจำชั้นจะเปลี่ยนใหม่ทุกปีแต่น้องก็ไม่มีปัญหาอะไรจนเมื่อมาถึงคุณครูท่านที่สอนน้องในชั้นประถมศึกษาปีที่3 เมื่อเวลาที่คุณแม่ไปรับน้องตอนเย็นคุณแม่มักจะได้รับคำตอบจากครูประจำชั้นปีที่3ว่าไม่ทราบช่วงบ่ายใครเลี้ยงน้องและที่แม่รู้สึกไม่ไหวแล้วไม่เอาแล้วคือตลอดระยะเวลา2เดือนน้องจะกลับมาพร้อมกับรอยแผลไม่ว่าจะเป็นเล็บหัวโนและการไม่อยากไปร.ร.แม่จึงหยุดและไม่พาน้องไปที่นั้นอีกซึ่งน้องไม่ใช่เด็กที่จะเเกล้งใครก่อน ไม่ใช่เด็กเกเร คุณแม่จึงเข้าไปพบคุณครูประจำชั้นซึ่งตอนนั้นคุณครูประจำชั้นเเจ้งว่าน้องโดนกิ่งไม้ แม้ตามร่องรอยบาดแผลมันไม่ใช่ คุณแม่ก็ต้องทำใจ คุณแม่เลยถามคุณครูไปว่าแต่คุณแม่มาส่งน้องให้กับมือคุณครูเลยนะคะแล้วยังงี้คุณครูจะให้คุณแม่ทำเช่นไรดีคะ ด้วยความไม่สบายใจของคุณแม่ๆจึงเข้าไปขอคำปรึกษาจากคุณครูท่านที่สอนน้องก่อนหน้าว่าจะเป็นไปได้ใหมคะถ้าคุณแม่จะให้น้องกลับมาเรียนกับคุณครูท่านเดิมเมื่อคุณครูตอบว่าไม่ได้คะ คุณแม่เลยไม่ได้พาน้องไปโรงเรียนอีกเลย ด้วยความไม่สบายใจคุณแม่จึงทำเรื่องน้องออกจากร.ร โดยในวันที่ทำเรื่องขอออกจากโรงเรียนปัญญานุกูลอยู่นั้น
ท่านรองผ.อได้มาคุยกับคุณแม่โดยเรียกครูที่สอนน้องคนล่าสุดมาด้วยโดยตอนนั้นคุณครูท่านนั้นเขายอมรับต่อหน้าคุณแม่ และท่านรองผ.อพร้อมคุณครูอีกท่านหนึ่งที่เป็นผู้ชายปัจจุบันคุณครูท่านนี้น่าจะดำรงค์ตำแหน่งรองผ.อ ว่าน้องโดนเล็บและในตอนนั้นทางรองผ.อ ได้ขอโอกาสจากคุณแม่แต่ทางคุณแม่ไม่สบายใจแล้วจึงขอหยุดและทำเรื่องลาออกน้อง (นี่คือฐานความคิดส่วนตัวของคุณแม่นะคะว่า ไม่เคยคิดเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเอาน้องไปอยู่ประจำ เพราะคุณแม่เชื่อว่าสายใยรักต้องใช้เวลาในการสานสายใย ทั้งๆที่รู้ว่ามีสถานที่ลองรับต่อสภาพอัตลักษณ์ของน้องอยู่แล้วแต่สำหรับคุณแม่ขอตอบตรงๆๆว่าน้องผิดอะไรเหรอคะคุณแม่จึงจะต้องนำน้องเข้าไปอยู่ในที่ไกลจากผู้คนเช่นนั้น น้องเขาไม่ใช่ฆาตกรนะคะที่จะต้องจำกัดสิทธิของพวกเขา ทุกคนสามารถใช้สถานที่สาธารณะร่วมกันกับคนทุกคนได้ไม่ใช่หรือ? แต่ทุกคนกับทำเหมือนน้องเป็นยิ่งกว่าฆาตกร จำกัดสถานที่ จำกัดสิทธิ และที่น่าแปลกคือโรงเรียนพิเศษเหล่านี้มักจะต้องอยู่ห่างไกลผู้คน ชุมชนเสมอ)ประกอบกับทางโรงเรียนเอกชนเเห่งหนึ่งได้ให้น้องเข้าไปทดลองเรียนก่อน 1 อาทิตย์ แม่เลยคิดว่าคงจะดีกว่าจึงนำน้องไปเข้าเรียนที่นั้นตลอดเวลา1ปีที่ร.รเอกชนน้องไม่มีปัญหาใดๆในเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องอุบัติเหตุเลย
น้องอยากไปร.รทุกวัน แต่มีปัญหาคือน้องไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาคือน้องไม่มีชื่อว่าเรียนหนังสืออยู่ ซึ่งเเบบนี้ก็แปลว่าน้องมาเรียนจริงแต่ไม่มีชื่อว่าเรียนคุณแม่เลยต้องไปหาห้องธุรการอีกครั้งเพื่อขอคำอธิบายแต่ทางร.รเอกชนแจ้งว่าเขาไม่สามารถส่งชื่อน้องเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ด้วยเหตุผลทางกฎหมายคุณแม่จะต้องพาน้องเข้าร.รรัฐบาลจึงจะทำได้ คุณแม่เลยทำเรื่องออก และทำตามคำแนะนำจากห้องธุรการของร.รเอกชนแห่งหนึ่ง โดยการพาน้องมาเข้าเรียนที่ร.ร.รัฐบาล โดยวันเเรกที่เข้าไปท่านผ.อเป็นผู้ให้การต้อนรับและเป็นผู้ตอบรับรับน้องเข้าสู่โรงเรียนช่วงเเรกผ่านไปด้วยดี พอเริ่มต้นเทอมครูประจำชั้นก็ขอให้แม่จ่ายเงินค่าแตกต่างของน้องที่น้องไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น แต่พอตอนหลังเขาบอกไม่ต้อง
ซึ่งน้องเรียนอยู่1ปีเต็มกับอีก1เดือนกว่าของเทอมใหม่ครูประถมก็มาแจ้งให้แม่ทราบว่า
เขาไม่สามารถให้น้องเรียนร่วมได้เนื่องจากเขาไม่สามารถสอนคนอื่นได้ (เพื่อนในห้องน้องมีนักเรียนจำนวน7คนใน1ห้องของร.รนี้)คุณแม่จึงมาขอครูอนุบาลในโรงเรียนรัฐบาลเดียวกัน พออาทิตย์กว่าๆถัดมาครูอนุบาลก็มาแจ้งเช่นเดียวกันกับครูประถมว่าอยากให้น้องไปเรียนที่เฉพาะมากกว่าเพราะที่เขาไม่มีครู ไม่มีสื่อการสอนเฉพาะ ทั้งที่แม่เเจ้งว่าหมอพัฒนาการน้องเขาแนะนำว่าน้องควรจะอยู่ร่วมกับเด็กปกติมากกว่าเพื่อการพัฒนาการเมื่อเขาเห็นคนทำเขาจะเลียนแบบน้องกำลังเลียนแบบอยากรู้อยากทำตาม เช่น ถ้าให้น้องไปอยู่ร่วมกับเด็กใบ้ จะยิ่งทำให้น้องด้อยลงไม่พูดตาม เห็นเด็กคลานสามขาก็คลานสามขาตาม การปล่อยทิ้งไว้ยิ่งจะทำให้น้องเคยชินหรืออาจจะกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำซ้อนไปเลยก็ได้ และเมื่อคุณแม่มาทบทวนดูแล้วว่าที่ผ่านมาคุณแม่ได้ฝากความหวังไว้ที่คนอื่นจึงหันกลับมาดูข้อกฏหมายกฏระเบียบวิธีการต่างในการศึกษาที่หมายถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด ซึ่งการศึกษามีทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งทั้งสามรูปแบบนั้นทุกคนมีสิทธิในการจัดการศึกษาได้และครอบครัวก็คือส่วนหนึ่งของสังคม สามารถทำได้ คุณแม่จึงจัดทำแผนหลักสูตรในการจัดการศึกษารายบุคคลเพื่อไปขอจดทะเบียนโฮมสคูลกับสำนักงานเขตพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ กับได้รับคำตอบว่าทางเขายังไม่เคยมีการจดทะเบียนโฮมสคูลมาก่อน ยังไม่เคยทำและยังไม่มีใครมาขอจดทะเบียนโฮมสคูล คุณแม่เลยถามเขาว่า 'ก็ดีสิคะ นี่ไงคะ มีแล้วไงคะ ยิ่งน่าสนใจ นี่คือโอกาสที่ทางส.พ.ท.เองจะได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆๆและเป็นการให้โอกาสทางคุณแม่และน้องด้วยและเพราะยิ่งยังไม่เคยทำจึงน่าจะทดลองทำ แล้วทางเขตจะไม่ลองทำหน่อยเลยหรือคะ' แต่ทางเขตแจ้งว่าเขาไม่มีบุคลากรไม่เคยทำและทะเบียนบ้านของคุณแม่กับน้องอยู่อีกจังหวัดด้วยจึงไม่สามารถทำให้ได้
หลังจากนั้นคุณแม่จึงมาขอคำปรึกษาที่สำนักงานเขตที่ที่ทางคุณแม่กับน้องมีชื่อซึ่งทางสำนักงานเขตที่เรามีชื่ออยู่ได้ให้คำตอบว่า เราสามารถทำได้และทุกคนมีสิทธิในการทำได้ ให้คุณแม่กลับไปสถานที่ๆคุณแม่จะใช้ในการสอนน้องจริง(สถานที่ๆขอจดทะเบียนตั้งอยู่)โดยใช้ชื่อคุณพ่อหรือใครก็ตามที่มีชื่อหรือทะเบียนบ้านอยู่ให้บุคคลนั้นเป็นผู้ใช้ชื่อยื่นจดทะเบียนที่สำนักงานเขตที่ตั้งอยู่และสถานที่ที่คุณแม่ใช้สอน ยื่นขอจดทะเบียนอยู่เขตใหนเพื่อจะได้ง่ายเวลามีนักศึกษานิเทศน์ไปตรวจสอบเพียงเท่านี้ทุกคนหรือคุณพ่อหรือใครก็จะสามารถเป็นผู้จดทะเบียนโฮมสคูลได้ตามสิทธิ ซึ่งจะมีคุณแม่หรือใครก็ตามจะเป็นผู้จัดการเรียนการสอน เมื่อคุณแม่ได้รับคำปรึกษาจากสำนักงานเขตที่เราสองแม่ลูกมีชื่ออยู่เช่นนั้น คุณแม่ก็กลับมาทำเอกสารเปลี่ยนจากชื่อคุณแม่เป็น ชื่อคุณพ่อ และคุณแม่ก็ไปที่สำนักงานเขตที่คุณแม่จะขอยื่นจดอีกครั้งพร้อมกับเอกสารการจดโฮมสคูลแต่ถึงเวลานี้คุณแม่ก็ทำได้เพียงเป็น “บ้านเรียนน้องเอื้อมด้วยรักจากสองมือแม่”ที่อยู่นอกเหนือกฎหมายจะรองรับ คุณแม่จะลงหลักสูตรการเรียนการสอนน้องทุกวันลงกลุ่มสาระในการสอนน้องแต่ละวัน ประโยชน์ในกิจกรรมที่แม่คิดว่าเหมาะสมเกี่ยวกับน้องทุกวัน คุณแม่เเค่หวังว่าให้น้องอยู่ในสังคมได้เองเมื่อวันหนึ่งคุณแม่จะไม่สามารถจูงมือน้องเดินได้อีกต่อไป แม่เเค่หวังว่าทุกคนจะยอมรับน้องในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็เท่านั้น ใจจริงคุณแม่ก็อยากให้น้องไปเรียนกับเด็กปกติทุกคนซึ่งตามกฏหมายคุณแม่สามารถทำได้เพราะน้องจัดอยู่ใน9ประเภทที่สามารถเรียนร่วมได้ เรียนรู้ได้แต่ด้วยคุณแม่กลัวปัญหาเดิมจะกลับมาอีกเมื่อวันหนึ่งเกิดคุณครูบอกว่าไม่ไหวคุณแม่ก็ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่แล้วเสียเวลาน้องไปอีก จนถึงตอนนี้น้องก็ไม่ได้ไปร.ร คะ แค่อยากมาขอความช่วยเหลือด้านโอกาสเท่านั้นคะ หรือขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษา ถ้าครอบครัวเราต้องการขอเพียงโอกาสขั้นพื้นฐานในการศึกษาไม่ทราบว่าแม่คนนี้จะทำต้องทำเช่นไรดีคะ พอจะให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำได้ใหมคะ คุณแม่แค่อยากให้น้องได้เรียนเช่นเด็กๆๆคนอื่นเรียนอย่างปลอดภัยไม่ใช่กลับมาบนความสั่นคลอนว่าน้องจะมีเเผลใหม คำว่าโรงเรียนคือสถานที่ๆควรจะปลอดภัยอันดับสองรองจากบ้านไม่ใช่หรือคะ นี้ถือเป็นเรื่องไม่ใหญ่เลยใช่ใหมคะ ถึงไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือเลยนะคะเรื่องเรียนน่าจะจำเป็นสำหรับทุกคนนะคะแต่ทำใมคะทำใม"คนพิการ"เรียนไม่ได้จริงๆเหรอคะทำใมถึงตอนนี้สิ่งที่ครอบครัวทำให้แก่น้องได้คือวุฒิบัตรทางการศึกษาประถมศึกษาปีที่2 ของทางการศึกษาพิเศษและวุฒิบัตรชั้นประถมศึกษาปีที่2ของนักเรียนปกติคะคือสรุปตอนนี้น้องจบป.2ของทั้งการศึกษาพิเศษและของการศึกษาแบบเรียนร่วมในร.ร.ปกติคะ
ปัจจุบัน สังคมโลกเกิดกระแสการยอมรับสิทธิ ความเท่าเทียมกันของมนุษยชน สิทธิความเท่าเทียมกัน คือ “สิทธิทางการศึกษา” ซึ่งเป็นข้อความที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) และได้รับการยืนยันอีกครั้งในปฏิญญาสากลว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (World Declaration on Education for All) ซึ่งระบุว่าผู้ด้อยโอกาสทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาตามที่พวกเขาต้องการ พ่อ แม่ผู้ปกครองมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้รับคำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพแวดล้อมและตามความต้อง การจำเป็นพิเศษของคนพิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ๒๕๔๓) ในการจัดระบบการศึกษาของรัฐบาลไทย เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ กลับเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งคว
จดหมายร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (ยู.เอ็น.)และนานาอารยประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกทีลงนามในปฏิญญาสากล
วันที่....เดือน......พุทธศักราช ....
ข้าพเจ้า นาง .................... อยู่บ้านเลขที่ ......................... โทร ........ ในฐานะ ประชาชนชาวไทยที่ถือกำเนิดบนพื้นแผ่นดินไทยและเป็นมารดาของเด็กหญิง..............ซึ่งมีถิ่นกำเนิดบนพื้นแผ่นดินไทย มีความประสงค์ขอร้องเรียนต่อสหประชาชาติ เพื่อขอความช่วยเหลือต่อการถูกเลือกปฎิบัติด้วยเหตุเเห่งความพิการ ไม่สามรถดำเนินชีวิตได้เฉกเช่นเด็กปกติทั่วไป ถูกละเมิดต่อสิทธิ เสรีภาพ ขั้นพื้นฐานเบื้องต้นโดยจำกัดสิทธิต่อการศึกษา ตามที่มีอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก โดยรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามอนุสนธิสัญญาดังกล่าวในประเด็น การเคารพสิทธิของเด็กและ เยาวชน รายละเอียด มีดังนี้
เรื่องขอโอกาสในการศึกษา คือลูกสาวดิฉันเป็นเด็กพิเศษดาว์นซินโดรมนะคะตอนนี้อายุ10ขวบย่าง11ขวบ ขอเล่าตั้งเเต่เริ่มต้นเรื่องนะคะ คือตอนน้องเกิดมาพอมีอายุได้3เดือนคุณแม่ก็ได้พาน้องไปกายภาพตั้งเเต่สามเดือนจนกระทั่งน้องอายุตามเกณฑ์เข้าเรียนได้คุณแม่จึงพาน้องไปสมัครเรียนแต่ไม่มีโรงเรียนทั้งรัฐบาลและเอกชนรับน้องแม้แต่เเห่งเดียว โรงเรียนทั้ง4โรงปฏิเสธพร้อมน้ำตาของแม่คนนี้ ซึ่งในเวลานั้นคุณแม่รู้จักกับ2สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านเขาสองคนเป็นครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งหนึ่งของจังหวัดตอนนั้นคุณแม่ชั่งใจระหว่างให้น้องเข้าเรียนปกติกับเข้าเรียนที่โรงเรียนเฉพาะทางดี กอปรกับในเวลานั้นแม่รู้สึกเกรงใจคนบ้านใกล้เรือนเคียงจึงเข้าไปเรียนที่ศูนย์การศึกษาพิเศษที่สองสามีภรรยานี้สอนอยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่เมื่อแม่ตัดสินใจจะเอาน้องเข้าเรียนจริงจังหลังจากไปๆมาได้ปีกว่าๆโดยทางศูนย์การศึกษาพิเศษรับสอนน้องเพียงครึ่งวันตลอดมาแต่พอแม่จะเอาน้องเข้าเรียนจริงๆจังๆทางศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดที่สองสามีภรรยาคู่นั้นมีอำนาจอยู่เเจ้งว่าต้องส่งตัวน้องเข้าสู่ระบบการศึกษาที่โรงเรียนปัญญานุกูลเเห่งหนึ่งก่อนแล้ว (ขอสมมุติชื่อสองสามีภรรยาว่า เอ กับ บี นะคะ คุณบีซึ่งเป็นสามีรับปากกับคุณแม่อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเดี๋ยวพี่บีจะดึงน้องกลับมาเองน่าเอาตามนี้แหละเชื่อพี่เถอะไม่ต้องกังวล ในขณะนั้นด้วยความเชื่อใจและไว้วางใจคุณแม่จึงทำตามสองสามีภรรยาโดยพาน้องไปเรียนที่นั้นตลอดระยะ4ปีคุณแม่ต้องขับรถพาน้องไปส่งซึ่งโรงเรียนปัญญานุกูลที่สองสามีภรรยาส่งตัวน้องไปนั้นมีระยะทาง25กิโลเมตรจากบ้านที่เราอยู่ตลอดเวลา4ปีคุณแม่มีหน้าที่ขับรถไปส่งน้องที่โรงเรียนปัญญานุกูลที่สองสามีภรรยาส่งตัวน้องไปพอถึงเวลาบ่ายสองครึ่งก็มีหน้าขับรถไปรับน้องกลับมาที่บ้านคุณแม่ทำเช่นนี้ด้วยความหวังที่ว่าสักวันสามีภรรยาคู่นั้นจะทำตามคำสัญญาที่เคยพูดไว้) แต่คุณแม่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีแม้เเต่คำถามจากสองสามีภรรยาคู่นั้นว่าน้องเป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่จึงพยายามทำความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นและทำใจยอมรับสภาพ จนกระทั่งเมื่อน้องเรียนที่โรงเรียนปัญญานุกูลได้สี่ปีไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จากเตรียมอนุบาล อนุบาล1 อนุบาล2 ประถม ประถม2 จนน้องต้องมาขึ้นชั้นประถมปีที่3ซึ่งครูประจำชั้นจะเปลี่ยนใหม่ทุกปีแต่น้องก็ไม่มีปัญหาอะไรจนเมื่อมาถึงคุณครูท่านที่สอนน้องในชั้นประถมศึกษาปีที่3 เมื่อเวลาที่คุณแม่ไปรับน้องตอนเย็นคุณแม่มักจะได้รับคำตอบจากครูประจำชั้นปีที่3ว่าไม่ทราบช่วงบ่ายใครเลี้ยงน้องและที่แม่รู้สึกไม่ไหวแล้วไม่เอาแล้วคือตลอดระยะเวลา2เดือนน้องจะกลับมาพร้อมกับรอยแผลไม่ว่าจะเป็นเล็บหัวโนและการไม่อยากไปร.ร.แม่จึงหยุดและไม่พาน้องไปที่นั้นอีกซึ่งน้องไม่ใช่เด็กที่จะเเกล้งใครก่อน ไม่ใช่เด็กเกเร คุณแม่จึงเข้าไปพบคุณครูประจำชั้นซึ่งตอนนั้นคุณครูประจำชั้นเเจ้งว่าน้องโดนกิ่งไม้ แม้ตามร่องรอยบาดแผลมันไม่ใช่ คุณแม่ก็ต้องทำใจ คุณแม่เลยถามคุณครูไปว่าแต่คุณแม่มาส่งน้องให้กับมือคุณครูเลยนะคะแล้วยังงี้คุณครูจะให้คุณแม่ทำเช่นไรดีคะ ด้วยความไม่สบายใจของคุณแม่ๆจึงเข้าไปขอคำปรึกษาจากคุณครูท่านที่สอนน้องก่อนหน้าว่าจะเป็นไปได้ใหมคะถ้าคุณแม่จะให้น้องกลับมาเรียนกับคุณครูท่านเดิมเมื่อคุณครูตอบว่าไม่ได้คะ คุณแม่เลยไม่ได้พาน้องไปโรงเรียนอีกเลย ด้วยความไม่สบายใจคุณแม่จึงทำเรื่องน้องออกจากร.ร โดยในวันที่ทำเรื่องขอออกจากโรงเรียนปัญญานุกูลอยู่นั้น
ท่านรองผ.อได้มาคุยกับคุณแม่โดยเรียกครูที่สอนน้องคนล่าสุดมาด้วยโดยตอนนั้นคุณครูท่านนั้นเขายอมรับต่อหน้าคุณแม่ และท่านรองผ.อพร้อมคุณครูอีกท่านหนึ่งที่เป็นผู้ชายปัจจุบันคุณครูท่านนี้น่าจะดำรงค์ตำแหน่งรองผ.อ ว่าน้องโดนเล็บและในตอนนั้นทางรองผ.อ ได้ขอโอกาสจากคุณแม่แต่ทางคุณแม่ไม่สบายใจแล้วจึงขอหยุดและทำเรื่องลาออกน้อง (นี่คือฐานความคิดส่วนตัวของคุณแม่นะคะว่า ไม่เคยคิดเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเอาน้องไปอยู่ประจำ เพราะคุณแม่เชื่อว่าสายใยรักต้องใช้เวลาในการสานสายใย ทั้งๆที่รู้ว่ามีสถานที่ลองรับต่อสภาพอัตลักษณ์ของน้องอยู่แล้วแต่สำหรับคุณแม่ขอตอบตรงๆๆว่าน้องผิดอะไรเหรอคะคุณแม่จึงจะต้องนำน้องเข้าไปอยู่ในที่ไกลจากผู้คนเช่นนั้น น้องเขาไม่ใช่ฆาตกรนะคะที่จะต้องจำกัดสิทธิของพวกเขา ทุกคนสามารถใช้สถานที่สาธารณะร่วมกันกับคนทุกคนได้ไม่ใช่หรือ? แต่ทุกคนกับทำเหมือนน้องเป็นยิ่งกว่าฆาตกร จำกัดสถานที่ จำกัดสิทธิ และที่น่าแปลกคือโรงเรียนพิเศษเหล่านี้มักจะต้องอยู่ห่างไกลผู้คน ชุมชนเสมอ)ประกอบกับทางโรงเรียนเอกชนเเห่งหนึ่งได้ให้น้องเข้าไปทดลองเรียนก่อน 1 อาทิตย์ แม่เลยคิดว่าคงจะดีกว่าจึงนำน้องไปเข้าเรียนที่นั้นตลอดเวลา1ปีที่ร.รเอกชนน้องไม่มีปัญหาใดๆในเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องอุบัติเหตุเลย
น้องอยากไปร.รทุกวัน แต่มีปัญหาคือน้องไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาคือน้องไม่มีชื่อว่าเรียนหนังสืออยู่ ซึ่งเเบบนี้ก็แปลว่าน้องมาเรียนจริงแต่ไม่มีชื่อว่าเรียนคุณแม่เลยต้องไปหาห้องธุรการอีกครั้งเพื่อขอคำอธิบายแต่ทางร.รเอกชนแจ้งว่าเขาไม่สามารถส่งชื่อน้องเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ด้วยเหตุผลทางกฎหมายคุณแม่จะต้องพาน้องเข้าร.รรัฐบาลจึงจะทำได้ คุณแม่เลยทำเรื่องออก และทำตามคำแนะนำจากห้องธุรการของร.รเอกชนแห่งหนึ่ง โดยการพาน้องมาเข้าเรียนที่ร.ร.รัฐบาล โดยวันเเรกที่เข้าไปท่านผ.อเป็นผู้ให้การต้อนรับและเป็นผู้ตอบรับรับน้องเข้าสู่โรงเรียนช่วงเเรกผ่านไปด้วยดี พอเริ่มต้นเทอมครูประจำชั้นก็ขอให้แม่จ่ายเงินค่าแตกต่างของน้องที่น้องไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น แต่พอตอนหลังเขาบอกไม่ต้อง
ซึ่งน้องเรียนอยู่1ปีเต็มกับอีก1เดือนกว่าของเทอมใหม่ครูประถมก็มาแจ้งให้แม่ทราบว่า
เขาไม่สามารถให้น้องเรียนร่วมได้เนื่องจากเขาไม่สามารถสอนคนอื่นได้ (เพื่อนในห้องน้องมีนักเรียนจำนวน7คนใน1ห้องของร.รนี้)คุณแม่จึงมาขอครูอนุบาลในโรงเรียนรัฐบาลเดียวกัน พออาทิตย์กว่าๆถัดมาครูอนุบาลก็มาแจ้งเช่นเดียวกันกับครูประถมว่าอยากให้น้องไปเรียนที่เฉพาะมากกว่าเพราะที่เขาไม่มีครู ไม่มีสื่อการสอนเฉพาะ ทั้งที่แม่เเจ้งว่าหมอพัฒนาการน้องเขาแนะนำว่าน้องควรจะอยู่ร่วมกับเด็กปกติมากกว่าเพื่อการพัฒนาการเมื่อเขาเห็นคนทำเขาจะเลียนแบบน้องกำลังเลียนแบบอยากรู้อยากทำตาม เช่น ถ้าให้น้องไปอยู่ร่วมกับเด็กใบ้ จะยิ่งทำให้น้องด้อยลงไม่พูดตาม เห็นเด็กคลานสามขาก็คลานสามขาตาม การปล่อยทิ้งไว้ยิ่งจะทำให้น้องเคยชินหรืออาจจะกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำซ้อนไปเลยก็ได้ และเมื่อคุณแม่มาทบทวนดูแล้วว่าที่ผ่านมาคุณแม่ได้ฝากความหวังไว้ที่คนอื่นจึงหันกลับมาดูข้อกฏหมายกฏระเบียบวิธีการต่างในการศึกษาที่หมายถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด ซึ่งการศึกษามีทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งทั้งสามรูปแบบนั้นทุกคนมีสิทธิในการจัดการศึกษาได้และครอบครัวก็คือส่วนหนึ่งของสังคม สามารถทำได้ คุณแม่จึงจัดทำแผนหลักสูตรในการจัดการศึกษารายบุคคลเพื่อไปขอจดทะเบียนโฮมสคูลกับสำนักงานเขตพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ กับได้รับคำตอบว่าทางเขายังไม่เคยมีการจดทะเบียนโฮมสคูลมาก่อน ยังไม่เคยทำและยังไม่มีใครมาขอจดทะเบียนโฮมสคูล คุณแม่เลยถามเขาว่า 'ก็ดีสิคะ นี่ไงคะ มีแล้วไงคะ ยิ่งน่าสนใจ นี่คือโอกาสที่ทางส.พ.ท.เองจะได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆๆและเป็นการให้โอกาสทางคุณแม่และน้องด้วยและเพราะยิ่งยังไม่เคยทำจึงน่าจะทดลองทำ แล้วทางเขตจะไม่ลองทำหน่อยเลยหรือคะ' แต่ทางเขตแจ้งว่าเขาไม่มีบุคลากรไม่เคยทำและทะเบียนบ้านของคุณแม่กับน้องอยู่อีกจังหวัดด้วยจึงไม่สามารถทำให้ได้
หลังจากนั้นคุณแม่จึงมาขอคำปรึกษาที่สำนักงานเขตที่ที่ทางคุณแม่กับน้องมีชื่อซึ่งทางสำนักงานเขตที่เรามีชื่ออยู่ได้ให้คำตอบว่า เราสามารถทำได้และทุกคนมีสิทธิในการทำได้ ให้คุณแม่กลับไปสถานที่ๆคุณแม่จะใช้ในการสอนน้องจริง(สถานที่ๆขอจดทะเบียนตั้งอยู่)โดยใช้ชื่อคุณพ่อหรือใครก็ตามที่มีชื่อหรือทะเบียนบ้านอยู่ให้บุคคลนั้นเป็นผู้ใช้ชื่อยื่นจดทะเบียนที่สำนักงานเขตที่ตั้งอยู่และสถานที่ที่คุณแม่ใช้สอน ยื่นขอจดทะเบียนอยู่เขตใหนเพื่อจะได้ง่ายเวลามีนักศึกษานิเทศน์ไปตรวจสอบเพียงเท่านี้ทุกคนหรือคุณพ่อหรือใครก็จะสามารถเป็นผู้จดทะเบียนโฮมสคูลได้ตามสิทธิ ซึ่งจะมีคุณแม่หรือใครก็ตามจะเป็นผู้จัดการเรียนการสอน เมื่อคุณแม่ได้รับคำปรึกษาจากสำนักงานเขตที่เราสองแม่ลูกมีชื่ออยู่เช่นนั้น คุณแม่ก็กลับมาทำเอกสารเปลี่ยนจากชื่อคุณแม่เป็น ชื่อคุณพ่อ และคุณแม่ก็ไปที่สำนักงานเขตที่คุณแม่จะขอยื่นจดอีกครั้งพร้อมกับเอกสารการจดโฮมสคูลแต่ถึงเวลานี้คุณแม่ก็ทำได้เพียงเป็น “บ้านเรียนน้องเอื้อมด้วยรักจากสองมือแม่”ที่อยู่นอกเหนือกฎหมายจะรองรับ คุณแม่จะลงหลักสูตรการเรียนการสอนน้องทุกวันลงกลุ่มสาระในการสอนน้องแต่ละวัน ประโยชน์ในกิจกรรมที่แม่คิดว่าเหมาะสมเกี่ยวกับน้องทุกวัน คุณแม่เเค่หวังว่าให้น้องอยู่ในสังคมได้เองเมื่อวันหนึ่งคุณแม่จะไม่สามารถจูงมือน้องเดินได้อีกต่อไป แม่เเค่หวังว่าทุกคนจะยอมรับน้องในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็เท่านั้น ใจจริงคุณแม่ก็อยากให้น้องไปเรียนกับเด็กปกติทุกคนซึ่งตามกฏหมายคุณแม่สามารถทำได้เพราะน้องจัดอยู่ใน9ประเภทที่สามารถเรียนร่วมได้ เรียนรู้ได้แต่ด้วยคุณแม่กลัวปัญหาเดิมจะกลับมาอีกเมื่อวันหนึ่งเกิดคุณครูบอกว่าไม่ไหวคุณแม่ก็ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่แล้วเสียเวลาน้องไปอีก จนถึงตอนนี้น้องก็ไม่ได้ไปร.ร คะ แค่อยากมาขอความช่วยเหลือด้านโอกาสเท่านั้นคะ หรือขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษา ถ้าครอบครัวเราต้องการขอเพียงโอกาสขั้นพื้นฐานในการศึกษาไม่ทราบว่าแม่คนนี้จะทำต้องทำเช่นไรดีคะ พอจะให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำได้ใหมคะ คุณแม่แค่อยากให้น้องได้เรียนเช่นเด็กๆๆคนอื่นเรียนอย่างปลอดภัยไม่ใช่กลับมาบนความสั่นคลอนว่าน้องจะมีเเผลใหม คำว่าโรงเรียนคือสถานที่ๆควรจะปลอดภัยอันดับสองรองจากบ้านไม่ใช่หรือคะ นี้ถือเป็นเรื่องไม่ใหญ่เลยใช่ใหมคะ ถึงไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือเลยนะคะเรื่องเรียนน่าจะจำเป็นสำหรับทุกคนนะคะแต่ทำใมคะทำใม"คนพิการ"เรียนไม่ได้จริงๆเหรอคะทำใมถึงตอนนี้สิ่งที่ครอบครัวทำให้แก่น้องได้คือวุฒิบัตรทางการศึกษาประถมศึกษาปีที่2 ของทางการศึกษาพิเศษและวุฒิบัตรชั้นประถมศึกษาปีที่2ของนักเรียนปกติคะคือสรุปตอนนี้น้องจบป.2ของทั้งการศึกษาพิเศษและของการศึกษาแบบเรียนร่วมในร.ร.ปกติคะ
ปัจจุบัน สังคมโลกเกิดกระแสการยอมรับสิทธิ ความเท่าเทียมกันของมนุษยชน สิทธิความเท่าเทียมกัน คือ “สิทธิทางการศึกษา” ซึ่งเป็นข้อความที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) และได้รับการยืนยันอีกครั้งในปฏิญญาสากลว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (World Declaration on Education for All) ซึ่งระบุว่าผู้ด้อยโอกาสทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาตามที่พวกเขาต้องการ พ่อ แม่ผู้ปกครองมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้รับคำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพแวดล้อมและตามความต้อง การจำเป็นพิเศษของคนพิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ๒๕๔๓) ในการจัดระบบการศึกษาของรัฐบาลไทย เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ กลับเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งคว