
จริงๆแล้วเป็นการตั้งกระทู้มาเพื่อการสนทนา เพื่อเตือน และปรึกษากันครับ กรณีที่เราเป็นบัตรเครดิตมากๆจนชักหน้าไม่ถึงหลัง
การตั้งสติคงเป็นวิธีที่ต้องทำก่อน ลดความกังวลด้วยส่วนนึง แต่คงยากเพราะไม่เกิดกับตัวเองคงไม่รู้
เล่าเรื่องลูกน้องในที่ทำงาน คือตอนนี้โดนกันเยอะมากเรื่อง หมายศาล แต่ที่หนักมากคือ เรื่องที่กรมบังคับคดีส่งเรื่องมาถึงนายจ้างเพื่อทำการหักเงินเดือนเป็นรายเดือนทุกเดือนแบบเท่าๆกัน
จะขอเล่าขั้นตอนลำดับเมื่อเราเกิดปัญหาการไม่มีกำลังจ่ายนะครับ เริ่มต้นจากการ
1มีหนี้จากสถาบันการเงินต่าง ไม่ว่าจะเป็นบัตรกดเงินสดหรือบัตรเครติต
2ต่อมาเป็นเรื่องการนำไปใช้ แล้วไม่สามารถ ผ่อนได้ตามที่กำหนดไว้
3ทางสถาบันการเงินก็จะส่งเรื่องมาทวงถาม เป็นเอกสารการทวงหนี้กรณีเราไม่จ่ายหรือช้า
4ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของ หมายศาล ในกรณีที่เราไมามีกำลังส่งหนี้ได้
5ศาลนัดไกล่เกลี่ย ตกลงว่าต้องจ่าย ตามเงื่อนไขต่างๆ
6ถ้ายังไม่สามารถใช้หนีได้อีก ศาลก็จะส่งเรื่องให้ กรมบีงคับคดี
7กรมบังคับคดีก็จะส่งเรื่องมาที่บริษัทต้นสังกัด เพื่อแจ้งว่าให้นายจ้างจัดการหักเงินเพื่อใช่หนี้
8บริษัทต้องปฏิบัตตามคำสั่งศาล ไม่งั้น ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฏหมา กรมบังคับคดีจะทำหน้าที่จัดการส่งมาที่บริษัท
9จากนั้นเงินเดือนเราจะถูกหักจ่าง 30-40% (ไม่เกิน30%ของเงินเดือน) ตามที่ศาลได้แจ้งมา หรือสามารถทำการลดหย่อนได้ให้เหลือครึ่งหนึ่ง
ส่วนคนที่คิดว่าจะเบี้ยวไม่ยอมจ่าย ผมแนะนำว่า พยายาม หาเงินมาใช้หนี้ ดีกว่าครับ เพราะส่วนมากเราจะคิดว่า เดี๋ยวก็หมดอายุความจริงๆแล้ว ธนาคารไม่ยอมง่ายๆหรอกครับ ยังไงสุดท้ายก็ต้องจ่าย คงยากที่จะไม่ติดต่อกับใคร หรือยุ่งเกี่ยวกับ FINANCE เลย ส่วนอายุความตัวผมก็ยังไม่แน่ในยาวถึง10ปีหรือเปล่า อนาตคเราที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว สำคัญกว่ามาก
ตอนนี้ทีมงานของผมที่เป็นลูกน้องก็โดนกันหลายคน ทั้งหมายศาลทั้งการหักเงินเดือนจากกรมบังคับคดี
มีเอกสารยิงตรงไปยังเจ้าของบริษัท และถูกจัดการต่อโดย ฝ่ายบุคคล บางคนทั้งภาระพ่อ แม่ ลูกที่ต้องเลี้ยง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายก็น่าเห็นใจครับ
ทำได้ตอนนี้ก็พยายามประคองไว้ให้กำลังใจ ลดความฟุ่มเฟือกทั้งหมด แต่การหนีก็ไม่นำะนำครับ ส่วที่พอช่วยได้คือการจัดการเรื่องเงิน เรืองการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ การทำโอทีบ้างเพื่อเพิ่มรายได้ และที่สำคัญคือลดความอยาก ความฟุ่มเฟือยลงครับ
จริงประสบการณ์เรื่องพวกนี้ผมก็มีมาเยอะพอสมควรพอที่จะเข้าใจความรู้สึกได้ครับ
สำหรับคนที่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิต ก็พยายามศึกษาจากผู้มีประสบการณ์ครับ จริงๆบางคนใช้ก็เกิดประโยชน์นะครับ ไม่ใช่มีแต่โทษ
ก็ให้กำลังใจคนที่กำลังสู้ต่อไปทุกคนครับ ท่านใดอยากแนะนำอะไร หรือประสบการณ์ การเป็นหนี้หนักๆแบ่งปันกันได้ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ
ทุกวันนี้ใครเป็นหนี้บัตรเครดิตบัตรกดเงินสด เบี้ยวจ่ายโดนบังคบคดีตามยึดเงินเดือน กันทั่วหน้าเลย
การตั้งสติคงเป็นวิธีที่ต้องทำก่อน ลดความกังวลด้วยส่วนนึง แต่คงยากเพราะไม่เกิดกับตัวเองคงไม่รู้
เล่าเรื่องลูกน้องในที่ทำงาน คือตอนนี้โดนกันเยอะมากเรื่อง หมายศาล แต่ที่หนักมากคือ เรื่องที่กรมบังคับคดีส่งเรื่องมาถึงนายจ้างเพื่อทำการหักเงินเดือนเป็นรายเดือนทุกเดือนแบบเท่าๆกัน
จะขอเล่าขั้นตอนลำดับเมื่อเราเกิดปัญหาการไม่มีกำลังจ่ายนะครับ เริ่มต้นจากการ
1มีหนี้จากสถาบันการเงินต่าง ไม่ว่าจะเป็นบัตรกดเงินสดหรือบัตรเครติต
2ต่อมาเป็นเรื่องการนำไปใช้ แล้วไม่สามารถ ผ่อนได้ตามที่กำหนดไว้
3ทางสถาบันการเงินก็จะส่งเรื่องมาทวงถาม เป็นเอกสารการทวงหนี้กรณีเราไม่จ่ายหรือช้า
4ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของ หมายศาล ในกรณีที่เราไมามีกำลังส่งหนี้ได้
5ศาลนัดไกล่เกลี่ย ตกลงว่าต้องจ่าย ตามเงื่อนไขต่างๆ
6ถ้ายังไม่สามารถใช้หนีได้อีก ศาลก็จะส่งเรื่องให้ กรมบีงคับคดี
7กรมบังคับคดีก็จะส่งเรื่องมาที่บริษัทต้นสังกัด เพื่อแจ้งว่าให้นายจ้างจัดการหักเงินเพื่อใช่หนี้
8บริษัทต้องปฏิบัตตามคำสั่งศาล ไม่งั้น ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฏหมา กรมบังคับคดีจะทำหน้าที่จัดการส่งมาที่บริษัท
9จากนั้นเงินเดือนเราจะถูกหักจ่าง 30-40% (ไม่เกิน30%ของเงินเดือน) ตามที่ศาลได้แจ้งมา หรือสามารถทำการลดหย่อนได้ให้เหลือครึ่งหนึ่ง
ส่วนคนที่คิดว่าจะเบี้ยวไม่ยอมจ่าย ผมแนะนำว่า พยายาม หาเงินมาใช้หนี้ ดีกว่าครับ เพราะส่วนมากเราจะคิดว่า เดี๋ยวก็หมดอายุความจริงๆแล้ว ธนาคารไม่ยอมง่ายๆหรอกครับ ยังไงสุดท้ายก็ต้องจ่าย คงยากที่จะไม่ติดต่อกับใคร หรือยุ่งเกี่ยวกับ FINANCE เลย ส่วนอายุความตัวผมก็ยังไม่แน่ในยาวถึง10ปีหรือเปล่า อนาตคเราที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว สำคัญกว่ามาก
ตอนนี้ทีมงานของผมที่เป็นลูกน้องก็โดนกันหลายคน ทั้งหมายศาลทั้งการหักเงินเดือนจากกรมบังคับคดี
มีเอกสารยิงตรงไปยังเจ้าของบริษัท และถูกจัดการต่อโดย ฝ่ายบุคคล บางคนทั้งภาระพ่อ แม่ ลูกที่ต้องเลี้ยง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายก็น่าเห็นใจครับ
ทำได้ตอนนี้ก็พยายามประคองไว้ให้กำลังใจ ลดความฟุ่มเฟือกทั้งหมด แต่การหนีก็ไม่นำะนำครับ ส่วที่พอช่วยได้คือการจัดการเรื่องเงิน เรืองการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ การทำโอทีบ้างเพื่อเพิ่มรายได้ และที่สำคัญคือลดความอยาก ความฟุ่มเฟือยลงครับ
จริงประสบการณ์เรื่องพวกนี้ผมก็มีมาเยอะพอสมควรพอที่จะเข้าใจความรู้สึกได้ครับ
สำหรับคนที่อยากเป็นหนี้บัตรเครดิต ก็พยายามศึกษาจากผู้มีประสบการณ์ครับ จริงๆบางคนใช้ก็เกิดประโยชน์นะครับ ไม่ใช่มีแต่โทษ
ก็ให้กำลังใจคนที่กำลังสู้ต่อไปทุกคนครับ ท่านใดอยากแนะนำอะไร หรือประสบการณ์ การเป็นหนี้หนักๆแบ่งปันกันได้ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ