ตอน 15 พายุสงบ
“แม่คะ วันนี้สายๆ หนูไปส่งแพรวที่สนามบินนะคะ”
“อ้าว แพรวยอมไปเรียนที่นิวซีแลนด์แล้วเหรอ”
“เมื่อคนในครอบครัวเข้าใจกัน อยู่ที่ไหนก็มีความสุขค่ะ ที่แพรวพยายามปฏิเสธเพราะน้อยใจว่าตัวเองเหมือนถูกผลักไสไล่ส่ง แต่แพรวเค้าเข้าใจแล้วค่ะว่าเป็นความรัก ความปรารถนาดีของพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่แพรวก็เข้าใจและเสียใจที่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นกับแพรวมากพอ แพรวสบายใจขึ้น เลยยอมทำตามสิ่งที่คุณแม่ขอ”
“พวกหนูคงคิดถึงกันแย่สิเนี่ย”
พอแม่อรพูดประโยคนี้ ทรายถึงกับตาแดง
“เพื่อนรักคนเดียวของหนูไปตั้งไกล ก็ต้องคิดถึงเป็นธรรมดาค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะลูก ลูกทรายของแม่เป็นคนเข้มแข็ง แถมเป็นที่พึ่งของใครๆ แล้วนี่หนูจะไปสนามบินยังไงจ๊ะ”
“เดี๋ยวมีเพื่อนชายมารับค่ะ”
“มีเพื่อนชงเพื่อนชายก็ระวังตัวนะ อย่าให้ถึงขั้นเกินเลย เรายังแค่เรียนหนังสือมัธยมปลายอยู่เลย”
พอดีรถของหมวดปราบวิ่งมาจอดหน้าบ้านพอดี แม่อรไม่ทันพูดอะไรต่อทรายก็รีบผลุบออกจากบ้านไปทันที
“ไม่ต้องรอกินข้าวเย็นนะแม่ แต่หนูกลับไม่ดึกหรอก”
เมื่อขึ้นนั่งบนรถแล้ว หมวดหนุ่มก็พารถเคลื่อนออกไปทันที มือซ้ายของเขาทำเป็นหมดแรง จงใจปล่อยให้หล่นลงบนมือของทราย และพลิกกุมมือน้อยๆ นั้นไว้ทันที
สาวน้อยรู้สึกอบอุ่นและชุ่มฉ่ำใจอย่างบอกไม่ถูก หันไปยิ้มให้หมวดปราบนิดหนึ่ง เธอบอกกับตัวเองว่า แม้ชีวิตของเธอกับแพรวราวกับอยู่คนละฟากของความพอดี แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกัน แพรวมีพ่อแม่ครบแต่ไม่รู้สึกอบอุ่น ขณะที่เธอได้รับการดูแลและความเข้าใจจากแม่อรเป็นอย่างดี แม้ว่าอีกใจหนึ่งจะโหยหาความรักจากพ่อแม่ที่แท้จริง
ทรายไม่รู้ว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเอง
เธอจะปกปิดแม่อรได้นานแค่ไหนนะ ว่าเธอรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว และไม่เข้าใจว่าแม่อรจะปิดบังเธอไปทำไม หรือยังไม่ถึงเวลาบอก หรือตั้งใจจะไม่บอกเธอไปตลอดชีวิต
เธออยากรู้เหลือเกินว่า...ใครคือพ่อแม่ที่แท้จริง
แต่ก็ช่างเถอะ มานึกดูอีกที แม่อรอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อยากให้เธอรับรู้ก็ได้ และเธอจะทำร้ายจิตใจของแม่อรด้วยการบอกว่า เธอรู้แล้วว่าตนไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่อร แล้วให้แม่อรเล่าเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงให้ฟังกระนั้นหรือ เป็นเธอก็คงรับไม่ได้เช่นกัน
“ทราย คิดอะไรอยู่”
ทรายสะดุ้งจากภวังค์เมื่อหมวดปราบสะกิดเรียก
“คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ตามประสาคนที่มีปริศนาในชีวิตมากเกินพอดี” ทรายแกล้งพูดทีเล่นทีจริง
“ผมรู้ว่าคุณกับแพรวเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ชั้นประถม เป็นผมก็คงเสียใจไม่น้อยที่เพื่อนรักจะจากไปไกล คงอีกนานนะที่จะมีโอกาสพบกันอีก”
“ทรายก็พยายามทำใจ”
หมวดปราบเห็นว่าพูดเรื่องนี้แล้วอาจทำให้ทรายไม่สบายใจมากขึ้น เลยพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น... “เรื่อง ‘ความสามารถพิเศษ’ ตอนนี้คุณควบคุมมันได้ดีขึ้นมั้ย”
“ก็ไม่เชิงควบคุมได้ค่ะ ดีที่เวลาคับขันมันจะมาตามต้องการ ทรายก็เหมือนคนปกติทั่วไปนะคะ บางทีเห็นหน้าคนนั้นคนนี้ หรือพบเหตุการณ์บางอย่าง ก็อยากจะรู้ว่าเขาเป็นยังไง ทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จะนึกอยากรู้เล่นๆ ไม่ได้นะคะ หรือเอามาใช้ประโยชน์กับตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นมาก็ตอนคับขันอย่างที่หมวดเห็นนั่นแหละค่ะ”
“แปลกดีนะ...ทำไมถึงรู้สึกเป็นพักๆ ก็ไม่รู้ เดี๋ยวคุณลงตรงนี้ก่อนก็ได้ แพรวคงเช็กไฟลท์อยู่แถวประตูนั้น ผมจะเอารถไปจอดก่อน มันไกลจากตรงนี้เยอะ”
ทรายลงจากรถแล้วเดินผ่านประตูอาคารผู้โดยสารขาออกเข้ามา ก็เห็นคุณแววกับคุณแพทนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ ส่วนแพรวกำลังกุลีกุจอยกกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์และพูดคุยกับพนักงานเช็กตั๋วเครื่องบิน
ทรายยกมือไหว้บิดามารดาของเพื่อนเสร็จก็ทำหน้าสงสัย คุณแววยิ้มแล้วพูดเขินๆ “ยัยแพรวสั่งให้แม่กับพ่อมานั่งสงบสติอารมณ์ตรงนี้ ไม่ให้ไปเกะกะเธอ เดี๋ยวนี้พ่อแม่กลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายไปแล้ว ลูกสาวพูดอะไรก็เชื่อ ไม่กล้าขัดใจลูก”
พูดจบก็หัวเราะทั้งพ่อและแม่ ทรายจึงขอตัวไปหาแพรว
“แจ็คล่ะ มายัง” ทรายถาม
“ไม่รู้ดิ มันน้อยใจมั้ง มันว่ามันจน มาเจอฉันที่นี่ยิ่งทรมานใจ มันบอกอาจจะไม่มา เพราะทำใจไม่ได้”
“ทำไมวะ มาส่งเพื่อนแค่นี้ทำไมต้องทรมานใจ”
“ก้อ...ก้อ...มันบอกรักฉันอ่ะ” แพรวพูดเขิน
“กรี๊ด...ไอ้แจ็คมันยังบ้ากามขึ้นสมองไม่หายเหรอ” ทรายว่าเสียงขุ่น
“อย่าไปว่ามันเลย มันเป็นคนดีนะโว้ย ตอนอยู่พัทยา แม้แต่ขาอ่อนฉันมันยังไม่กล้ามอง”
“ฉันสงสัยว่ะ”
“สงสัยอะไรวะทราย”
“สงสัยว่าแกก็ชักจะมีใจให้มัน”
แพรวไม่ตอบ แต่ส่งสายตาค้อนน้อยๆ ให้เพื่อนแทน พอดีหมวดปราบเดินมาถึง เขาทักแพรวแล้วยื่นของบางอย่างให้
“อะไรอ่ะผู้หมวด” แพรวถามงงๆ
“ผมเจอแจ็คข้างนอก ถามว่าทำไมไม่เข้ามา เขาบอกแพรวคงไม่อยากเจอเขาอีก เลยฝากของนี้มาให้”
“มันลูกอะไรน่ะหมวด” ทรายหมายถึงวัตถุสีเงินขนาดเล็กเท่าปลายก้อย บุบๆ บี้ๆ ถูกหล่อไว้ในเรซิ่นใส
“มันคือกระสุนปืนที่โดนแจ็ควันนั้นไง แจ็คเก็บได้ บอกว่าจะเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ”
“เตือนใจเรื่องอะไร”
“เตือนว่าเขาสามารถเอาชีวิตตัวเองแลกกับคนที่เขารักได้”
“กรี๊ด....” ทรายกรี๊ดแล้วหัวเราะใส่แพรวที่กำลังหน้าแดง
หมวดปราบพูดต่อ “เขาฝากบอกด้วยว่า ขอให้แพรวโชคดี หวังว่าคงได้เจอผู้ชายที่ดีกว่าเขา”
ถึงตรงนี้แพรวก็น้ำตารื้นและไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ คุณแววเห็นแต่ไกลจึงลุกขึ้นจะเดินเข้ามา คุณแพทดึงมือภรรยาให้นั่งลง
แพรวโผเข้ากอดทราย “ทำไมใครๆ ก็คิดแต่จะผลักไสฉัน ไม่อยากอยู่กับฉัน ไม่มีใครอยากให้ฉันอยู่ด้วย...”
“แล้วแพรวคิดยังไงกับแจ็คล่ะ ผมเองก็อยากรู้” หมวดปราบเอ่ยเบาๆ
“คนที่แพรวรักที่สุด นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีทรายกับแจ็คนี่แหละ”
“แกเห็นแจ็คเป็นเพื่อนอย่างเดียวหรือเปล่าวะ” ทรายย้ำถามอย่างอยากรู้
“ก้อ...ก้อ...กลางคืนก็ฝันถึงเหมือนกันว่ะ ก็เขาชอบเรา แล้วเราชอบตอบ ไม่เห็นเป็นไรเลยอ่ะ จริงมั้ย”
มีใครสักคนสะกิดหลังแพรวยิกๆ หญิงสาวโพล่งขึ้นว่า “เอ๊ คุณหมวด...สะกิดอยู่ได้” พลางหันไปจะแว้ดต่อ กลายเป็นแจ็คยืนหน้ากวนอยู่ใกล้ๆ
“ว้าย...” แพรวร้องตกใจระคนดีใจ เผลอกอดแจ็คแน่น
คุณแววเห็นแต่ไกล ทำท่าจะลุกขึ้น คุณแพทดึงแขนให้นั่งลงตามเดิม ใช้มืออีกข้างที่โอบไหล่ภรรยาอยู่ ผลักแก้มเธอให้หันไปทางอื่น เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพอันบาดหัวใจนั้น
เสียงประกาศเตือนเที่ยวบินไปนิวซีแลนด์ดังขึ้น ผู้โดยสารไปยืนรอตรงช่องผ่านเฉพาะผู้โดยสาร แพรวเดินไปยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ พอเจ้าหน้าที่รับบัตรไปเธอก็วิ่งกลับมาสวมกอดพ่อกับแม่ทั้งน้ำตา แล้วหันไปกอดทราย สักพักหันมาทางแจ็ค ทั้งคู่มองไปที่คุณแววซึ่งยืนหน้าเข้มอยู่ จึงได้แต่โบกมือให้กันด้วยความอาลัย
แพรวเดินเข้าไปในห้องผู้โดยสารอย่างอาลัยอาวรณ์ สายตาทุกคู่มองตามแพรวที่เดินหันหลังหายเข้าไปในห้องผู้โดยสาร ครู่เดียวก็หันกลับมามองกันไปมา
พ่อแพทหันไปทางหมวดปราบ แจ็คกับทราย ยิ้มให้แล้วหันไปพยักหน้ากับแม่แววเป็นเชิงให้กลับบ้าน
แม่แววหันไปทางคนทั้งสาม ยิ้มเจือน้ำตา
“ตอนนี้ลูกแม่จะต้องจากไปไกลมากเลย อีกพักใหญ่ถึงจะมีโอกาสได้พบกัน พวกเธอเป็นเพื่อนรักของลูกสาวแม่ แม่ขอถือซะว่าพวกเธอก็เป็นลูกเป็นหลานด้วย มีอะไรก็ไปมาหาสู่กันบ้างนะ....”
เธอหันไปเอ่ยกับทรายแล้วเดินประคองกันไปกับพ่อแพทจนลับตาไป
“ฝากสวัสดีและขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยนะทราย”
ยามนี้ แววตาของแจ็คกับทรายบอกให้รู้ว่ามันรู้สึกว้าเหว่ เหมือนขาดหายภาพที่หล่อเลี้ยงความสดชื่นมีชีวาในชีวิตไป แจ็คเอ่ยกับทั้งสองเบาๆแล้วเดินจากไปอย่างเหงาๆ
“กลับก่อนนะ”
ยามที่เห็นเพื่อนเดินหายเข้าไปในห้องพักผู้โดยสาร ทรายรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก นี่ก็หลายปีแล้วที่เธอไม่ค่อยมีเพื่อนใครอื่นอีกเลย นอกจากแพรว แม้เธอเองจะรู้ว่าสักวันหนึ่งวันนี้ก็ต้องมาถึง แต่ไม่เคยเตรียมใจที่จะพบกับเหตุการณ์อย่างนี้
เหตุการณ์ที่เธอรู้สึกเหมือนสูญเสีย สูญเสียอะไรบางอย่างที่เคยทดแทนช่องว่างในชีวิต ชดเชยความรู้สึกสูญเสียในวัยเด็ก และแทนที่ความรู้สึกของการไร้ญาติขาดมิตรที่ตัวเองมี
เธอเดินไปเรื่อยๆเหมือนคนเหม่อลอย โดยมีหมวดปราบเดินตามเธออยู่ใกล้ๆ จนทรายไม่หยุดยืนที่หน้าประตูอัตโนมัติ เมื่อบานประตูเปิดออก ไอร้อนจากนอกอาคารเคลื่อนเข้ามาโอบล้อมเธอไว้ ทำให้ทรายรู้สึกตัวอีกรั้งแล้วหันมาทางหมวดปราบเหมือนเพิ่งสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งเดินตามเธอมาอย่างใกล้ชิด
หมวดปราบยิ้มให้ รอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปากเรียวบาง มันจุดประกายสว่างของชีวิตให้มีชีวาขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน
“จะไปธุระที่ไหนต่อครับทราย”
“จะกลับบ้านค่ะ”
“ให้ผมไปส่งมั้ย”
“อย่าไปส่งอย่างเดียวดีกว่า” หญิงสาวยิ้มใส่
หมวดหนุ่มฟังแล้วทำหน้างงสงสัย “หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็...แวะกินข้าวกันก่อน วันนี้ทรายว่างทั้งวัน”
หมวดปราบยิ้มอย่างโล่งใจ คิดว่าสาวจะปฏิเสธซะอีก ที่แท้ก็มีกิ๊ปเก๋อยู่เหมือนกัน
ไม่รอช้า เมื่อเสนอขายขนมจีบแล้วก็ต้องตามด้วยซาลาเปา แทนที่จะพาไปกินข้าวอย่างเดียว ก็ต้องมีทีเด็ด พาไปเที่ยวกันซะให้เข็ด แต่คงไม่เข็ดหรอก เป็นการให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น อยู่กันสองต่อสองมากขึ้นละไม่ว่า
“ผมจะชวนไปที่นึง ไม่รู้คุณจะว่าเชยรึเปล่า”
“ที่ไหนคะ”
“ดรีมเวิลด์”
“โฮะ ดีๆๆ อยากไปเหมียนกัลล์ค่ะ”
แล้วทั้งคู่ก็พากันไปเที่ยวเล่นสวนสนุกดรีมเวิลด์
ทั้งคู่สนุกกันมาก กระทั่งไปถึงบ้านผีสิง ไม่รู้ว่าสาวเจ้ากลัวหรือแกล้งกลัว แต่ก็ยืนเอาแก้มแนบหลังชายหนุ่มตลอด หมวดปราบไม่รอช้า ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์อย่างสุดใจขาดดิ้น ถือโอกาสจูงมือสายไม่ขาด
ท่ามกลางความมืดนั้น เจ้าผีตัวดีก็โผล่ขึ้นมาด้านหลัง ทำเอาทรายร้องกรี๊ดแล้วรีบวิ่งมาข้างหน้าหมวดปราบ แทนที่จะอยู่ข้างหลัง ชายหนุ่มถือโอกาสโอบเธอไว้เบาๆ ทรายเผลอเอาแก้มไปโดนข้อมือของหมวดปราบ ทรายรู้สึกถึงไออุ่นที่แนบมากับกล้ามเนื้อและลำแขนที่แข็งแกร่งนั้น ชายหนุ่มเองก็รู้สึกถึงความนุ่มนิ่ม นวลเนียน และความรู้สึกของความน่าทะนุถนอมของเจ้าของแก้มนั้น ตอนนี้ แม้ในบ้านผีสิงจะเย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศ แต่ใจของทั้งคู่ก็อุ่นละไมอย่างบอกไม่ถูก ทรายเดินนำไปช้าๆ เพราะกลัวจะหลุดออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม ขณะที่หมวดปราบกอดประคองเธออย่างเบาและถนอมที่สุดอย่างกับเธอเป็นแก้วคริสตัลบางใสที่ต้องให้ความใส่ใจทะนุถนอมเป็นพิเศษ
เมื่อเดินพ้นออกมาจากบ้านผีสิงแล้ว แม้แดดข้างนอกจากร้อนแดงจนเหมือนจะทำให้น้ำเหือดแห้งไปได้ในทันที แต่หัวใจของคนท้งคู่ตอนนี้ รู้สึกว่ามันฉ่ำชื้นและสดชื่น ใสๆยังไงไม่รู้
ทรายขืนวงแขนของหมวดปราบเดินแยกออกมาอย่างนุ่มนวล ทำให้หมวดปราบนึกขึ้นได้ว่ากำลังโอบเธออยู่ท่ามกลางสายตาหลายคู่ เลยรีบชักมือกลับแล้วลอบมองทราย เธอเองกเขินไม่แพ้กัน แม้จะไม่พยายามมองหน้าหมวดหนุ่ม แต่ใครๆก็สังเกตออกว่าหน้าตาที่เมินเฉยนั้น มีรอยยิ้มสดชื่นแฝงอยู่ข้างใน
จนกระทั่งมาถึงเรือกลมๆที่ไต่หน้าผาแล้วพุ่งตกลงมากลางสระน้ำ เล่นเอาน้ำกระจาย เสื้อผ้าเปียกปอน หมวดปราบเอาตัวเข้าปกป้องไม่ให้ทรายเปียกปอนมากนัก
เนื้อตัวที่เปียกปอนของทั้งคู่แนบชิดเบียดเสียดกัน มีแต่เพียงความเปียกชื้นของหยาดน้ำเท่านั้นที่ขวางกั้นคนทั้งสองไว้ ทั้งคู่มองแววตากันซึ้ง เกิดความรู้สึกดูดดื่มและดื่มด่ำอย่างบอกไม่ถูก
แววตาคู่หนึ่งประสานกับแววตาคู่หนึงหวานซึ้งตรึงใจ โลกยามนี้เหมือนมีคนอยู่เพียงสองคน เหมือนอาดัมกับอีฟชายหญิงที่มีชีวิตอยู่เพียงมีกันและกันบนโลกใบโตนี้ สรรพเสียงและสำเนียงทั้งหลายไม่มีโอกาสได้กร้ำกรายทำให้คนทั้งสองรู้สึกที่สิ่งรอบข้างที่กำลังวิ่งวุ่นและวนเวียนอยู่ในโลก
เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนอย่างฉับพลันด้วยอำนาจของแววตาหวานซึ้งของคนสองคนที่โน้มเอียงจะประสานกันเป็นหนึ่ง....
“พี่ พี่ ขึ้นได้แล้วพี่ คนอื่นเค้ายืนรอกันนานแล้ว.....”
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว หมวดปราบไม่รู้ว่าตัวเองต้องภวังค์อะไรเข้า มารู้สึกตัวอีกทีกับเสียงดังที่ไม่ค่อยรื่นรมย์ของพนักงานคุมเครื่องเล่น
ทรายหันไปมองรอบตัว เห็นคนที่ยืนรอที่จะลงเรือเพื่อออกไปเผชิญภัยกับสายน้ำเที่ยวต่อไปมองตาเขียว เธอก้มลงกลั้นหัวเราะ สายตาทั้งของเธอและหมวดปราบมองกันอย่างเขินอาย และหน้าแตกกับคนรอบข้างพร้อมกันไป
“เดี๋ยวไปทานข้าวกันนะคะ” ทรายเสนอ
“เอาซีครับ จะไปที่ไหนดี”
“ทรายอยากไปชายทะเล ตรงที่เราเคยไปค่ะ เพื่อนึกถึงวันที่มีเพื่อนๆอยู่กันพร้อมหน้า”
ทั้งคู่เกี่ยวก้อยกันออกมาถึงลานจอดรถองดรีมเวิลด์
หม
ตอน 15 พายุสงบ
“แม่คะ วันนี้สายๆ หนูไปส่งแพรวที่สนามบินนะคะ”
“อ้าว แพรวยอมไปเรียนที่นิวซีแลนด์แล้วเหรอ”
“เมื่อคนในครอบครัวเข้าใจกัน อยู่ที่ไหนก็มีความสุขค่ะ ที่แพรวพยายามปฏิเสธเพราะน้อยใจว่าตัวเองเหมือนถูกผลักไสไล่ส่ง แต่แพรวเค้าเข้าใจแล้วค่ะว่าเป็นความรัก ความปรารถนาดีของพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่แพรวก็เข้าใจและเสียใจที่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นกับแพรวมากพอ แพรวสบายใจขึ้น เลยยอมทำตามสิ่งที่คุณแม่ขอ”
“พวกหนูคงคิดถึงกันแย่สิเนี่ย”
พอแม่อรพูดประโยคนี้ ทรายถึงกับตาแดง
“เพื่อนรักคนเดียวของหนูไปตั้งไกล ก็ต้องคิดถึงเป็นธรรมดาค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะลูก ลูกทรายของแม่เป็นคนเข้มแข็ง แถมเป็นที่พึ่งของใครๆ แล้วนี่หนูจะไปสนามบินยังไงจ๊ะ”
“เดี๋ยวมีเพื่อนชายมารับค่ะ”
“มีเพื่อนชงเพื่อนชายก็ระวังตัวนะ อย่าให้ถึงขั้นเกินเลย เรายังแค่เรียนหนังสือมัธยมปลายอยู่เลย”
พอดีรถของหมวดปราบวิ่งมาจอดหน้าบ้านพอดี แม่อรไม่ทันพูดอะไรต่อทรายก็รีบผลุบออกจากบ้านไปทันที
“ไม่ต้องรอกินข้าวเย็นนะแม่ แต่หนูกลับไม่ดึกหรอก”
เมื่อขึ้นนั่งบนรถแล้ว หมวดหนุ่มก็พารถเคลื่อนออกไปทันที มือซ้ายของเขาทำเป็นหมดแรง จงใจปล่อยให้หล่นลงบนมือของทราย และพลิกกุมมือน้อยๆ นั้นไว้ทันที
สาวน้อยรู้สึกอบอุ่นและชุ่มฉ่ำใจอย่างบอกไม่ถูก หันไปยิ้มให้หมวดปราบนิดหนึ่ง เธอบอกกับตัวเองว่า แม้ชีวิตของเธอกับแพรวราวกับอยู่คนละฟากของความพอดี แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกัน แพรวมีพ่อแม่ครบแต่ไม่รู้สึกอบอุ่น ขณะที่เธอได้รับการดูแลและความเข้าใจจากแม่อรเป็นอย่างดี แม้ว่าอีกใจหนึ่งจะโหยหาความรักจากพ่อแม่ที่แท้จริง
ทรายไม่รู้ว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเอง
เธอจะปกปิดแม่อรได้นานแค่ไหนนะ ว่าเธอรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว และไม่เข้าใจว่าแม่อรจะปิดบังเธอไปทำไม หรือยังไม่ถึงเวลาบอก หรือตั้งใจจะไม่บอกเธอไปตลอดชีวิต
เธออยากรู้เหลือเกินว่า...ใครคือพ่อแม่ที่แท้จริง
แต่ก็ช่างเถอะ มานึกดูอีกที แม่อรอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อยากให้เธอรับรู้ก็ได้ และเธอจะทำร้ายจิตใจของแม่อรด้วยการบอกว่า เธอรู้แล้วว่าตนไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่อร แล้วให้แม่อรเล่าเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงให้ฟังกระนั้นหรือ เป็นเธอก็คงรับไม่ได้เช่นกัน
“ทราย คิดอะไรอยู่”
ทรายสะดุ้งจากภวังค์เมื่อหมวดปราบสะกิดเรียก
“คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ตามประสาคนที่มีปริศนาในชีวิตมากเกินพอดี” ทรายแกล้งพูดทีเล่นทีจริง
“ผมรู้ว่าคุณกับแพรวเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ชั้นประถม เป็นผมก็คงเสียใจไม่น้อยที่เพื่อนรักจะจากไปไกล คงอีกนานนะที่จะมีโอกาสพบกันอีก”
“ทรายก็พยายามทำใจ”
หมวดปราบเห็นว่าพูดเรื่องนี้แล้วอาจทำให้ทรายไม่สบายใจมากขึ้น เลยพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น... “เรื่อง ‘ความสามารถพิเศษ’ ตอนนี้คุณควบคุมมันได้ดีขึ้นมั้ย”
“ก็ไม่เชิงควบคุมได้ค่ะ ดีที่เวลาคับขันมันจะมาตามต้องการ ทรายก็เหมือนคนปกติทั่วไปนะคะ บางทีเห็นหน้าคนนั้นคนนี้ หรือพบเหตุการณ์บางอย่าง ก็อยากจะรู้ว่าเขาเป็นยังไง ทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จะนึกอยากรู้เล่นๆ ไม่ได้นะคะ หรือเอามาใช้ประโยชน์กับตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นมาก็ตอนคับขันอย่างที่หมวดเห็นนั่นแหละค่ะ”
“แปลกดีนะ...ทำไมถึงรู้สึกเป็นพักๆ ก็ไม่รู้ เดี๋ยวคุณลงตรงนี้ก่อนก็ได้ แพรวคงเช็กไฟลท์อยู่แถวประตูนั้น ผมจะเอารถไปจอดก่อน มันไกลจากตรงนี้เยอะ”
ทรายลงจากรถแล้วเดินผ่านประตูอาคารผู้โดยสารขาออกเข้ามา ก็เห็นคุณแววกับคุณแพทนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ ส่วนแพรวกำลังกุลีกุจอยกกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์และพูดคุยกับพนักงานเช็กตั๋วเครื่องบิน
ทรายยกมือไหว้บิดามารดาของเพื่อนเสร็จก็ทำหน้าสงสัย คุณแววยิ้มแล้วพูดเขินๆ “ยัยแพรวสั่งให้แม่กับพ่อมานั่งสงบสติอารมณ์ตรงนี้ ไม่ให้ไปเกะกะเธอ เดี๋ยวนี้พ่อแม่กลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายไปแล้ว ลูกสาวพูดอะไรก็เชื่อ ไม่กล้าขัดใจลูก”
พูดจบก็หัวเราะทั้งพ่อและแม่ ทรายจึงขอตัวไปหาแพรว
“แจ็คล่ะ มายัง” ทรายถาม
“ไม่รู้ดิ มันน้อยใจมั้ง มันว่ามันจน มาเจอฉันที่นี่ยิ่งทรมานใจ มันบอกอาจจะไม่มา เพราะทำใจไม่ได้”
“ทำไมวะ มาส่งเพื่อนแค่นี้ทำไมต้องทรมานใจ”
“ก้อ...ก้อ...มันบอกรักฉันอ่ะ” แพรวพูดเขิน
“กรี๊ด...ไอ้แจ็คมันยังบ้ากามขึ้นสมองไม่หายเหรอ” ทรายว่าเสียงขุ่น
“อย่าไปว่ามันเลย มันเป็นคนดีนะโว้ย ตอนอยู่พัทยา แม้แต่ขาอ่อนฉันมันยังไม่กล้ามอง”
“ฉันสงสัยว่ะ”
“สงสัยอะไรวะทราย”
“สงสัยว่าแกก็ชักจะมีใจให้มัน”
แพรวไม่ตอบ แต่ส่งสายตาค้อนน้อยๆ ให้เพื่อนแทน พอดีหมวดปราบเดินมาถึง เขาทักแพรวแล้วยื่นของบางอย่างให้
“อะไรอ่ะผู้หมวด” แพรวถามงงๆ
“ผมเจอแจ็คข้างนอก ถามว่าทำไมไม่เข้ามา เขาบอกแพรวคงไม่อยากเจอเขาอีก เลยฝากของนี้มาให้”
“มันลูกอะไรน่ะหมวด” ทรายหมายถึงวัตถุสีเงินขนาดเล็กเท่าปลายก้อย บุบๆ บี้ๆ ถูกหล่อไว้ในเรซิ่นใส
“มันคือกระสุนปืนที่โดนแจ็ควันนั้นไง แจ็คเก็บได้ บอกว่าจะเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ”
“เตือนใจเรื่องอะไร”
“เตือนว่าเขาสามารถเอาชีวิตตัวเองแลกกับคนที่เขารักได้”
“กรี๊ด....” ทรายกรี๊ดแล้วหัวเราะใส่แพรวที่กำลังหน้าแดง
หมวดปราบพูดต่อ “เขาฝากบอกด้วยว่า ขอให้แพรวโชคดี หวังว่าคงได้เจอผู้ชายที่ดีกว่าเขา”
ถึงตรงนี้แพรวก็น้ำตารื้นและไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ คุณแววเห็นแต่ไกลจึงลุกขึ้นจะเดินเข้ามา คุณแพทดึงมือภรรยาให้นั่งลง
แพรวโผเข้ากอดทราย “ทำไมใครๆ ก็คิดแต่จะผลักไสฉัน ไม่อยากอยู่กับฉัน ไม่มีใครอยากให้ฉันอยู่ด้วย...”
“แล้วแพรวคิดยังไงกับแจ็คล่ะ ผมเองก็อยากรู้” หมวดปราบเอ่ยเบาๆ
“คนที่แพรวรักที่สุด นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีทรายกับแจ็คนี่แหละ”
“แกเห็นแจ็คเป็นเพื่อนอย่างเดียวหรือเปล่าวะ” ทรายย้ำถามอย่างอยากรู้
“ก้อ...ก้อ...กลางคืนก็ฝันถึงเหมือนกันว่ะ ก็เขาชอบเรา แล้วเราชอบตอบ ไม่เห็นเป็นไรเลยอ่ะ จริงมั้ย”
มีใครสักคนสะกิดหลังแพรวยิกๆ หญิงสาวโพล่งขึ้นว่า “เอ๊ คุณหมวด...สะกิดอยู่ได้” พลางหันไปจะแว้ดต่อ กลายเป็นแจ็คยืนหน้ากวนอยู่ใกล้ๆ
“ว้าย...” แพรวร้องตกใจระคนดีใจ เผลอกอดแจ็คแน่น
คุณแววเห็นแต่ไกล ทำท่าจะลุกขึ้น คุณแพทดึงแขนให้นั่งลงตามเดิม ใช้มืออีกข้างที่โอบไหล่ภรรยาอยู่ ผลักแก้มเธอให้หันไปทางอื่น เพื่อจะได้ไม่เห็นภาพอันบาดหัวใจนั้น
เสียงประกาศเตือนเที่ยวบินไปนิวซีแลนด์ดังขึ้น ผู้โดยสารไปยืนรอตรงช่องผ่านเฉพาะผู้โดยสาร แพรวเดินไปยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ พอเจ้าหน้าที่รับบัตรไปเธอก็วิ่งกลับมาสวมกอดพ่อกับแม่ทั้งน้ำตา แล้วหันไปกอดทราย สักพักหันมาทางแจ็ค ทั้งคู่มองไปที่คุณแววซึ่งยืนหน้าเข้มอยู่ จึงได้แต่โบกมือให้กันด้วยความอาลัย
แพรวเดินเข้าไปในห้องผู้โดยสารอย่างอาลัยอาวรณ์ สายตาทุกคู่มองตามแพรวที่เดินหันหลังหายเข้าไปในห้องผู้โดยสาร ครู่เดียวก็หันกลับมามองกันไปมา
พ่อแพทหันไปทางหมวดปราบ แจ็คกับทราย ยิ้มให้แล้วหันไปพยักหน้ากับแม่แววเป็นเชิงให้กลับบ้าน
แม่แววหันไปทางคนทั้งสาม ยิ้มเจือน้ำตา
“ตอนนี้ลูกแม่จะต้องจากไปไกลมากเลย อีกพักใหญ่ถึงจะมีโอกาสได้พบกัน พวกเธอเป็นเพื่อนรักของลูกสาวแม่ แม่ขอถือซะว่าพวกเธอก็เป็นลูกเป็นหลานด้วย มีอะไรก็ไปมาหาสู่กันบ้างนะ....”
เธอหันไปเอ่ยกับทรายแล้วเดินประคองกันไปกับพ่อแพทจนลับตาไป
“ฝากสวัสดีและขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยนะทราย”
ยามนี้ แววตาของแจ็คกับทรายบอกให้รู้ว่ามันรู้สึกว้าเหว่ เหมือนขาดหายภาพที่หล่อเลี้ยงความสดชื่นมีชีวาในชีวิตไป แจ็คเอ่ยกับทั้งสองเบาๆแล้วเดินจากไปอย่างเหงาๆ
“กลับก่อนนะ”
ยามที่เห็นเพื่อนเดินหายเข้าไปในห้องพักผู้โดยสาร ทรายรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก นี่ก็หลายปีแล้วที่เธอไม่ค่อยมีเพื่อนใครอื่นอีกเลย นอกจากแพรว แม้เธอเองจะรู้ว่าสักวันหนึ่งวันนี้ก็ต้องมาถึง แต่ไม่เคยเตรียมใจที่จะพบกับเหตุการณ์อย่างนี้
เหตุการณ์ที่เธอรู้สึกเหมือนสูญเสีย สูญเสียอะไรบางอย่างที่เคยทดแทนช่องว่างในชีวิต ชดเชยความรู้สึกสูญเสียในวัยเด็ก และแทนที่ความรู้สึกของการไร้ญาติขาดมิตรที่ตัวเองมี
เธอเดินไปเรื่อยๆเหมือนคนเหม่อลอย โดยมีหมวดปราบเดินตามเธออยู่ใกล้ๆ จนทรายไม่หยุดยืนที่หน้าประตูอัตโนมัติ เมื่อบานประตูเปิดออก ไอร้อนจากนอกอาคารเคลื่อนเข้ามาโอบล้อมเธอไว้ ทำให้ทรายรู้สึกตัวอีกรั้งแล้วหันมาทางหมวดปราบเหมือนเพิ่งสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งเดินตามเธอมาอย่างใกล้ชิด
หมวดปราบยิ้มให้ รอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปากเรียวบาง มันจุดประกายสว่างของชีวิตให้มีชีวาขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน
“จะไปธุระที่ไหนต่อครับทราย”
“จะกลับบ้านค่ะ”
“ให้ผมไปส่งมั้ย”
“อย่าไปส่งอย่างเดียวดีกว่า” หญิงสาวยิ้มใส่
หมวดหนุ่มฟังแล้วทำหน้างงสงสัย “หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็...แวะกินข้าวกันก่อน วันนี้ทรายว่างทั้งวัน”
หมวดปราบยิ้มอย่างโล่งใจ คิดว่าสาวจะปฏิเสธซะอีก ที่แท้ก็มีกิ๊ปเก๋อยู่เหมือนกัน
ไม่รอช้า เมื่อเสนอขายขนมจีบแล้วก็ต้องตามด้วยซาลาเปา แทนที่จะพาไปกินข้าวอย่างเดียว ก็ต้องมีทีเด็ด พาไปเที่ยวกันซะให้เข็ด แต่คงไม่เข็ดหรอก เป็นการให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น อยู่กันสองต่อสองมากขึ้นละไม่ว่า
“ผมจะชวนไปที่นึง ไม่รู้คุณจะว่าเชยรึเปล่า”
“ที่ไหนคะ”
“ดรีมเวิลด์”
“โฮะ ดีๆๆ อยากไปเหมียนกัลล์ค่ะ”
แล้วทั้งคู่ก็พากันไปเที่ยวเล่นสวนสนุกดรีมเวิลด์
ทั้งคู่สนุกกันมาก กระทั่งไปถึงบ้านผีสิง ไม่รู้ว่าสาวเจ้ากลัวหรือแกล้งกลัว แต่ก็ยืนเอาแก้มแนบหลังชายหนุ่มตลอด หมวดปราบไม่รอช้า ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์อย่างสุดใจขาดดิ้น ถือโอกาสจูงมือสายไม่ขาด
ท่ามกลางความมืดนั้น เจ้าผีตัวดีก็โผล่ขึ้นมาด้านหลัง ทำเอาทรายร้องกรี๊ดแล้วรีบวิ่งมาข้างหน้าหมวดปราบ แทนที่จะอยู่ข้างหลัง ชายหนุ่มถือโอกาสโอบเธอไว้เบาๆ ทรายเผลอเอาแก้มไปโดนข้อมือของหมวดปราบ ทรายรู้สึกถึงไออุ่นที่แนบมากับกล้ามเนื้อและลำแขนที่แข็งแกร่งนั้น ชายหนุ่มเองก็รู้สึกถึงความนุ่มนิ่ม นวลเนียน และความรู้สึกของความน่าทะนุถนอมของเจ้าของแก้มนั้น ตอนนี้ แม้ในบ้านผีสิงจะเย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศ แต่ใจของทั้งคู่ก็อุ่นละไมอย่างบอกไม่ถูก ทรายเดินนำไปช้าๆ เพราะกลัวจะหลุดออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม ขณะที่หมวดปราบกอดประคองเธออย่างเบาและถนอมที่สุดอย่างกับเธอเป็นแก้วคริสตัลบางใสที่ต้องให้ความใส่ใจทะนุถนอมเป็นพิเศษ
เมื่อเดินพ้นออกมาจากบ้านผีสิงแล้ว แม้แดดข้างนอกจากร้อนแดงจนเหมือนจะทำให้น้ำเหือดแห้งไปได้ในทันที แต่หัวใจของคนท้งคู่ตอนนี้ รู้สึกว่ามันฉ่ำชื้นและสดชื่น ใสๆยังไงไม่รู้
ทรายขืนวงแขนของหมวดปราบเดินแยกออกมาอย่างนุ่มนวล ทำให้หมวดปราบนึกขึ้นได้ว่ากำลังโอบเธออยู่ท่ามกลางสายตาหลายคู่ เลยรีบชักมือกลับแล้วลอบมองทราย เธอเองกเขินไม่แพ้กัน แม้จะไม่พยายามมองหน้าหมวดหนุ่ม แต่ใครๆก็สังเกตออกว่าหน้าตาที่เมินเฉยนั้น มีรอยยิ้มสดชื่นแฝงอยู่ข้างใน
จนกระทั่งมาถึงเรือกลมๆที่ไต่หน้าผาแล้วพุ่งตกลงมากลางสระน้ำ เล่นเอาน้ำกระจาย เสื้อผ้าเปียกปอน หมวดปราบเอาตัวเข้าปกป้องไม่ให้ทรายเปียกปอนมากนัก
เนื้อตัวที่เปียกปอนของทั้งคู่แนบชิดเบียดเสียดกัน มีแต่เพียงความเปียกชื้นของหยาดน้ำเท่านั้นที่ขวางกั้นคนทั้งสองไว้ ทั้งคู่มองแววตากันซึ้ง เกิดความรู้สึกดูดดื่มและดื่มด่ำอย่างบอกไม่ถูก
แววตาคู่หนึ่งประสานกับแววตาคู่หนึงหวานซึ้งตรึงใจ โลกยามนี้เหมือนมีคนอยู่เพียงสองคน เหมือนอาดัมกับอีฟชายหญิงที่มีชีวิตอยู่เพียงมีกันและกันบนโลกใบโตนี้ สรรพเสียงและสำเนียงทั้งหลายไม่มีโอกาสได้กร้ำกรายทำให้คนทั้งสองรู้สึกที่สิ่งรอบข้างที่กำลังวิ่งวุ่นและวนเวียนอยู่ในโลก
เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนอย่างฉับพลันด้วยอำนาจของแววตาหวานซึ้งของคนสองคนที่โน้มเอียงจะประสานกันเป็นหนึ่ง....
“พี่ พี่ ขึ้นได้แล้วพี่ คนอื่นเค้ายืนรอกันนานแล้ว.....”
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว หมวดปราบไม่รู้ว่าตัวเองต้องภวังค์อะไรเข้า มารู้สึกตัวอีกทีกับเสียงดังที่ไม่ค่อยรื่นรมย์ของพนักงานคุมเครื่องเล่น
ทรายหันไปมองรอบตัว เห็นคนที่ยืนรอที่จะลงเรือเพื่อออกไปเผชิญภัยกับสายน้ำเที่ยวต่อไปมองตาเขียว เธอก้มลงกลั้นหัวเราะ สายตาทั้งของเธอและหมวดปราบมองกันอย่างเขินอาย และหน้าแตกกับคนรอบข้างพร้อมกันไป
“เดี๋ยวไปทานข้าวกันนะคะ” ทรายเสนอ
“เอาซีครับ จะไปที่ไหนดี”
“ทรายอยากไปชายทะเล ตรงที่เราเคยไปค่ะ เพื่อนึกถึงวันที่มีเพื่อนๆอยู่กันพร้อมหน้า”
ทั้งคู่เกี่ยวก้อยกันออกมาถึงลานจอดรถองดรีมเวิลด์
หม