สวัสดีครับ
ผมจบม.6เมื่อปีที่แล้วครับ แล้วตัดสินใจซิ่วแบบอ่านหนังสืออยู่บ้าน เพื่อจะเอาคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามความต้องการของครอบครัวและของตัวเองนิดหน่อย หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือ และสอบใหม่ จากเด็ก59กลายเป็นเด็ก60 แล้วตอนนี้คะแนนก็ออกมาแล้วครับ คะแนนผมไม่ดีครับ และคาดว่าคงไม่ติดคณะที่กล่าวไปข้างต้นนั้นแล้ว หลังจากที่รู้คะแนน ผมเริ่มเครียดและเริ่มวางแผนอนาคตตัวเองใหม่ ผมมีโอกาสได้ฟังวิธีการค้นหาตัวเองแบบนึงจาก
พี่โหน่ง a day ครับ คือการเขียนสิ่งที่ตัวเองชอบ และไม่ชอบแยกออกจากกัน แล้วผมก็ทำตามครับ สิ่งที่ผมสรุปได้มี2อย่างในฝั่งสิ่งที่ชอบครับ โดยตัดเอาสายวิทย์สุขภาพออกไป คือ
1. นิเทศศาสตร์
2. อาหาร
1.นิเทศศาสตร์ : ผมเป็นคนชอบดูหนังมากๆครับ เคยทำหนังสั้น เขียนบทเองแล้วก็กำกับเองด้วยครับ แล้วส่งเข้าประกวด ไม่ได้รางวัลอะไรครับ แต่ได้รับพิจารณาให้ไปเปิดในแกลอรี่เล็กๆแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นงานนิทรรศการศิลปะงานหนึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ม.5ครับ แค่นี้ผมก็ภูมิใจมากแล้วครับ ฮ่าๆ แล้วผมก็เป็นคนมีทักษะการพูดที่ดี ฝึกพูดจริงจังตั้งแต่อยู่ป.3 แล้วก็ได้เป็นพิธีกรมามากพอสมควรครับ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานแบบนี้ แล้วผมก็เริ่มมองหาโอกาสที่จะได้เข้าเรียนคณะสายนี้ บอกก่อนนะครับผมไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรเลย เรียนปานกลาง-แย่มาตลอด จะเก่งก็แค่บางวิชา ดังนั้นคะแนนสอบพวกGat/Pat ผมเลยทำได้แค่ระดับปานกลาง ไม่สูงพอที่จะสามารถเลือกคณะพวกนี้ได้ในรอบแอดมิสชั่น ผมเครียดมากครับ ไม่รู้จะไปต่ออะไรยังไงดี รู้สึกตัวเองทำอะไรได้ไม่ดีพอซักอย่างเลย ไม่สุดซักอย่าง ผมเลยเริ่มถอดใจกับคณะสายนี้ครับ แต่ก็แอบมีความหวังว่าในอนาคตจะได้สานต่อแล้วมีโอกาสได้ทำงานสายนี้บ้าง อาจจะเริ่มจากแคสงาน หรืออะไรทำนองนี้ครับ
หลังจากนั้นผมก็มองมาที่อย่างที่ 2 ที่ผมสรุปไว้คือ อาหาร
2.อาหาร : ที่บ้านผมเปิดร้านอาหารครับ แม่ผมเป็นคนเรียนไม่สูงแต่มีหัวด้านอาหารมากๆ ซึ่งปกติผมกับพี่ชายก็มีหน้าที่ช่วยงานร้านอาหารของครอบครัวเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่หลังจากพี่ผมไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เหลือผมคนเดียวที่ช่วยแม่ แล้วยิ่งเป็นช่วงที่ผมซิ่วอยู่บ้านแล้วด้วย ผมยิ่งเริ่มใกล้ชิดกับอาหารที่แม่ทำมากขึ้นทุกวันจน ณ ตอนนี้ผมสามารถทำอาหารแทบทุกอย่างภายในร้านแทนแม่ได้แล้วครับ เวลาแม่ไม่อยู่ร้าน แม่ก็ไว้ใจให้ผมลงมือทำอาหารได้เองเลย ซึ่งส่วนตัวแล้วผมก็รู้สึกชอบนะครับ แล้วพอผมหมดหวังกับนิเทศฯแล้วผมเลยหันมามองด้านนี้ดูบ้าง แล้วคิดว่า พี่ชายผมคงไม่มีทางมาทำงานอะไรแบบนี้แน่นอน แล้วผมรู้สึกเสียดายวิชาที่แม่ผมมีมากๆ ผมไม่อยากให้มันหายไปพร้อมกับแม่ผมโดยไม่มีใครสานต่อ แล้วจริงๆแม่ผมก็แอบหวังให้ใครซักคนสานต่อวิชาอาหารที่แม่มี นางเคยพูดๆไว้ว่า "ไม่อยากเรียนอาหารหรอ แม่ส่งเรียนได้นะ ถ้าอยากเรียนจริงๆ แกก็มีทักษะจากแม่ไปเป็นต้นทุนเยอะอยู่แล้วด้วย"
ผมนึกเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกอยากทำขึ้นมา ผมเลยมาคิดๆว่า หรือเราจะเรียนด้านอาหารดี วันนี้ผมลองไปหาดู เท่าที่เห็นก็มีวิทยาลัยดุสิตที่ดังๆ แต่ค่าเรียนแพงมากจริงๆ ผมเลยลองวางแผนให้ตัวเองครับว่า ผมจะขอเรียนวิชาที่แม่ผมมีทั้งหมดเลย ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงอาหาร สูตรต่างๆจากแม่ผมอีก 1 ปีเต็มๆหลังจากนี้ เก็บเกี่ยวทุกอย่างที่แม่มี แล้วก็ทำงานช่วยที่ร้านอาหารโดยของเงินเดือนจากแม่ แล้วก็เก็บตังไว้ แล้วหลังจากนั้น ก็จะขอไปเรียนหลักสูตรจริงๆจังๆที่โรงเรียนอาหารที่ไหนซักแห่ง(ผมยังไม่รู้ว่าที่ไหนดีอะไรยังไงครับ) โดยใช้เงินที่เก็บจากเงินเดือนที่ได้จากแม่ส่วนนึง แล้วก็ขอแม่เพิ่มในส่วนที่ยังขาดอยู่ ผมอยากสานต่อร้านอาหารที่แม่สร้างไว้ครับ อยากทำให้ดีกว่าเดิม
อยากขอคำแนะนำเรื่องการวางแผนของผมครับ ผมคิดถูกแล้วรึเปล่าครับ
ถ้าในอนาคตผมจะต้องสร้างร้านให้ดีกว่าเดิม ผมควรเรียนพวกบริหารเสริมด้วยมั้ยครับ
สิ่งที่ผมวางแผนไว้ หลังจากผ่านเส้นทางการเป็นเด็กซิ่วที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
ผมจบม.6เมื่อปีที่แล้วครับ แล้วตัดสินใจซิ่วแบบอ่านหนังสืออยู่บ้าน เพื่อจะเอาคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามความต้องการของครอบครัวและของตัวเองนิดหน่อย หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือ และสอบใหม่ จากเด็ก59กลายเป็นเด็ก60 แล้วตอนนี้คะแนนก็ออกมาแล้วครับ คะแนนผมไม่ดีครับ และคาดว่าคงไม่ติดคณะที่กล่าวไปข้างต้นนั้นแล้ว หลังจากที่รู้คะแนน ผมเริ่มเครียดและเริ่มวางแผนอนาคตตัวเองใหม่ ผมมีโอกาสได้ฟังวิธีการค้นหาตัวเองแบบนึงจาก
พี่โหน่ง a day ครับ คือการเขียนสิ่งที่ตัวเองชอบ และไม่ชอบแยกออกจากกัน แล้วผมก็ทำตามครับ สิ่งที่ผมสรุปได้มี2อย่างในฝั่งสิ่งที่ชอบครับ โดยตัดเอาสายวิทย์สุขภาพออกไป คือ
1. นิเทศศาสตร์
2. อาหาร
1.นิเทศศาสตร์ : ผมเป็นคนชอบดูหนังมากๆครับ เคยทำหนังสั้น เขียนบทเองแล้วก็กำกับเองด้วยครับ แล้วส่งเข้าประกวด ไม่ได้รางวัลอะไรครับ แต่ได้รับพิจารณาให้ไปเปิดในแกลอรี่เล็กๆแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นงานนิทรรศการศิลปะงานหนึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ม.5ครับ แค่นี้ผมก็ภูมิใจมากแล้วครับ ฮ่าๆ แล้วผมก็เป็นคนมีทักษะการพูดที่ดี ฝึกพูดจริงจังตั้งแต่อยู่ป.3 แล้วก็ได้เป็นพิธีกรมามากพอสมควรครับ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานแบบนี้ แล้วผมก็เริ่มมองหาโอกาสที่จะได้เข้าเรียนคณะสายนี้ บอกก่อนนะครับผมไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรเลย เรียนปานกลาง-แย่มาตลอด จะเก่งก็แค่บางวิชา ดังนั้นคะแนนสอบพวกGat/Pat ผมเลยทำได้แค่ระดับปานกลาง ไม่สูงพอที่จะสามารถเลือกคณะพวกนี้ได้ในรอบแอดมิสชั่น ผมเครียดมากครับ ไม่รู้จะไปต่ออะไรยังไงดี รู้สึกตัวเองทำอะไรได้ไม่ดีพอซักอย่างเลย ไม่สุดซักอย่าง ผมเลยเริ่มถอดใจกับคณะสายนี้ครับ แต่ก็แอบมีความหวังว่าในอนาคตจะได้สานต่อแล้วมีโอกาสได้ทำงานสายนี้บ้าง อาจจะเริ่มจากแคสงาน หรืออะไรทำนองนี้ครับ
หลังจากนั้นผมก็มองมาที่อย่างที่ 2 ที่ผมสรุปไว้คือ อาหาร
2.อาหาร : ที่บ้านผมเปิดร้านอาหารครับ แม่ผมเป็นคนเรียนไม่สูงแต่มีหัวด้านอาหารมากๆ ซึ่งปกติผมกับพี่ชายก็มีหน้าที่ช่วยงานร้านอาหารของครอบครัวเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่หลังจากพี่ผมไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เหลือผมคนเดียวที่ช่วยแม่ แล้วยิ่งเป็นช่วงที่ผมซิ่วอยู่บ้านแล้วด้วย ผมยิ่งเริ่มใกล้ชิดกับอาหารที่แม่ทำมากขึ้นทุกวันจน ณ ตอนนี้ผมสามารถทำอาหารแทบทุกอย่างภายในร้านแทนแม่ได้แล้วครับ เวลาแม่ไม่อยู่ร้าน แม่ก็ไว้ใจให้ผมลงมือทำอาหารได้เองเลย ซึ่งส่วนตัวแล้วผมก็รู้สึกชอบนะครับ แล้วพอผมหมดหวังกับนิเทศฯแล้วผมเลยหันมามองด้านนี้ดูบ้าง แล้วคิดว่า พี่ชายผมคงไม่มีทางมาทำงานอะไรแบบนี้แน่นอน แล้วผมรู้สึกเสียดายวิชาที่แม่ผมมีมากๆ ผมไม่อยากให้มันหายไปพร้อมกับแม่ผมโดยไม่มีใครสานต่อ แล้วจริงๆแม่ผมก็แอบหวังให้ใครซักคนสานต่อวิชาอาหารที่แม่มี นางเคยพูดๆไว้ว่า "ไม่อยากเรียนอาหารหรอ แม่ส่งเรียนได้นะ ถ้าอยากเรียนจริงๆ แกก็มีทักษะจากแม่ไปเป็นต้นทุนเยอะอยู่แล้วด้วย"
ผมนึกเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกอยากทำขึ้นมา ผมเลยมาคิดๆว่า หรือเราจะเรียนด้านอาหารดี วันนี้ผมลองไปหาดู เท่าที่เห็นก็มีวิทยาลัยดุสิตที่ดังๆ แต่ค่าเรียนแพงมากจริงๆ ผมเลยลองวางแผนให้ตัวเองครับว่า ผมจะขอเรียนวิชาที่แม่ผมมีทั้งหมดเลย ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงอาหาร สูตรต่างๆจากแม่ผมอีก 1 ปีเต็มๆหลังจากนี้ เก็บเกี่ยวทุกอย่างที่แม่มี แล้วก็ทำงานช่วยที่ร้านอาหารโดยของเงินเดือนจากแม่ แล้วก็เก็บตังไว้ แล้วหลังจากนั้น ก็จะขอไปเรียนหลักสูตรจริงๆจังๆที่โรงเรียนอาหารที่ไหนซักแห่ง(ผมยังไม่รู้ว่าที่ไหนดีอะไรยังไงครับ) โดยใช้เงินที่เก็บจากเงินเดือนที่ได้จากแม่ส่วนนึง แล้วก็ขอแม่เพิ่มในส่วนที่ยังขาดอยู่ ผมอยากสานต่อร้านอาหารที่แม่สร้างไว้ครับ อยากทำให้ดีกว่าเดิม
อยากขอคำแนะนำเรื่องการวางแผนของผมครับ ผมคิดถูกแล้วรึเปล่าครับ
ถ้าในอนาคตผมจะต้องสร้างร้านให้ดีกว่าเดิม ผมควรเรียนพวกบริหารเสริมด้วยมั้ยครับ