ใครเล่าที่ผ่านเวลา นับบรรพกาล
ใครเล่าเฝ้ามองโลก ตลอดมา
ใครเล่าที่ใครๆต่างเห็นเพียง กลางคืน
ใครอีกเล่าบอกเล่าเรื่องรางต่างๆ ได้เพียงแค่
สะพานแห่งดวงจันทร์
“อ้าว! เร่มา! เร่มา! สะพานจันทร์ทรามาแล้วเด้อ เร่มา! เร่มา! นิทานจะเริ่มแล้วเน้อ”เสียงขานเร่เรียกดวงดาว ดารา จักรวาล ต่างๆน้อยใหม่ มาเพื่อ ฟังเสียงเร่ขาน ยามข้ามขึ้นจันทร์เต็มดวง สารถีประจำดวงจันทร์ทรา โห้ร้องเรียกด้วยความยินดี เมื่อถึงเวลาแห่งการรอคอย ดวงดาวต่าง เฝ่ารอคอย สายตามากมายจับจ้องสะพานสีทอง ที่กำลังประกดขึ้นมา กลางใจกลางดวงจันทร์ งดงานวิจิตรลวดลายไทยที่ประดับประดา การตวัดลวดลายทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งจักรวาล มองด้วยความลุ่มหลงในลวดลายสะพาน ดวงไฟคบเพลิงที่หัวสะพานทั้งสองฝั่งสาดแสง ให้ชวนหลงใหล แม้แสงที่มันสาดส่องอาจไม่สวยไม่งดงามเท่าดวงอาทิตย์ แต่มันก็แสดงให้สายตาของใครต่อใคร ต้องจดจำไม่ลืมลาง
“มีอะไรรึ สสารถีแห่งดวงจันทร์ ร้องเรียกแห่กระเชิง ใครต่อใคร ให้ทั่วจักรวาล”ดวงดาวดวงหนึ่งถามขึ้น อย่างงๆเมื่อไม่เข้าใจ ในสิ่งที่สารถีแห่งดวงจันทร์ทราทำ
“ไม่มีไรดอก สะพานจันทร์ท่านจะเล่านิทานให้ฟัง ท่านอยากจะฟังไหม ใกล้เวลาจะเริ่มแล้วนะ”สารถีชักชวนดวงดาวดวงนี้ด้วยความยินดี ดวงดาวเมื่อได้ฟังจึงไม่เข้าใจ ในสิ่งที่สสารถีนั้นบอกแกตนจึงถามเขาอีกว่า
“นิทานรึ? นิทานคืออะไร? ข้าไม่เข้าใจ ท่านเอาอะไรมาพูด”ดวงดาว ถามสารถีด้วยความสงสัย
“ท่านอยากรู้ไหม ท่าอยากรู้ต้องสดับรับฟังด้วยใจ แล้วท่านจะรู้ว่ามันมีอยู่จริง”สารถีพูดแก่ดวงดาว อยากให้เขารู้ด้วยตัวเอง ดวงดาวรับฟังแล้วยิ่งอยากรู้ ซึ่งไม่แตกต่างจากใครๆเพราะพวกเขาก็ไม่เข้าใจ ว่านิทานคืออะไร?
กริ่ง! กริ่ง!
“มาแล้ว! มาแล้ว!”สสารถีมองไปยังกระดิ่งสีขาวส่งเสียงไพเราะ บอกเวลาการเริ่ม เล่านิทานที่ทำให้ทั่วทั่งจักวาล ต่างรับฟังด้วยความสนใจไขรรู้ สายตามากมาย จับจ้องไปยังสะพานสีทองอราม ด้วยความต้องตาต้องใจเหมือนตกอยู่ในหมน์สะกด
“กาลครั่งหนึ่ง นิทานคืออะไร นิทานคือสิ่งใด นิทานเป็นเพียงแค่สิ่งที่ไม่มีใครรู้”เสียงหวานขับขาน เริ่มเล่านิทานไพเราะเพราะพริ้วเกินกว่าเสียงดนตรีจะทานทนไหว กลิ่นสายลมพัดผ่านส่งมอบความหอมหวานเกินใจ ดวงดาว ดารา จะหลงลืมเลือน ดวงอาทิตย์แม้ใจแข็งดังเหล็กกล้า ก็มิอาจต้องมลายสิ้นเสียงผ่านพันมาให้ได้ยิน
“อันตัวข้าแม้เป็นเพียงสะพาน เกิดขึ้นได้เพียงยามจันทร์ทราเต็มดวง มีเพียงเสียงขับขาน บอกเล่า นิทานแก่ดวงดาว ดาราจักร แต่มิอาจหานกล้าดูหมิ่นใคร ข้ามิอาจต้องการบังคับให้ใครฟัง แต่ขอให้สดับรับฟังนิทานของข้าด้วยใจจริง ขอเสนอ เรื่อง มหาเศรษฐีผู้มักมาก”เสียงที่แม้ชายหรือหญิงก็แยกมิได้ มีเพียงเสียงสุดแสนไพเราะ บอกแกสรรพสิ่งในจักรวาล ทุกคนต่างยอมรับด้วยความเต็มใจ และตั้งใจฟังสะพานแห่งดวงจันทร์อย่างรอคอย
กาลครั่งหนึ่งเอ้ย ณ บ้านมหาเศรษฐีคนหนึ่ง นามว่า ยม เขาเป็นชายหนุ่ม สุดแสนมีเสน์ห เพียงแค่รอยยิ้มเดียวก็ทำให้ใครต่อใคร มลายใจสิ้น ในชายหนุ่มมหาเศรษฐีคนนี้ เขามีเงิน ทรัพย์สมบัติมากมาย ที่ตกทอดมาจากบิดามารดอนของตน เมื่อพวกท่านเสีย ยมผู้ซึ่งเป็นลูกเพียงคนเดียวจึงขึ้นเป็นผู้นำตระกูลและรับทรัพย์สมบัติแด่เพียงผู้เดียว นายยมนั้น มีทุกสิ่งที่ใจปรารถนา นายยมคิดว่า ตลอดชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันต้องทุกข์ตรอมหมองใจอย่างแน่นอน ความร่ำรวย มักมาก ทำให้ยมลืมตน ลืมความผิดชอบชั่วดีหมดสิ้น...
“หึ หึ หึ ในใต้หล้านี้ มิมีผู้ใด ไออีหน้าไหน จะกล่ามาขัดใจข้า ข้า ท่านยมคนนี้ พวกเจ้าจงก้มหัวให้ข้าเสียเถอะ”
ด้วยความที่เป็นมหาเศรษฐี การกระทำเรื่องเลวทรามจึงมิใช้เรื่องยากที่จะ ส่งส่วย แด่ผู้ปราบปราม ทหาร นายตำรวจ การกระทำอันเลวทราม ว่าด้วย ค้ายา เปิดการพนัน ข่มขืนหญิงไม่มีทางสู้ สั่งฆ่าเหล่าไพร่ทาสที่ทำให้ขัดใจตน
“หึ หึ ไม่จ่ายหนี้พนันมา เองก็ต้องตาย! ฆ่ามัน! เอาลูกเมียมันไปเป็นทาส!”
“ได้โปรด! นายท่าน ข้าจะหามาใช้ให้ ข้าขอเวลาเถอะ นายท่าน โปรดย่าเอาลูกเมียข้าน้อยไปเป็นทาส ได้โปรด ข้ากราบท่านแล้ว ข้าขอเวลาๆ ขอเวลา ฮือ ฮือ”
“หึ หึ ก็ได้ งั้นยามมืดนี้ เองจงไปส่งของให้ข้า หลังวัดทางใต้ ท่าทำสำเร็จข้าจะยกหนี้ให้หมดเลย ไปออกไปได้แล้ว”
“จริงรึ! โอ้ นายท่านข้าน้อยจะทำ ข้าจะทำให้สำเร็จ ขอบพระคุญที่ให้โอกาสข้าน้อย ขอบพระคุญมากขอรับ ข้าน้อยขอตัวขอรับ ฮือ ฮือ ”
“หึ หึ ไอชัย แกจงตามมันไป เมื่อมันส่งของเสร็จ ก็ฆ่าทิ้งเสีย ส่วนลูกเมียมันก็ส่งไปเป็นทาส ให้หมด”
“ขอรับ นายท่าน”
ในทุกๆวันนายยม มีความสุขสมฤหัย ในใจหมายหมั่นว่า ความสุขของตนอยู่บนกองเงิน กองทอง ของบิดาที่สร้างมันขึ้นมาด้วย ความลำบากยากเข็น แต่เมื่อนายยมได้มันมา กลับไม่คิดว่า เงินที่บิดาสร้างขึ้นมาจะลำบากเพียงใด แม้เพียงวันที่บิดาตนเสีย หลังจากจัดงานศพ นายยมมิเคยจะทำบุญให้บิดาของตนเลย สักครั่งเป็นเวลาหลายปี วันหนึ่ง นายยมเดินผ่านวัดแห่งหนึ่ง หลังจากได้ไปส่งส่วยให้นายตำรวจ จัดการเรื่องค้ายาของตนให้หลาบรื่นนั้นเอง นายยมได้พบเจอกับหลวงพ่อองค์หนึ่ง นายยมเดินผ่านท่านไป ไม่มีแม้แต่จะยกมือไหว้ท่าน ท่านมองยิ้มๆ แล้วถามนายยมว่า
“จะรีบไปไหนเลอโยม รู้ไหมโยมกำลังทำให้บิดามารดาของโยมเสียใจอยู่ หยุดได้ก็หยุดเถอะโยม คิดได้ตอนนี้ยังไม่สายไปเสีย”
“พระก็อยู่ส่วนพระ! ท่านมีอันใดจะต้องมายุ่งกับเรื่องของข้า เดียวก็มิได้ตายดีดอก!”
“อาตมาก็มิอาจจะยุ่งกับชีวิตโยมได้ เพียงแต่ตักเตือน อยากให้โยมคิดได้บ่าง ทำบุญให้พ่อ แม่โยมให้พวกเขาได้ไปยังภพภูมิที่ดี อาตมาบอกเพราะโยมยังมีบุญให้ได้บอกเตือนใจตนอยู่”
“ชิ!ข้ามีความสุขดี ไม่ต้องมาเตือนอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ฟัง พ่อแม่ข้า ตายไปแล้ว ไม่อยู่บนโลกแล้ว ปานี้ไปเกิดใหม่นานละ ทานจะมาบอกอะไร ข้าก็ไม่คิดจะกลับตน”
“เฮ้อ ตักน้ำรดหัวตอ จริงๆ”
ทุกอย่างในโลกไม่มีคำว่าตลอดการ หรือ ตลอดไป มีเริ่มก็มีจุดจบ เมื่อกงเกวียนกำเกวียนเริ่มเดินต่อ นานวันเข้า นายยมเกิดถูกเล่นตลบหลัง จากพวกส่งส่วย ตำรวจ จับนายยม พร้อมข้อหาที่ตนทำและยังข้อหาเพิ่ม นายยมหมดแล้วสิ้น ทุกสิ่ง นายยมถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อตนอยากหลุดผลจากการ กระทำของตนก็มิใช้เรื่องง่าย นายยมกลายเป็นบ้า และฆ่าตัวตาย ด้วยการผูกคอตายค่าห้องขัง แต่ก็มิอาจหลุดออกจากกรรมของตนได้ กรรมหนักหนาสสาหัด คือการฆ่าตัวตาย นายยมต้อง ผูกคอตายซ้ำแล้วซ้ำเหล่าไม่จบสิ้น ไม่สิ้น จบนิทานเอ่ย
“ค่ำคืนนี้แม้ มิใช้นิทานที่ดีเพียงใด แต่อยากให้ ผู้รับฟังด้วยจิตใจ โปรดนำกลับไปคิดไตร่ตรองให้จงดี”เสียงไพเราะเล้าขานจบลง สะพายตักเตือนจิตใจแกเหล่าดวงดาว และดาราจักร ด้วยชวนให้คิด
“ท่านสะพานจันทร์ทรา ข้าแม้เป็นเพียงดาวประดับฟ้า แม้ไม่อาจส่องแสงสว่างกว่าใครๆ แต่ข้าข้องใจเพียงนิด กับคำว่า
ตักน้ำรดหัวตอ กับอีกคำว่า
กงเกวียนกำเกวียน มันคืออะไรครับ”ดาวดวงเล็กมีเพียงแสงน้อยนิดในความมืดยามท้องฟ้า ถามความข้องใจ กับคำต่างๆอยู่นาน ไม่กล้าที่จะเอ่ยถาม เพียงเพราะเจียมตน สะพานจันทร์ทรารับฟังและบอกความข้องใจแกดวงดาวให้ฟังว่า
“คำว่า
ตักน้ำรดหัวตอ เปรียบกับคนผู้หนึ่ง ซึ้งแนะนำเท่าไร สั่งสอนเท่าไร ก็มิเป็นผล
คำว่า
กงเกวียนกำเกวียน ผู้ใดทำอะไรกับใครไว้ ย่อมได้รับผลกรรมนั้นคืนกลับไป คำพวกนี้เรียกว่า
สุภาษิต เป็นคำที่ ใช้ ตักเตือน สั่งสอน แนะนำ ในทางการกระทำ และความคิด แม้ข้าเป็นเพียงสะพานก็ยังต้องห้วนระลึกถึงคำสุภาษิตเสมอมา แม้เป็นเพียงนิทาน ข้านั้นก็อยากให้พวกท่านได้รับฟัง”เสียงจากสะพาน บอกแก่เหล่าสรรพสิ่งในจักรวาล
“อันตัวข้านั้น อยากได้ฟังเรื่องจากท่านอีกมากมาย ข้าจะได้ฟังสิ่งที่เรียกว่า นิทานอีกได้ไหม?”ดาว และดาราทุกๆดวง ต่างสนองสนใจ และอยากจะฟังนิทาน จากสะพานจันร์ทราอีกครั้ง
“ข้านั้น ชอบเล่านิทาน ท่าพวกท่านยอมรับฟังด้วยใจแล้ว ข้าก็จะเล่าให้ฟัง ข้าเล่าได้เพียงเรื่องหนึ่ง ต่อดวงจันทร์เต็มดวงครั่ง ท่านจะรอข้าเมื่อดวงจังทร์เต็มดวงได้อีกไหม”สะพานจันทร์ทราถามเหล่า ดวงดาว ดารา ด้วยใจเต็มตื่น
“ได้ แม้ต้องรอเป็นนานนับร้อยปีพวกข้าก็จะรอคอย นิทานจากท่าน”ดวงอาทิตย์แม้รับฟังอย่างเงียบๆไม่กล่าวอะไรมาเนิ่นนาน กลับเป็นเจ้าตัวเองที่ยืมยังคำหมั่นที่จะรอ นิทานจากสะพานจันทร์ทราอีกครั่ง
“ได้โปรด จงรอข้าเถอะ ข้าจะกลับมาเล้านิทานให้พวกท่านฟัง ยามที่จันทร์ทราเต็มดวงอีกครั่งหนึ่ง”
กริ่ง! กริ่ง!
เสียงกระดิ่งบนสะพานดังกังวาน บอกเวลาแห่งนิทานหมดลง ทุกๆอย่างหายไปดังใจกลางดวงจันทร์ สารถีนำดวงจันทร์กลับวงโครจอนอีกครั้ง สิ่งที่สะพานแห่งจันทร์ทราได้เล่านิทาน ให้แกดวงดาว ดารานั้น ทำให้ทั่วทั้งจักรวาลต่างเฝ้ารอคอย นิทานของสะพานจันทร์ทรา ยามเมื่อพระจันทร์เต็มดวงอีกครั่งหนึ่ง
.....................................................................................................................................................
นี้เป็นกระทู้แรก ที่หนูเขียนขึ้น อาจเขียนได้ไม่ดี ทั้งภาษา (เขียนผิดด้วยคิดว่าหลายคำเบย)และการใช้คำที่ค่อยค้างยุ่งยากหรืออาจจะใช้ผิดยังไงก็ ขออภัยใน ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
อยากจะลงเรื่องนี้ในพันทิปมากคะ อยากลองเขียนนิทาน ให้เพื่อนในพันทิปได้อ่าน อยากจะสอดแทรกสุภาษิตที่ในสมัยนี้ต่างก็ห่างหายไปแล้ว อาจไม่ดีเท่าที่ควรแต่ก็จะพยายามพัฒนาตัวเอง ในเรื่องการเขียนไปเหลือยๆ รวมถึงหลายๆอย่างด้วยคะ ขอบคุญคะ^^
นิทาน สะพานจันทร์ทรา ณ เรื่อง มหาเศษรฐีผู้มักมาก
ใครเล่าเฝ้ามองโลก ตลอดมา
ใครเล่าที่ใครๆต่างเห็นเพียง กลางคืน
ใครอีกเล่าบอกเล่าเรื่องรางต่างๆ ได้เพียงแค่
สะพานแห่งดวงจันทร์
“อ้าว! เร่มา! เร่มา! สะพานจันทร์ทรามาแล้วเด้อ เร่มา! เร่มา! นิทานจะเริ่มแล้วเน้อ”เสียงขานเร่เรียกดวงดาว ดารา จักรวาล ต่างๆน้อยใหม่ มาเพื่อ ฟังเสียงเร่ขาน ยามข้ามขึ้นจันทร์เต็มดวง สารถีประจำดวงจันทร์ทรา โห้ร้องเรียกด้วยความยินดี เมื่อถึงเวลาแห่งการรอคอย ดวงดาวต่าง เฝ่ารอคอย สายตามากมายจับจ้องสะพานสีทอง ที่กำลังประกดขึ้นมา กลางใจกลางดวงจันทร์ งดงานวิจิตรลวดลายไทยที่ประดับประดา การตวัดลวดลายทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งจักรวาล มองด้วยความลุ่มหลงในลวดลายสะพาน ดวงไฟคบเพลิงที่หัวสะพานทั้งสองฝั่งสาดแสง ให้ชวนหลงใหล แม้แสงที่มันสาดส่องอาจไม่สวยไม่งดงามเท่าดวงอาทิตย์ แต่มันก็แสดงให้สายตาของใครต่อใคร ต้องจดจำไม่ลืมลาง
“มีอะไรรึ สสารถีแห่งดวงจันทร์ ร้องเรียกแห่กระเชิง ใครต่อใคร ให้ทั่วจักรวาล”ดวงดาวดวงหนึ่งถามขึ้น อย่างงๆเมื่อไม่เข้าใจ ในสิ่งที่สารถีแห่งดวงจันทร์ทราทำ
“ไม่มีไรดอก สะพานจันทร์ท่านจะเล่านิทานให้ฟัง ท่านอยากจะฟังไหม ใกล้เวลาจะเริ่มแล้วนะ”สารถีชักชวนดวงดาวดวงนี้ด้วยความยินดี ดวงดาวเมื่อได้ฟังจึงไม่เข้าใจ ในสิ่งที่สสารถีนั้นบอกแกตนจึงถามเขาอีกว่า
“นิทานรึ? นิทานคืออะไร? ข้าไม่เข้าใจ ท่านเอาอะไรมาพูด”ดวงดาว ถามสารถีด้วยความสงสัย
“ท่านอยากรู้ไหม ท่าอยากรู้ต้องสดับรับฟังด้วยใจ แล้วท่านจะรู้ว่ามันมีอยู่จริง”สารถีพูดแก่ดวงดาว อยากให้เขารู้ด้วยตัวเอง ดวงดาวรับฟังแล้วยิ่งอยากรู้ ซึ่งไม่แตกต่างจากใครๆเพราะพวกเขาก็ไม่เข้าใจ ว่านิทานคืออะไร?
กริ่ง! กริ่ง!
“มาแล้ว! มาแล้ว!”สสารถีมองไปยังกระดิ่งสีขาวส่งเสียงไพเราะ บอกเวลาการเริ่ม เล่านิทานที่ทำให้ทั่วทั่งจักวาล ต่างรับฟังด้วยความสนใจไขรรู้ สายตามากมาย จับจ้องไปยังสะพานสีทองอราม ด้วยความต้องตาต้องใจเหมือนตกอยู่ในหมน์สะกด
“กาลครั่งหนึ่ง นิทานคืออะไร นิทานคือสิ่งใด นิทานเป็นเพียงแค่สิ่งที่ไม่มีใครรู้”เสียงหวานขับขาน เริ่มเล่านิทานไพเราะเพราะพริ้วเกินกว่าเสียงดนตรีจะทานทนไหว กลิ่นสายลมพัดผ่านส่งมอบความหอมหวานเกินใจ ดวงดาว ดารา จะหลงลืมเลือน ดวงอาทิตย์แม้ใจแข็งดังเหล็กกล้า ก็มิอาจต้องมลายสิ้นเสียงผ่านพันมาให้ได้ยิน
“อันตัวข้าแม้เป็นเพียงสะพาน เกิดขึ้นได้เพียงยามจันทร์ทราเต็มดวง มีเพียงเสียงขับขาน บอกเล่า นิทานแก่ดวงดาว ดาราจักร แต่มิอาจหานกล้าดูหมิ่นใคร ข้ามิอาจต้องการบังคับให้ใครฟัง แต่ขอให้สดับรับฟังนิทานของข้าด้วยใจจริง ขอเสนอ เรื่อง มหาเศรษฐีผู้มักมาก”เสียงที่แม้ชายหรือหญิงก็แยกมิได้ มีเพียงเสียงสุดแสนไพเราะ บอกแกสรรพสิ่งในจักรวาล ทุกคนต่างยอมรับด้วยความเต็มใจ และตั้งใจฟังสะพานแห่งดวงจันทร์อย่างรอคอย
กาลครั่งหนึ่งเอ้ย ณ บ้านมหาเศรษฐีคนหนึ่ง นามว่า ยม เขาเป็นชายหนุ่ม สุดแสนมีเสน์ห เพียงแค่รอยยิ้มเดียวก็ทำให้ใครต่อใคร มลายใจสิ้น ในชายหนุ่มมหาเศรษฐีคนนี้ เขามีเงิน ทรัพย์สมบัติมากมาย ที่ตกทอดมาจากบิดามารดอนของตน เมื่อพวกท่านเสีย ยมผู้ซึ่งเป็นลูกเพียงคนเดียวจึงขึ้นเป็นผู้นำตระกูลและรับทรัพย์สมบัติแด่เพียงผู้เดียว นายยมนั้น มีทุกสิ่งที่ใจปรารถนา นายยมคิดว่า ตลอดชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันต้องทุกข์ตรอมหมองใจอย่างแน่นอน ความร่ำรวย มักมาก ทำให้ยมลืมตน ลืมความผิดชอบชั่วดีหมดสิ้น...
“หึ หึ หึ ในใต้หล้านี้ มิมีผู้ใด ไออีหน้าไหน จะกล่ามาขัดใจข้า ข้า ท่านยมคนนี้ พวกเจ้าจงก้มหัวให้ข้าเสียเถอะ”
ด้วยความที่เป็นมหาเศรษฐี การกระทำเรื่องเลวทรามจึงมิใช้เรื่องยากที่จะ ส่งส่วย แด่ผู้ปราบปราม ทหาร นายตำรวจ การกระทำอันเลวทราม ว่าด้วย ค้ายา เปิดการพนัน ข่มขืนหญิงไม่มีทางสู้ สั่งฆ่าเหล่าไพร่ทาสที่ทำให้ขัดใจตน
“หึ หึ ไม่จ่ายหนี้พนันมา เองก็ต้องตาย! ฆ่ามัน! เอาลูกเมียมันไปเป็นทาส!”
“ได้โปรด! นายท่าน ข้าจะหามาใช้ให้ ข้าขอเวลาเถอะ นายท่าน โปรดย่าเอาลูกเมียข้าน้อยไปเป็นทาส ได้โปรด ข้ากราบท่านแล้ว ข้าขอเวลาๆ ขอเวลา ฮือ ฮือ”
“หึ หึ ก็ได้ งั้นยามมืดนี้ เองจงไปส่งของให้ข้า หลังวัดทางใต้ ท่าทำสำเร็จข้าจะยกหนี้ให้หมดเลย ไปออกไปได้แล้ว”
“จริงรึ! โอ้ นายท่านข้าน้อยจะทำ ข้าจะทำให้สำเร็จ ขอบพระคุญที่ให้โอกาสข้าน้อย ขอบพระคุญมากขอรับ ข้าน้อยขอตัวขอรับ ฮือ ฮือ ”
“หึ หึ ไอชัย แกจงตามมันไป เมื่อมันส่งของเสร็จ ก็ฆ่าทิ้งเสีย ส่วนลูกเมียมันก็ส่งไปเป็นทาส ให้หมด”
“ขอรับ นายท่าน”
ในทุกๆวันนายยม มีความสุขสมฤหัย ในใจหมายหมั่นว่า ความสุขของตนอยู่บนกองเงิน กองทอง ของบิดาที่สร้างมันขึ้นมาด้วย ความลำบากยากเข็น แต่เมื่อนายยมได้มันมา กลับไม่คิดว่า เงินที่บิดาสร้างขึ้นมาจะลำบากเพียงใด แม้เพียงวันที่บิดาตนเสีย หลังจากจัดงานศพ นายยมมิเคยจะทำบุญให้บิดาของตนเลย สักครั่งเป็นเวลาหลายปี วันหนึ่ง นายยมเดินผ่านวัดแห่งหนึ่ง หลังจากได้ไปส่งส่วยให้นายตำรวจ จัดการเรื่องค้ายาของตนให้หลาบรื่นนั้นเอง นายยมได้พบเจอกับหลวงพ่อองค์หนึ่ง นายยมเดินผ่านท่านไป ไม่มีแม้แต่จะยกมือไหว้ท่าน ท่านมองยิ้มๆ แล้วถามนายยมว่า
“จะรีบไปไหนเลอโยม รู้ไหมโยมกำลังทำให้บิดามารดาของโยมเสียใจอยู่ หยุดได้ก็หยุดเถอะโยม คิดได้ตอนนี้ยังไม่สายไปเสีย”
“พระก็อยู่ส่วนพระ! ท่านมีอันใดจะต้องมายุ่งกับเรื่องของข้า เดียวก็มิได้ตายดีดอก!”
“อาตมาก็มิอาจจะยุ่งกับชีวิตโยมได้ เพียงแต่ตักเตือน อยากให้โยมคิดได้บ่าง ทำบุญให้พ่อ แม่โยมให้พวกเขาได้ไปยังภพภูมิที่ดี อาตมาบอกเพราะโยมยังมีบุญให้ได้บอกเตือนใจตนอยู่”
“ชิ!ข้ามีความสุขดี ไม่ต้องมาเตือนอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ฟัง พ่อแม่ข้า ตายไปแล้ว ไม่อยู่บนโลกแล้ว ปานี้ไปเกิดใหม่นานละ ทานจะมาบอกอะไร ข้าก็ไม่คิดจะกลับตน”
“เฮ้อ ตักน้ำรดหัวตอ จริงๆ”
ทุกอย่างในโลกไม่มีคำว่าตลอดการ หรือ ตลอดไป มีเริ่มก็มีจุดจบ เมื่อกงเกวียนกำเกวียนเริ่มเดินต่อ นานวันเข้า นายยมเกิดถูกเล่นตลบหลัง จากพวกส่งส่วย ตำรวจ จับนายยม พร้อมข้อหาที่ตนทำและยังข้อหาเพิ่ม นายยมหมดแล้วสิ้น ทุกสิ่ง นายยมถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อตนอยากหลุดผลจากการ กระทำของตนก็มิใช้เรื่องง่าย นายยมกลายเป็นบ้า และฆ่าตัวตาย ด้วยการผูกคอตายค่าห้องขัง แต่ก็มิอาจหลุดออกจากกรรมของตนได้ กรรมหนักหนาสสาหัด คือการฆ่าตัวตาย นายยมต้อง ผูกคอตายซ้ำแล้วซ้ำเหล่าไม่จบสิ้น ไม่สิ้น จบนิทานเอ่ย
“ค่ำคืนนี้แม้ มิใช้นิทานที่ดีเพียงใด แต่อยากให้ ผู้รับฟังด้วยจิตใจ โปรดนำกลับไปคิดไตร่ตรองให้จงดี”เสียงไพเราะเล้าขานจบลง สะพายตักเตือนจิตใจแกเหล่าดวงดาว และดาราจักร ด้วยชวนให้คิด
“ท่านสะพานจันทร์ทรา ข้าแม้เป็นเพียงดาวประดับฟ้า แม้ไม่อาจส่องแสงสว่างกว่าใครๆ แต่ข้าข้องใจเพียงนิด กับคำว่า ตักน้ำรดหัวตอ กับอีกคำว่า กงเกวียนกำเกวียน มันคืออะไรครับ”ดาวดวงเล็กมีเพียงแสงน้อยนิดในความมืดยามท้องฟ้า ถามความข้องใจ กับคำต่างๆอยู่นาน ไม่กล้าที่จะเอ่ยถาม เพียงเพราะเจียมตน สะพานจันทร์ทรารับฟังและบอกความข้องใจแกดวงดาวให้ฟังว่า
“คำว่า ตักน้ำรดหัวตอ เปรียบกับคนผู้หนึ่ง ซึ้งแนะนำเท่าไร สั่งสอนเท่าไร ก็มิเป็นผล
คำว่า กงเกวียนกำเกวียน ผู้ใดทำอะไรกับใครไว้ ย่อมได้รับผลกรรมนั้นคืนกลับไป คำพวกนี้เรียกว่า สุภาษิต เป็นคำที่ ใช้ ตักเตือน สั่งสอน แนะนำ ในทางการกระทำ และความคิด แม้ข้าเป็นเพียงสะพานก็ยังต้องห้วนระลึกถึงคำสุภาษิตเสมอมา แม้เป็นเพียงนิทาน ข้านั้นก็อยากให้พวกท่านได้รับฟัง”เสียงจากสะพาน บอกแก่เหล่าสรรพสิ่งในจักรวาล
“อันตัวข้านั้น อยากได้ฟังเรื่องจากท่านอีกมากมาย ข้าจะได้ฟังสิ่งที่เรียกว่า นิทานอีกได้ไหม?”ดาว และดาราทุกๆดวง ต่างสนองสนใจ และอยากจะฟังนิทาน จากสะพานจันร์ทราอีกครั้ง
“ข้านั้น ชอบเล่านิทาน ท่าพวกท่านยอมรับฟังด้วยใจแล้ว ข้าก็จะเล่าให้ฟัง ข้าเล่าได้เพียงเรื่องหนึ่ง ต่อดวงจันทร์เต็มดวงครั่ง ท่านจะรอข้าเมื่อดวงจังทร์เต็มดวงได้อีกไหม”สะพานจันทร์ทราถามเหล่า ดวงดาว ดารา ด้วยใจเต็มตื่น
“ได้ แม้ต้องรอเป็นนานนับร้อยปีพวกข้าก็จะรอคอย นิทานจากท่าน”ดวงอาทิตย์แม้รับฟังอย่างเงียบๆไม่กล่าวอะไรมาเนิ่นนาน กลับเป็นเจ้าตัวเองที่ยืมยังคำหมั่นที่จะรอ นิทานจากสะพานจันทร์ทราอีกครั่ง
“ได้โปรด จงรอข้าเถอะ ข้าจะกลับมาเล้านิทานให้พวกท่านฟัง ยามที่จันทร์ทราเต็มดวงอีกครั่งหนึ่ง”
กริ่ง! กริ่ง!
เสียงกระดิ่งบนสะพานดังกังวาน บอกเวลาแห่งนิทานหมดลง ทุกๆอย่างหายไปดังใจกลางดวงจันทร์ สารถีนำดวงจันทร์กลับวงโครจอนอีกครั้ง สิ่งที่สะพานแห่งจันทร์ทราได้เล่านิทาน ให้แกดวงดาว ดารานั้น ทำให้ทั่วทั้งจักรวาลต่างเฝ้ารอคอย นิทานของสะพานจันทร์ทรา ยามเมื่อพระจันทร์เต็มดวงอีกครั่งหนึ่ง
.....................................................................................................................................................
นี้เป็นกระทู้แรก ที่หนูเขียนขึ้น อาจเขียนได้ไม่ดี ทั้งภาษา (เขียนผิดด้วยคิดว่าหลายคำเบย)และการใช้คำที่ค่อยค้างยุ่งยากหรืออาจจะใช้ผิดยังไงก็ ขออภัยใน ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
อยากจะลงเรื่องนี้ในพันทิปมากคะ อยากลองเขียนนิทาน ให้เพื่อนในพันทิปได้อ่าน อยากจะสอดแทรกสุภาษิตที่ในสมัยนี้ต่างก็ห่างหายไปแล้ว อาจไม่ดีเท่าที่ควรแต่ก็จะพยายามพัฒนาตัวเอง ในเรื่องการเขียนไปเหลือยๆ รวมถึงหลายๆอย่างด้วยคะ ขอบคุญคะ^^