ชีวิตเกือบจบ เมื่อพบว่า "สมองบวม"

กระทู้สนทนา
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะคะ  นุชเป็นอีก 1 คน ที่เคยป่วยด้วยอาการ "สมองบวม" และ "ความดันในโพรงกะโหลกศรีษะสูง"  (โดยไม่ทราบสาเหตุ)  นุชรักษาตัวอยู่ที่ รพ.รามาธิบดี  และ รพ.ศิริราช  มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนถึงปี พ.ศ.2558  ปัจจุบันหายเป็นปกติ 100% จึงอยากนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

สมองบวม คืออะไร...?    
          เนื่องจากสมองอยู่ภายใต้กะโหลกศีรษะที่แข็ง จึงขยายตัวออกไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนหนึ่งส่วนใดของ สมอง โพรงน้ำในสมอง และ/หรือ เยื่อหุ้มสมอง ก็จะมีผลกระทบต่อสมอง/เนื้อสมองส่วนอื่นๆ ส่งผลให้เกิดสมอง/เนื้อสมองบวม และมักร่วมกับมีความดันในโพรงกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงขึ้นเสมอ เช่น
          -  เมื่อมีก้อนเนื้องอกในสมอง จะส่งผลให้สมองส่วนปกติถูกดันและถูกกดทับกับผนังของกะ โหลกศีรษะ ทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน
          -  หรือเมื่อมีโพรงน้ำในสมองโตขึ้นอย่างมาก เนื้อสมองก็จะถูกดันให้ขยายตัว แต่ก็ไม่สามารถขยายตัวได้เพราะติดกะโหลก สมองจึงถูกกดจากผนังกะโหลกโดยรอบ
          -  หรือเมื่อสมองขาดเลือดมาเลี้ยง เซลล์สมองจะตาย ก็ก่อให้เกิดการบวมของสมองและอาจมีความดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูงขึ้นได้

          สรุปก็คือ  เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเปลี่ยนแปลงในสมอง ก็จะส่งผลให้เกิดทั้งภาวะสมองบวมและทั้งความดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูงขึ้น (Increased intracranial pressure) ได้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถแยกภาวะสมองบวมและภาวะความดันในโพรงกะโหลกสูงออกจากกันได้

***** ซึ่งนุชเป็นผู้โชคดี  เป็นทั้ง 2 อย่าง คือ สมองบวม (เยื่อหุ้มสมองหนาตัวผิดปกติ) และภาวะความดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูงผิดปกติ
ขอบคุณข้อมูล จาก รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า  อายุรแพทย์ประสาทวิทยา



          นุชมีอาการปวดศรีษะ  ตาพร่ามัว  และมองเห็นเป็นภาพซ้อน  มาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2546 และได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคและรักษา
ที่ รพ.รามาธิบดี เมื่อวันที่ 3 ก.พ.47 คุณหมอบอกว่าเป็นโรคเส้นประสาทตาเสื่อม  เป็นครั้งแรกที่นุชต้องทานเสตียรอยด์ เพื่อรักษาดวงตาเอาไว้  อาการมองภาพซ้อนหายเป็นปกติ  แต่อาการปวดศรีษะ และตาพร่ามัวยังคงเป็นอยู่  
          หลังจากนั้นคุณหมอตาก็ส่งตัวไปแผนก หู คอ จมูก  ให้ไปรักษาอาการภูมิแพ้ที่โพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ)  รักษามายาวนาน หลายปีพอสมควร แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  ปวดจมูก ปวดตา ปวดศรีษะ  ปวดต้นคอ  อย่างต่อเนื่อง
          จนกระทั่งในปี พ.ศ.2553  นุชเริ่มมีอาการแสบตา น้ำตาไหล ไม่สามารถโดนแสง โดนลมได้  ขับรถไปต้องจอดกลางทาง เพราะลืมตาไม่ได้ แสบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  จึงตัดสินใจไปพบหมอตาอีกครั้งในวันที่ 1ก.ย.53 ณ รพ.รามาธิบดี   คราวนี้คุณหมอตาคนเดิมที่เคยตรวจนุชเมื่อปี 2547 ส่งตัวไปพบคุณหมออีกท่าน ที่เป็นหมอเฉพาะทางระบบประสาทตา   พอคุณหมอตาท่านที่ 2 ได้ตรวจ ท่านบอกว่านุชเป็นโรคสมองบวมแน่นอน  เพราะขั้วตาบวมมาก  แสดงว่าสมองบวมมากดทับเส้นประสาทตา  จึงส่งไป MRI ที่ รพ.พญาไท 2 ด่วนๆๆๆ  (ปล.ห้อง MRI ที่รามาธิบดีไม่มีคิว)  ต้องยอมรับว่าคุณหมอตาท่านนี้เก่งมาก แค่เอาไฟฉายส่องตารู้เลยค่ะว่านุชเป็นโรคสมองบวม    และในวันที่ 15 ก.ย.53 ผล MRI ก็ปรากฏแน่ชัดว่า นุชเป็นโรคสมองบวม   คุณหมอให้แอดมิดด่วน เพื่อเจาะไขสันหลัง  มิเช่นนั้นตาอาจจะบอดได้  

         ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553  นุชย้ายมารักษาตัวที่ รพ.ศิริราช  คุณหมอตรวจวินิจฉัยใหม่ทั้งหมด และสรุปตรงกับ รพ.รามา ว่า นุชเป็นโรคสมองบวม  (เยื่อหุ้มสมองหนาตัวผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ)  ครั้งนี้นอนโรงพยาบาล 4 วัน เพื่อเจาะไขสันหลังอีกครั้ง
         จากนั้นก็รักษาตัวที่ รพ.ศิริราชอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ.2558  (ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี คุณหมอไม่มีวิธีการรักษา ทำได้เพียงการทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวดศรีษะ และต้องไปนอน รพ.เพื่อ เจาะไขสันหลังทุกเดือน)  เป็นอะไรที่ทรมานและเจ็บปวดสุดๆ



อาการอย่างไร  บ่งบอกว่าคุณอาจเป็นโรคสมองบวม
ถ้ามีอาการปวดศีรษะรุนแรง (ปวดศีรษะร้ายแรง) มากขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับตามัว มอง เห็นภาพซ้อน อาเจียน ควรรีบไปโรงพยาบาล อย่าปล่อยให้อาการเป็นมากขึ้น เพราะถ้าผู้ป่วยซึม หรือ หมดสติ แขนขาอ่อนแรง แสดงว่าอาการเป็นมาก การรักษาอาจไม่ทันท่วงที อาจไม่หายขาด และอาจเสียชีวิตได้

ถ้ารอดชีวิตจากสมองบวม ผู้ป่วยควรดูแลตนเองอย่างไร?
กรณีผู้ป่วยรอดชีวิตและมีความพิการ สิ่งที่ควรทำ คือการพยายามฝึกร่างกายให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนเดิม (แพทย์ พยาบาล ผู้ดูแลผู้ป่วย จะเป็นผู้แนะนำวิธีการเพื่อให้เหมาะ สมกับผู้ป่วย) เพื่อเป็นการพัฒนาสมอง คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่าเป็นโรคสมอง ห้ามใช้สมอง แต่ในความเป็นจริง ยิ่งเราใช้งานสมองมาก ยิ่งดี


และเมื่อเราหายจากโรคสมองบวมแล้ว  ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยนะคะ  โดยเฉพาะพฤติกรรมการทานอาหาร  นุชเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่เกือบทั้งหมด  และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาด้านจิตใจ  ให้มีทัศนคติเป็นบวก มองโลกในมุมใหม่  ปล่อยวางให้เป็น เย็นให้ได้  ดังที่หลายๆ กูรูจะพูดเสมอว่า "เปลี่ยนความคิด  ชีวิตเปลี่ยน"

*****  สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามชีวิตและวิธีการปฏิวัติแนวคิด พิชิตโรค  กับนุชได้ที่เฟชบุ๊ค "ณัฐธยาน์  รุ่งเรืองกิตติ์เดชา" ค่ะ  แล้วพบกันกระทู้ต่อไปนะคะ  สำหรับวันนี้ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงในทุกๆ มิติ นะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่