ปรากฎการณ์ธรรมชาติหลายอย่างนั้นอัศจรรย์และสวยงามจนไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริงบนโลก แต่ธรรมชาติคือสิ่งมหัศจรรย์ และมนุษย์ก็ยังเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่อาจเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวาล
ในประเทศโมร็อกโก แพะจำนวนมากมักจะปีนขึ้นไปกินผลไม้ถึงบนต้น มันเป็นเรื่องปกติในสายตาของคนท้องถิ่น แต่ภาพที่ราวกับตัดต่อนี้ทำให้นักท่องเที่ยวช็อคอยู่เป็นประจำ
Grüner See หรือ ทะเลสาบสีเขียว ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขา Hochschwab ในประเทศออสเตรีย ซึ่งดูแล้วก็เหมือนทะเลสาบธรรมดาทั่วไป
แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกเพียง 6 ฟุตในฤดูหนาว จึงมีการสร้างสวนสาธารณะขึ้นมาโดยรอบเพื่อเป็นที่พักผ่อน แต่เมื่อฤดูร้อนมาเยือน น้ำแข็งจากพื้นที่โดยรอบจะละลาย และไหลลงสู่ทะเลสาบจนมีความลึกถึง 40 ฟุต ทำให้พื้นที่สวนทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ
ณ เทือกเขา Blue Ridge เมือง Cashiers รัฐนอร์ธแคโรไลนา ทุกวันเวลา 17:30 น. ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนและกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม แสงแดดจะสาดส่องลงมาที่ภูเขาจนเกิดเงารูปหมีตัวใหญ่
หนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกยกย่องว่าสวยงามที่สุดและนักเดินทางต่างก็อยากไปชมมากที่สุดคือ “แสงเหนือ” ซึ่งจะปรากฏในช่วงเดือนกันยายนถึงเมษายน ในแถบแคนาดา อลาสก้า ไอซแลนด์ และสแกนดิเนเวีย
หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศปากีสถานในปี 2010 แมงมุมจำนวนมากได้อพยพหนีตายด้วยการขึ้นไปทำรังบนต้นไม้จนเต็มทุกพื้นที่
ทะเลสาบ Hillier ตั้งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่ได้เป็นทะเลสาบแห่งเดียวในโลกที่เป็นสีชมพู แต่มันเป็นเพียงทะเลสาบเดียวที่สีสันไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ซึ่งเชื่อกันว่าสีชมพูนี้เกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง
เป็นประจำทุกปี ฝูงปลาซาร์ดีนนับล้านตัวจะเดินทางหนีกระแสน้ำเย็นจาก Cape Point ในทวีปแอฟริกาใต้ ไปยัง KwaZulu-Natal ก่อให้เกิดกระแสน้ำวนน่าตื่นตาตื่นใจที่นักดำน้ำทุกคนล้วนใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปชื่นชม
แม่น้ำ Caño Cristales ในอุทยานแห่งชาติ Serrania de la Macarenia ประเทศโคลัมเบีย เต็มไปด้วยพืชน้ำชื่อ macarenia clavier ที่จะมีสีสันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ ทั้งสีแดง น้ำเงิน เหลือง ส้ม และเขียว ก่อให้เกิดสายน้ำสีรุ้งที่สวยงามในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม
ชายหาด Puerto Rico ในมัลดีฟส์ มีแพลงตอน bioluminescent phytoplankton อาศัยอยู่ ซึ่งมันจะเรืองแสงสีฟ้าออกมาในยามค่ำคืน
ทุกๆ หน้าร้อน ค้างคาวกว่า 1.5 ล้านตัวจะบินขึ้นเหนือน่านฟ้าเมืองออสติน รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเป็นระเบียบสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์
ภูเขาไฟ Kawah Ijen ในประเทศอินโดนีเซีย จะส่องประกายด้วยแสงสีฟ้าอันน่าพิศวงในยามค่ำ National Geographic ให้ข้อมูลไว้ว่าแสงเหล่านี้เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ของแก๊สซัลฟิวริกที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟด้วยแรงดันสูง
ในอุทยานแห่งชาติ Racetrack Playa of Death Valley ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีร่องรอยการเคลื่อนย้ายหินก้อนใหญ่ที่มองดูแล้วเหมือนกับว่ามันสามารถเคลื่อนที่เองได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเกิดจากน้ำแข็งใต้ก้อนหินที่ค่อยๆ ละลายลงจนส่งผลให้เกิดการลื่นไถล
หิ่งห้อยจำนวนมากที่สุดในโลกนั้นรวมตัวกันอยู่ที่ถ้ำ Waitomo Glowworm Caves ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวพากันไปล่องเรือผ่านถ้ำเพื่อชมแสงระยิบระยับที่สวยงามราวกับความฝัน
ทะเลสาบน้ำแข็งรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดแห่งนี้มีชื่อว่า Abraham Lake ซึ่งฟองอากาศข้างใต้นั้นเกิดจากการปล่อยแก๊สมีเทนของสัตว์และพืชจำนวนมาก
ปูแดงจำนวนนับล้านตัวอาศัยอยู่ในเกาะ Christmas Island ประเทศออสเตรเลีย จะเดินทางออกจากป่าข้ามถนนและบ้านเรือนผู้คนไปยังชายทะเลเพื่อวางไข่
The Richat Structure หรือรู้จักกันในชื่อ “ดวงตาแห่งซาฮาร่า” เป็นหินรูปดวงตาขนาดมหึมาที่เกิดจากการกัดกร่อนของลมและพายุทราย โดยแผ่ขยายไปไกลถึง 30 ไมล์
สายรุ้งบนก้อนเมฆนี้เกิดจากการที่แสงแดดกระทบกับเกล็ดน้ำแข็งบนก้อนเมฆ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในฤดูร้อนเมื่ออุณหภูมิบนท้องฟ้าสูงกว่า 58°
การอพยพครั้งใหญ่ของผีเสื้อจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี โดยพวกมันจะเดินทางจากอเมริกาเหนือไปยังเม็กซิโก และจากตะวันตกของอเมริกาไปยังแคลิฟอร์เนีย
ในประเทศเวเนซูเอล่ามีพายุฝนฟ้าคะนองที่เรียกว่า Everlasting Storm เนื่องจากว่ามันเกิดต่อเนื่องยาวนานถึง 300 วันต่อปี และถูกบันทึกเป็นสถิติกินเนสส์บุ๊ก
เมฆรูปทรงประหลาดนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออากาศที่แห้งและเย็นมาเจอกับอากาศในเขตร้อนชื้น ก้อนเมฆจะรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่มหึมาและสร้างพายุที่รุนแรง
ที่มา: BusinessInsider
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.meekhao.com/travel/incredible-natural-phenomena
ปรากฏการณ์แปลกประหลาด ที่ช่วยยืนยันว่าธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์เพียงใด!!
ในประเทศโมร็อกโก แพะจำนวนมากมักจะปีนขึ้นไปกินผลไม้ถึงบนต้น มันเป็นเรื่องปกติในสายตาของคนท้องถิ่น แต่ภาพที่ราวกับตัดต่อนี้ทำให้นักท่องเที่ยวช็อคอยู่เป็นประจำ
Grüner See หรือ ทะเลสาบสีเขียว ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขา Hochschwab ในประเทศออสเตรีย ซึ่งดูแล้วก็เหมือนทะเลสาบธรรมดาทั่วไป
แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกเพียง 6 ฟุตในฤดูหนาว จึงมีการสร้างสวนสาธารณะขึ้นมาโดยรอบเพื่อเป็นที่พักผ่อน แต่เมื่อฤดูร้อนมาเยือน น้ำแข็งจากพื้นที่โดยรอบจะละลาย และไหลลงสู่ทะเลสาบจนมีความลึกถึง 40 ฟุต ทำให้พื้นที่สวนทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ
ณ เทือกเขา Blue Ridge เมือง Cashiers รัฐนอร์ธแคโรไลนา ทุกวันเวลา 17:30 น. ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนและกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม แสงแดดจะสาดส่องลงมาที่ภูเขาจนเกิดเงารูปหมีตัวใหญ่
หนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกยกย่องว่าสวยงามที่สุดและนักเดินทางต่างก็อยากไปชมมากที่สุดคือ “แสงเหนือ” ซึ่งจะปรากฏในช่วงเดือนกันยายนถึงเมษายน ในแถบแคนาดา อลาสก้า ไอซแลนด์ และสแกนดิเนเวีย
หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศปากีสถานในปี 2010 แมงมุมจำนวนมากได้อพยพหนีตายด้วยการขึ้นไปทำรังบนต้นไม้จนเต็มทุกพื้นที่
ทะเลสาบ Hillier ตั้งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่ได้เป็นทะเลสาบแห่งเดียวในโลกที่เป็นสีชมพู แต่มันเป็นเพียงทะเลสาบเดียวที่สีสันไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ซึ่งเชื่อกันว่าสีชมพูนี้เกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง
เป็นประจำทุกปี ฝูงปลาซาร์ดีนนับล้านตัวจะเดินทางหนีกระแสน้ำเย็นจาก Cape Point ในทวีปแอฟริกาใต้ ไปยัง KwaZulu-Natal ก่อให้เกิดกระแสน้ำวนน่าตื่นตาตื่นใจที่นักดำน้ำทุกคนล้วนใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปชื่นชม
แม่น้ำ Caño Cristales ในอุทยานแห่งชาติ Serrania de la Macarenia ประเทศโคลัมเบีย เต็มไปด้วยพืชน้ำชื่อ macarenia clavier ที่จะมีสีสันเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ ทั้งสีแดง น้ำเงิน เหลือง ส้ม และเขียว ก่อให้เกิดสายน้ำสีรุ้งที่สวยงามในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม
ชายหาด Puerto Rico ในมัลดีฟส์ มีแพลงตอน bioluminescent phytoplankton อาศัยอยู่ ซึ่งมันจะเรืองแสงสีฟ้าออกมาในยามค่ำคืน
ทุกๆ หน้าร้อน ค้างคาวกว่า 1.5 ล้านตัวจะบินขึ้นเหนือน่านฟ้าเมืองออสติน รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเป็นระเบียบสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์
ภูเขาไฟ Kawah Ijen ในประเทศอินโดนีเซีย จะส่องประกายด้วยแสงสีฟ้าอันน่าพิศวงในยามค่ำ National Geographic ให้ข้อมูลไว้ว่าแสงเหล่านี้เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ของแก๊สซัลฟิวริกที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟด้วยแรงดันสูง
ในอุทยานแห่งชาติ Racetrack Playa of Death Valley ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีร่องรอยการเคลื่อนย้ายหินก้อนใหญ่ที่มองดูแล้วเหมือนกับว่ามันสามารถเคลื่อนที่เองได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเกิดจากน้ำแข็งใต้ก้อนหินที่ค่อยๆ ละลายลงจนส่งผลให้เกิดการลื่นไถล
หิ่งห้อยจำนวนมากที่สุดในโลกนั้นรวมตัวกันอยู่ที่ถ้ำ Waitomo Glowworm Caves ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวพากันไปล่องเรือผ่านถ้ำเพื่อชมแสงระยิบระยับที่สวยงามราวกับความฝัน
ทะเลสาบน้ำแข็งรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดแห่งนี้มีชื่อว่า Abraham Lake ซึ่งฟองอากาศข้างใต้นั้นเกิดจากการปล่อยแก๊สมีเทนของสัตว์และพืชจำนวนมาก
ปูแดงจำนวนนับล้านตัวอาศัยอยู่ในเกาะ Christmas Island ประเทศออสเตรเลีย จะเดินทางออกจากป่าข้ามถนนและบ้านเรือนผู้คนไปยังชายทะเลเพื่อวางไข่
The Richat Structure หรือรู้จักกันในชื่อ “ดวงตาแห่งซาฮาร่า” เป็นหินรูปดวงตาขนาดมหึมาที่เกิดจากการกัดกร่อนของลมและพายุทราย โดยแผ่ขยายไปไกลถึง 30 ไมล์
สายรุ้งบนก้อนเมฆนี้เกิดจากการที่แสงแดดกระทบกับเกล็ดน้ำแข็งบนก้อนเมฆ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในฤดูร้อนเมื่ออุณหภูมิบนท้องฟ้าสูงกว่า 58°
การอพยพครั้งใหญ่ของผีเสื้อจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี โดยพวกมันจะเดินทางจากอเมริกาเหนือไปยังเม็กซิโก และจากตะวันตกของอเมริกาไปยังแคลิฟอร์เนีย
ในประเทศเวเนซูเอล่ามีพายุฝนฟ้าคะนองที่เรียกว่า Everlasting Storm เนื่องจากว่ามันเกิดต่อเนื่องยาวนานถึง 300 วันต่อปี และถูกบันทึกเป็นสถิติกินเนสส์บุ๊ก
เมฆรูปทรงประหลาดนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออากาศที่แห้งและเย็นมาเจอกับอากาศในเขตร้อนชื้น ก้อนเมฆจะรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่มหึมาและสร้างพายุที่รุนแรง
ที่มา: BusinessInsider [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้