บุญมีแต่กรรมบัง [ มองหลังเดินหน้า ] : ชีวิตในวัยเด็กจนถึงปัจจุบันของผมเอง ( เรื่องจริง )

กระทู้สนทนา
สวัสดีครับ. เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านในกระทู้นี้ ตัวผมนั้นไม่เก่งเรื่องการพิม บางคำที่ผิด หรือ อ่านแล้ว งงงง ก็ขออภัยด้วยครับ

สำหรับเพื่อนๆ หรือ พี่ๆ ที่กำลังท้อ หรือ น้อยใจ ว่าอะไรๆ ในชีวิตก็ช่าง ไม่เป็นไปตามใจตัวเองที่ต้องการ ผมไม่ได้เก่งมากจากไหน หรอกครับ สอนใครก็ไม่ได้  ผมเพียงอยากให้อ่านแล้ว คิดว่า อย่าไปมองคนที่สูงกว่าเรา ให้เรามองคนที่ต่ำกว่าเรา แล้วนำความลำบากของเขา มาเป็นกำลังใจต่อไป ( อย่างน้อยเราก็มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า หลายๆคน )

(ประมาณปี 2543) ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็อยู่กับแม่และพ่อได้ ไม่นาน ตอนนั้นผมอายุ 3-4 ปีและ ผมมีน้องชายอายุ 2 ปี เนื่องจาก พ่อแม่ทะเลาะกัน พ่อได้พาผมกับน้องหนีไปอยู่ สุราษ พ่อไปเป็นลูกจ้างกรีดยาง พารา มีบ้านให้อยู่ในสวนยาง ทุกคืนพ่อจะชง  โอวันติล ให้ผม กับน้อง คนล่ะ 1 แก้วก่อนนอน น้องผมยังไม่ย่านมพ่อเลยใส่ขวดนมให้น้อง หลังจากนั้นพ่อ ก็จะกล่อม ผมและน้อง ให้หลับ แล้วพ่อก็ไปกรีดยาง พ่อทำทุกอย่าง ตั้งซักผ้า หุ้งข้าว ทำกับข้าว ตัดยาง เก็บยาง ล้างจาน แม้แต้ล้างก้นให้น้องและผม พ่อไม่เคยบ่น แม้แต่ครั้งเดียว เป็นแบบนั้น ทุกวัน ช่วงแรกมาอยุ่บ้านในสวนนั้น  มันเป็น ห้อง สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร มั้งผมจำไม่ได้  ผมและน้องไม่ รู้จักรคำว่าของเล่น เสียด้วยซ้ำ การละเล่นของผม ตอนนั้นคิอ หาไม้ มาเขี่ย หนอนลูกหมา เล่น ทั้งหยีบ และ ตี ไปหลายตัว ตามประสาเด็ก จนผมได้เข้าเรียนชั้น อ.1 (อนุบาล) โรงเรียน แถวๆนั้นแหล่ะคับ พ่อพาผมและน้อง ไปซื้อชุดนักเรียน เป็นแรกที่ผมได้ไปเดินตลาด ซื้อชุดเรียนเสร็จเรียบร้อย ก็ ไปซื้อปิ่นโต ไว้ใส่ข้าวไปโรงเรียน ปิ่นโตสแตนเลส ตราหัวม้าลาย ก็กลับบ้าน
ไปโรงเรียนวันแรก พ่อทำกับข้าวใส่ปิ่นโต เมนู ข้าวกับใข่เจียว 2 ฟอง (โรงเรียนนั้นครูเค้าทำกับกับข้าวให้นักเรียนทาน มื้อกลางวัน) เข้าเรียนวันแรก เจอเพื่อน ใหม่ๆ หลังจากนั้น 4-5 เดือน แม่ , ยายกับตา ก็นั่งรถไฟ มาพากลับไปอยู่ด้วย ที่สงขลา ผมกับน้องด้วยความที่เป็นเด็ก ก็ไปกลับกับท่าน อย่างมึนๆ ทิ้งพ่อ ไว้คนเดียว หลังจากนั้น พ่อก็ไม่มาหาผมกับน้องอีกเลย

พอมาอยู่กับ แม่, ตายาย ได้ 2 ปี ตากับยายมีอาชีพขายผลัก หาปลา ส่วนแม่ ก็ทำงาน โรงงาน ผมก็อยุ่ อ.3 ส่วนน้องก็ อ.1 ในโรงเรียนวัด เวลาในตอนนั้น แม่ก็เริ่มจะทนกับความลำบากไม่ไหว เพราะ รายได้จาก ตากับยาย นั้นตกๆวันนึง ไม่ถึง 300 บาท แม่ก็เงินเดือน 6500 บาท ด้วยที่ว่า แม่ , ตากับยาย ไม่ได้เรียนหนังสือ ทำให้แม่หนีไป ส่วนผมกับน้องก็อยู่กับตากับยาย
ผมเข้าป.1 ได้เงินไป โรงเรียน 15 บาท ส่วนน้อง ได้ 15 เหมือนกัน ค่ารถ ไปกลับ 10 บาท กินขนม 5 บาท ขนมผมไม่ค่อยได้กินหรอกเพราะ น้องเวลากลับตังหมด ผมก็ต้องเป้นคนจ่ายค่ารถตอนกลับบ้านให้น้องด้วย
แม่ไม่เคยกลับมาหา เลย แม้แต่ ในวันที่ ตาป่วยและเสีย แม่ก็ไม่มา ตอนนั้นพอเสร้จจากงานของตา (ผมอยู่ ป.4) ยายก็พาผมไปหาปลามาขาย , เก็บผักตามข้างทาง , รับผักจากตลาดมาขายบ้าง , ผมทำงานช่วยยายมาตลอด บางครั้งผมเห็นลูกชาวบ้าน กินขนม มีสิ่งที่ผมไม่มี ผมน้อยใจมากตอนนั้น
ผมแบมิอ ขอเงินจากยาย ว่า อยากจะกินขนม อยากจะมีเหมือนเขา แต่คำตอบของยายในตอนนั้น ทำให้ผมรู้สึกผิดมาตลอด ( ยายตอบว่า แล้วน้องหล่ะจะกินอะไร ) ผมด้วยความที่เป็นเด็ก ผมวิ่งกลับไปที่ห้องเช่า ที่ยาย เช่าไว้เพื่อเป็นที่พัก ( อย่าลืมบอกไป ว่า เช่าห้องเค้าอยู่ ) ผมร้องไห้ ด้วยความน้อยใจ เอ่ะอะอะไร ก็น้อง , กิน ก็ต้องน้องกินก่อน พอผมสงบลง ก็ก้มหน้าก้มตาช่วยยายต่อไป หลังจากนนั้นผมก็ไม่เคยขออะไรอีกเลย ( ความคิดตอนนั้น ขอไปก็ไม่ได้ จะขอไปให้ทำไม ) วันเสาร์ อาทิตย์ ไม่เคยหยุดครับ หนักที่สุดคือวันที่มีตลาดนัดครับ ช่วงกลางวันผมไปโรงเรียน ช่วงตี 3 ผมต้องตื่นไปเก็บตาข่ายดักปลา กับ ยาย มีตะเกียงหม้อแบต 1 ลูก ส่องไปในน้ำกว่าจะเสร็จก็ 6 โมงเช้า ก็ต้องอาบน้ำไปโรงเรียน ยายไปส่งที่ โรงเรียน เพื่อนๆร่วมห้องต่างก็มีพ่อแม่มาส่งที่โรงเรียน เว้นผมแค่ คนเดียว ไม่มี มีแต่ยาย ตอนนั้นผมได้แต่ก้มหน้า แล้วหวัดดีครู แล้วเดินเข้าโรงเรียน ด้วยความที่ผมต้องทำงานช่วยยาย เลิกเรียน ก็ต้องไปช่วยยายขายของ ที่ตลาด 2 ทุ่มก็เก็บของ กลับห้องเช่า กว่าจะกินข้าว ก็ปาเข้าไป 5 ทุ่ม ตี 3 ก็ต้องตื่น ทำให้ผมเรียนไม่ค่อยเข้าใจ แต่ผมก็สอบได้ ที่ 3 บ้าง ที่ 2 บ้าง คุณครูเคยถามผมว่า ที่บ้านลำบากไหม ? ผมไม่ตอบเพราะ ยังมาเรียนได้อยู่ ได้แต่ส่ายหน้า ความลำบากก็ยังไม่จบ พอผมขึ้น ป.5 แม่ก็มีน้องชายมาเพิ่ม 1 คน เหมือนเดิม พามาให้ยายเลี้ยงแล้วก็หนีหายไป ทุกคืนข่าวช่อง 7 จะมีอยู่ ช่วงนึงที่ยายจะเปิดให้ดู ตลอด ' สกู๊ปีวิต' ยายบอกแค่ว่า ดูเอาไว้เป็นกำลังใจ
(ตอนนั้นมี ยาย,ผม,น้อง 1 และ น้อง 2)
ภาระ ก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนคน ผมเริ่มคิดได้แล้วว่า ทำไม ต้องให้น้องก่อน ผมก็ทำงานเพิ่ม โดยน้อง 1 มีหน้าที่เลี้ยงน้อง 2
ใน 5วันที่ต้องไปเรียนหนังสือ ผมต้องขาดเรียน ไป 2 วัน
คือวันจันทร์ กับ วันพฤหัสบดี เสาร์ ไม่เคยมีพัก บางครั้งต้องขาดเรียนเพื่อหาค่าเช่าบ้าน พอผมขึ้น ป.6 แม่ก็กลับมาพร้อมตั้งท้อง ก็เป็นเหมือนเดิมทุกวัน พอแม่คลอดน้อง 3 แม่ก็หนีไป ยายก็ไม่เคยบ่น ว่า ด่า แม่เลย แล้ววันที่ชีวิตต้องเปลี่ยนไป เมื่อขาดเสาหลัก อย่างยาย ไป คืนนั้นเป็นคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ยายขับมอเตอร์ไซค์ผมเป็นคนซ้อน ทางเข้าห้องเช่ากับตลาด นั้นอยู่ไม่ไกล มากนัก เลยเลยขับย้อนสอน จะถึงทางเข้าห้องอยู่แล้ว ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ขับมาด้วยความเร็ว ประสานงาน พอดี ตอนนั้นมันเจ็บมาก ยืนแทบไม่ไหว มองไปเห็นยาย เลือดทางปากเยอะมาก ผมเดินไม่ไปหาไมาได้เนื่องจาก ขาซ้าย หัก กกหูข้างซ้ายมีรอยกระจกบาด ลึกมาก ผมได้กลับบ้านในวันถัดมา แต่ยาย ต้องนอนอยู่ใช้เครื่องช่วยหายใจ อยู่ 2 เดือน ใน 2 เดือนนั้นชีวิตลำบากไปอีก ขาก็ใส่เฝือก ไปไหนมาไหน ก็ลำบาก น้อง 2 และ น้อง 3 คนข้างห้องเค้าสงสารเลยรับไปช่วยเลี้ยงดูระยะแรก ผมและน้อง 1 ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เงินที่ยายเก็บไว้ก็เอาไปจ่ายค่ารักษายาย ผมทำอะไรไม่ได้เลยช่วงนั้นท้อแท้มาก กินข้าวกับน้อง 1 เอาน้ำปลามาคลุกกับข้าว กินกัน วันไหนโชคดี ก็มีกับข้าวจากคนแถวๆนั้น มาให้พอเลี้ยงชีวิตไปวันๆ ในหัวตอนนั้น ผมคิดแค่ว่า "เราต้องไปเป็นเด็กข้างถนนแล้ว หรอ แล้วน้องๆหล่ะจะอยู่ยังไง ?" ผมคิดไปแล้วร้องไห้ พอยายออกจากโรงบาล สภาพยายตอนนั้น ทั้งเจาะคอ เพื่อช่วยในการหายใจ, พูดไม่ได้ ,อาการเหนื่อยหอบ , ปัสสาวะแบบควบคุมไม่ได้  ญาติของยายก็มารับ น้อง 1 , น้อง 2 , น้อง 3 ไปอยุ่บ้านญาตืที่ต่างจังหวัด เหลือผมไว้ คนเดียวที่ห้องเช่า ผมด้วยที่ติดว่า ผมยังเรียนอยู่ ก็เลยไปอยู่วัดที่ใกล้ๆโรงเรียน ผมได้เงินจากประกันที่ทำไว้ที่ โรงเรียน 3000 บาท อีกทั้งจบแล้วถ้าอยุ่ต่อที่นี้อีกจะได้เรียนอีกหรือป่าว ? เลยเอาเงิน 3000 บาท นั้นออกเดินทางไปบ้านญาติ ด้วยรถไฟ พอมาอยู่บ้านญาติได้ สัก 6 เดือนแม่ก็มาหา ยาย ตอนนั้นผมเจอหน้าแม่ ผมแทบจะไม่มองหน้า เสียด้วยซ้ำ ผมยังไล่แม่ให้กลับไป อารมภ์ตอนนั้นพูดไม่ถูก ด้วยความที่โกรธ ที่แม่หนีไปทิ้งน้อง 3 คนไว้ให้ยายเลี้ยงอยู่คนเดียวมาตลอด ผมร้องไห้ พลางไล่แม่ให้ไปให้ไกล จาก ยาย ในใจเล็กๆผมก็ดีใจ ที่เห็นแม่ที่มาหา 2 วันเต็มที่แม่นั่งรออยู่หน้าประตูบ้านไม้เก่า ( เป็นบ้านหลังเก่าของญาติ เค้าให้อาศัยอยู่ ) ยายเป็นคนเดินไปเปิดประตูให้แม่เข้ามาในบ้าน ประโยคแรกที่แม่ผมพูดกับยาย " หนูจะไม่ให้แม่(ยาย) ลำบากอีกแล้ว แม่ไม่ต้องทำงานอีกแล้วน่ะ หนูจะเลี้ยงแม่เอง"
ผม , น้อง 1 , น้อง 2 ก็ได้เรียนต่อโรงเรียนแถวบ้านญาติ
แต่กรรมที่ได้ทำมาแต่ชาติไหน ก็ ไม่ทราบ พอแม่กลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด ได้ 1 เดือน วันนั้นผมเลิกจากโรงเรียน ฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ผมตากผ้าไว้มีทั้งชุดน้อง ชุดยาย ผมเลยวิ่งผ่าฝนไปยังบ้าน ผมแทบจะหยุดหายใจเลย ยายนอน อยู่ตรงหน้าบ้าน เสียงที่พยายามให้อากาศออกจากคอที่เจาะ ผมรีบไปตามญาติให้มาดูอาการ ก็นำส่งโรงบาล ผมไปเฝ้ายาย 1 วัน หมอมาวินิจฉัยเสร้จ หมอก็เดินมาหาผม แล้วเอามือมาจับที่หัวไหล่ แล้วพูดว่า ลูกต้องทำใจน่ะ อาการนี้อยู่ได้ไม่นาน ผมน้ำตาคลอ แล้วเดินไปหาที่เตียงยาย ยืนก้มหน้า ในหัวนั้นมีแต่ภาพที่เคยลำบากมาตลอด ยายผู้ไม่เคยหยุดทำงาน เลี้ยงหลานทั้ง 4 คน ผมนั่งข้างๆยาย หมอก็ลงความเห็นว่าต้องส่งไปรักษาในโรงบาลในตัวเมือง มาอยุ่โรงบาลในตัวเมืองอยู่ได้ 2 สัปดาห์ หมอก็บอกว่า สมองนั้นไปแล้ว ตอนนี้ยายเป็นเจ้าหญิงนิทรา แล้ว แม่ก็มา หาที่โรงบาล แม่ก้อคุยกับผมว่า "ลูก ยายเค้าไม่อยู่แล้ว แม่ไม่มีเงินรักษายายแล้วน่ะลูก ผมไม่พูดอะไร เพราะสมองตายแล้วคงไม่มีทางไหนแล้ว" วันต่อมารถโรงบาลก็มาส่งยาย ที่บ้าน แม่ , ผม , น้อง นั่งล้อมยาย จับมือยายไว้ ผมก็นวดแขน เสียงหายใจของคนที่กำลังขาดอากาศ หายใจ มันทรมาณ ไม่น้อยไปกว่า คนที่เป็นที่รัก ผมนั่งอยุ่จนยายสิ้นลม ก็จัดงานศพยาย พอเสร็จจากงาน แม่ก็ผมกับน้องๆ ไปอยู่ด้วยกัน

*หากใครที่คิดว่าชีวิตตัวเอง เ-ี้ย แบบโน่นแบบนี้ ผมขอให้คิดเสียใหม่เถอะครับ
*
*เดี๋ยวมาต่อ จนถึงปัจจุบัน ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่