รถบ้านเทียม (ไม่แท้มีแต่หลอกเอาเงิน) ผู้ขายโกหก อ้างว่าเป็นพ่อเจ้าของรถ เอาเรื่องยังไงดี

อธิบายประเด็นก่อนนะคะ สำหรับอุทธาหรณ์เรื่องนี้ คือ การรู้ให้ทันคือผู้ขายรถที่ไม่โปร่งใส แอบอ้างว่าตนเองเป็นพ่อของเจ้าของรถขายเอง คือพยายามสร้างเรื่องให้เห็นว่ารถคันนี้เป็นรถบ้าน (จริงๆ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจตามหารถบ้าน แต่ถ้าได้รถบ้านจริง ก็ดีใช่มั้ยคะ)  แต่จริงๆแล้วรถที่ขายไม่ใช่ของเค้าเอง

ผู้ขายสร้างเรื่องสุดเนียน หลอกผู้ซื้อ ว่าตนเป็นพ่อของเจ้าของรถ  ทำให้ผู้ซื้ออย่างเรายอมตกลงวางเงินมัดจำซื้อขายรถที่นึกว่าพ่อของเจ้าของขายเองไปโดยง่ายดาย หวังว่าข้อมูลบางส่วนตรงนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังคิดจะซื้อรถมือสอง รู้เท่าทันรถที่อ้างว่าเป็นรถบ้านค่ะ

ประสบการณ์ครั้งนี้ เริ่มต้นจากเราเห็นประกาศขายรถบ้าน Freed ฟรีดสีขาวโฉมปี 2013 (จด12) รถเกือบห้าปี แต่เลขไมล์น้อยมาก ไม่เกินสามหมื่น มีลงประกาศทั้งในเว็บประกาศขายรถชื่อดัง และ ในกรุ๊ปซื้อขายรถ

โดยประกาศที่เราดูนี้ จริงๆก็ประกาศขายมาหลายเดือนแล้ว(ครั้งแรกที่เห็นคือที่ลงขายเมื่อ กันยา 2016) ตอนนี้ มกรา 2017 ทำไมยังขายไม่ได้ เราก็เอะใจอยู่นิดหน่อย แต่ก็เดาๆไปเองว่า อ้อ สงสัยตั้งราคาสูงลิ่วเกินไป เลยยังไม่มีใครตกลงซื้อมั้ง

แต่ด้วยข้อความที่ลงขาย ช่างเชิญชวนให้สนใจ ดูเหมือนจะเป็นรถบ้านเจ้าของขายเอง โดยจะเขียนไว้ว่า เจ้าของขายเอง ขายรถเพราะแต่งงานไปต่างประเทศ และเลขไมล์น้อยมาก ยางยังใหม่ ทำให้หลายๆคนคิดว่า รถคันนี้ สวยจริงๆ (และตอนแรกเราก็เชื่อแบบนั้น)

พอได้จังหวะ มีไปทำธุระแถวนั้น (ปริมณฑล ไกลจากบ้านเรามาก แต่ก็ดั้นด้นไปต่อ) เลยติดต่อไป
เมื่อโทรไปหาก็มีเสียงผู้ชายมีอายุ(ต่อไปจะเรียกคุณลุง) รับสาย และแจ้งว่า รถยังอยู่ เป็นรถบ้านของลูกสาว จอดอยู่ที่บ้าน มาดูได้เลย (โอ้ว นาทีนั้น เราคิดว่า จอดในบ้านเลย เชื่อถือได้แหละ) บ้านคนขายก็อยู่ในหมู่บ้านดูดี บ้านสวย เลยทำให้สถานการณ์ที่เราจะดูรถ มันแลดูซอฟท์ชิลๆ ชวนซื้อ

ไปถึงลุงก็แจ้งว่า เป็นรถลูกสาว เหตุผลที่ขาย เพราะลูกสาวไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ไม่ค่อยได้ใช้รถ กลับมาก็ค่อยมาวิ่งที ซึ่งมันนิดเดียว เก็บไว้ไม่คุ้ม แล้วจากนั้นก็มีคุยสัพเพเหระ แกก็เล่าว่าลูกสาวเป็นหมอไปทำงานที่อังกฤษ ได้เงินเดือนสามแสน.. เราก็อ้อๆ คนที่ลงโพสต์ขายหรอ ที่บอกว่าแต่งงานไปต่างประเทศ คุณลุงก็ว่าใช่ๆ แล้วก็เล่าว่าเมื่อก่อน ทะเบียนอยู่ต่างจังหวัดนะ แล้วย้ายมากรุงเทพ เราก็อืมๆ ไม่ได้มีอะไร คือลุงเค้าจะเล่าเรื่องนั่นนี่ให้เราเชื่อว่า เค้ามีลูกสาวคนนี้ที่เป็นเจ้าของรถจริงๆ ไปอยู่ต่างประเทศถาวร แล้วติดต่อได้ยาก (เพื่อตัดช่อง ไม่ให้เราคิดจะติดต่อ)
พอเราเล่าว่า เราจะซื้อรถคันนี้ ไว้รับส่งป๊าไปหาหมอที่โรงบาล เพราะป๊าอ่อนแรงครึ่งตัว เดินไม่ได้ ขึ้นฟรีดจะง่ายกว่า
ลุงเค้าก็จะรีบ ดันเหตุผลนี้ต่อเลยว่า เนี่ย ลูกสาวตอนนั้นเค้าซื้อ ก็เพราะเค้ามาใช้รับส่งตัวลุงเค้าเองด้วยเหมือนกัน (ตอนนั้นก้ยังสงสัย ลุงอยู่กรุงเทพปริมณฑล แล้วลูกสาวทำงานอยู่ต่างจังหวัด แล้ววิ่งจากต่างจังหวัดที่วิ่งทีหลายร้อยโลมารับเป็นประจำเลยหรอ แล้วทำไมเลขไมล์แค่นี้??)

ส่วนสภาพรถก็ปานกลาง มีริ้วรอยหลายจุด ไม่ได้สวยเนี๊ยบ แต่เราพอรับได้เพราะเข้าใจว่าเป็นมือสอง จุดขายคือ เลขไมล์ที่น้อยจริงเพียง 26xxx แค่นี้ก็ทำให้เรารู้สึกอยากได้แล้ว เลขน้อย อืมๆ น่าสน แต่ติดว่าราคาสูงกว่าคันอื่น แต่ตอนนั้นหลงเชื่อไปแล้วว่า ลุงคนนี้ คือพ่อเจ้าของรถ เลยคิดว่าเจ้าของขายเอง คงรักษาดี  ประเด็นนี้ล่ะ เป็นประเด็นที่เราโดนหลอก และทำให้ตัดสินใจซื้อโดยง่าย เพราะไปเชื่อว่าเป็นของเจ้าของขายเอง เค้ารู้ประวัติรถเค้าดี

จากนั้นลุงก็เล่นเทคนิคการขาย บีบเราว่า กำลังมีคนกำเงินมาจองรถเหมือนกัน ถ้าจะเอารีบตัดสินใจนะ จะได้โทรบอกเค้าว่าไม่ต้องมา (ซึ่งเอาจริงๆ คนที่เค้าโทรคุย ใช่คนที่จะมาจองจริงหรือไม่ ก็ไม่รู้)  และด้วยความที่เราเองก็ตามหารถมานานละ ไม่อยากเสียเวลาเพิ่มไปอีก แล้วเห็นว่ารถวิ่งน้อยเลขไมล์น้อย เจ้าของขายเอง โอเคน่า ไม่จองเดี๋ยวคนอื่นจองไป (แต่ก็ยังคิดในใจ มันขายไม่ได้มาตั้งหลายเดือน อยู่ดีดีจะขายได้ ก็มีคนจะมาจองวันเดียวกันชนกันเชียวนะ) ตรงนี้ล่ะที่เราตัดสินใจพลาด ไม่มาค้นหาประวัติผู้ขายให้ชัดเจนก่อน

จากนั้นก็ทำเรื่องโอนเงินออนไลน์ให้ลุงเค้า มัดจำไปหมึ่นนึง และมีหนังสือส้ญญาจะซื้อจะขาย ให้มาเรียบร้อย (แต่ชื่อผู้ขาย คือ ชื่อลุง ที่อ้างว่าเป็นพ่อของเจ้าของรถ) ตอนนั้นเราเลยถามว่า แล้วจะโอนยังไง รถเป็นชื่อลูกสาวนี่นา  ลุงก็ตอบว่า อ้อ ไม่มีปัญหา มีใบมอบฉันทะ โอนได้ ถ้าโอนไม่ได้ ไม่ต้องจ่ายที่เหลือ เราไปโอนรถกันได้ก่อน แล้วค่อยจ่ายตังที่เหลือมา  ตอนนั้นเราก็โอเค เชื่อใจเค้าไป โดยให้ลงทิ้งท้ายในเอกสารว่า ข้อมูลประวัติรถจะต้องถูกต้อง เลขไมล์ตรง กับที่เข้าศูนย์บริการ หากไม่ตรง ต้องคืนมัดจำ แล้วในวันถัดมา เราก็ไปเช๊กที่ศูนย์บริการ ก็โอเค ประวัติเข้าศูนย์ถูกต้อง แต่ว่า เข้าศูนย์หลังสุด ที่เลข 24xxx โล นานมาแล้ว ตั้งแต่ ปี 2015 (ก็คือหายไปเป็นปีแล้ว) ในใจเราก็กังวลอยู่นะ เอ ผ่านมาปีกว่าๆ เค้าวิ่งแค่สองพันโลเองหรอ แล้วมีประวัติทำสีที่กันชนหน้าด้วย ตอนช่วงต้น-กลางปี 2016 ที่เลขไมล์ประมาณ 26xxx แล้ว และที่มาดูตอนนี้ มกรา 2017 ก็แทบไม่ได้วิ่งเลย ก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกันเพราะเจ้าของ ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ใช้งาน แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้ติดใจอะไร

มีอีกเรื่องค่ะ คือ รถคันนี้ ลงประกาศซ้ำในหลายประกาศขายรถ แต่จะมีอยู่อันหนึ่ง ที่บอกโฆษณา ว่า มีแถมล้อใหม่อีก ชุด เท่ากับว่าเราจะได้ล้อไปสองชุดเลย ตอนแรกก็อ่านแล้วขำๆ จะเอาไปทำไม เลยไม่ได้สนใจถามถึงล้อที่จะแถมจากคุณลุง แต่มานึกได้ในวันถัดๆมา เลยโทรถาม ปรากฏว่า คุณลุงบอกว่า เข้าใจผิดแล้ว ไม่มี จะเอาไปทำไม รถคันนึงมีล้อครบกับยางอะไหล่ ก็สมบูรณ์แล้ว คุณจะเอาสำรองไปทำไม พูดเหมือนเราขออะไรโง่ๆ เราก็บอกอืมๆ ก็เห็นลุงเขียนว่าแถม ก็ถามไว้ ถ้ามีสำรองก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้ซีเรียสอะไร (จากนั้น โพสประกาศที่มีแถมล้อ ก็หายสาบสูญไปจากเว็บนั้น แต่โพสประกาศอื่นๆ ยังอยู่ ทั้งที่เราจองแล้ว)

ถัดมา ถึงช่วงวันใกล้โอน บังเอิญอะไรดลใจ ไปเห็นโพสนึงในเฟส เมื่อ พ.ค. 2016 ประกาศขายฟรีดคันนี้ เราเลยตกใจ เฮ้ย ประกาศขายมาตั้งแต่พ.ค.เลยหรอ แล้วแถมมีการยกเลิกจองด้วย ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น จังหวะนั้น เราเกิดความสงสัยในประเด็นต่างๆที่เคลือบแคลงมานาน มันประทังเข้ามาทำให้เราต้องสืบเสาะหาความจริง โดยได้โลกอินเตอร์เน๊ตนี่ล่ะ เป็นที่พึ่ง
จากนั้น เราจึงได้พบความจริง ดังนี้
1. เจ้าของรถ แต่งงานกับคนต่างชาติจริง และได้เปลี่ยนนามสกุลเป็นแบบฝรั่งเรียบร้อย (คนขายเลยยกเรื่องนี้ ไปแต่งเรื่องว่า แต่งงานไปอยู่ต่างประเทศแล้ว เพื่อไม่ให้เราคิดติดต่อ)
2. เจ้าของรถตัวจริง (ตามเล่มทะเบียน และ บุ๊กเซอร์วิส) มีตัวตนอยู่ในประเทศไทย ประกอบกิจการใหญ่โต อยู่ที่ต่างจังหวัด ที่เคยซื้อรถคันนี้แต่เริ่มแรกจริง และ ณ ปัจจุบัน ก็ยังคงอยู่ในประเทศไทยอยู่ (คาดว่าเจ้าของขายรถให้เต๊นท์ไปแล้ว ไม่ได้รับทราบเรื่องตรงนี้ค่ะ)
3. พอถามคุณลุงว่า เจ้าของรถ ยังอยู่ในไทยมั้ย ลุงยังคงยืนยันว่า เจ้าของรถอยู่ต่างประเทศ
4. ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ลุงคนขาย เป็น บิดา ของ เจ้าของรถตัวจริง ตามเล่มทะเบียน (ซึ่งเราขอข้อมูลจากลุง ในส่วนหลักฐานยืนยัน อย่างสำเนาทะเบียนบ้านของลูกสาว จะมีเขียนว่าบิดาชื่ออะไร เพื่อแสดงว่าลุงเป็นพ่อ ของเจ้าของรถ แต่ลุงตอบแต่ว่าไม่จำเป็น โอนรถได้เป็นพอ สรุปคือ ลุงไม่มีหลักฐานน่ะแหละ เพราะคงแอบอ้างมา)
5. ชุดโอน เป็นชุดโอนลอย ไม่มีการระบุว่า เจ้าของรถ มอบอำนาจให้ใครเป็นผู้ซื้อขายต่อ ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเป็นพ่อลูกกันจริง เจ้าของรถ ต้องเขียนระบุไว้เลย ว่าให้คุณพ่อเป็นผู้ทำการซื้อขายรถคันนี้ต่อได้ (ชุดโอน กว่าจะขอดูหลักฐานได้ เลือดตาแทบกระเด็น เพราะลุงจะพูดแต่ว่า ไม่จำเป็นๆ คุณจะดูทำไม เราก็แจ้งว่า เราเป็นผู้ซื้อ เราต้องมีหลักฐานสิคะ)
6. ลุงผู้ขาย มีกิจการ ขายรถยนต์ อยู่ด้วย .. อืม ข้อนี้ล่ะ จบปัง เป็นผู้ประกอบอาชีพซื้อขายรถยนต์นี่เอง
7. นอกจากรถฟรีดคันนี้ ยังมีรถคันอื่นๆ ที่ลงประกาศขายอีกด้วย (ซึ่งขอนี้เอง ที่ตอนแรก เราไม่ได้ระวัง ไม่ได้ค้นหาก่อน ว่าผู้ขาย มีรถขายหลายคัน ไม่ใช่รถบ้านแน่นอน)
ส่วนกลเม็ดวิธีในการสืบ ก็คือ google เรานี่ค่ะ ที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากการหลอกลวงครั้งนี้ได้ และเราก็ได้ capture ทุกข้อมูลไว้ เผื่อเค้าจะลบประกาศทิ้งไป

จากทั้งหมดที่สืบเจอมานี้ ลุงยังคง ยืนยันโกหกคำโต ว่า เจ้าของรถเป็นลูกสาว และ ไม่อยู่ไทย เมื่อเราแจ้งว่า เราทราบนะ ที่ลุงแจ้งมาเป็นเรื่องโกหก ลุงจะยืนยันว่า แล้วจะทำไม โอนได้เป็นพอ แต่ประเด็นตอนนี้สำหรับเรา ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าโอนได้หรือไม่ได้ละ แต่เป็นเรื่องราวที่ลุงคนขายไม่โปร่งใส สร้างเรื่องหลอกลวงอย่างแนบเนียน แล้วมีเจตนาอะไรแอบแฝงอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ทำไมต้องปกปิดว่าตัวเองเป็นพ่อค้ารถ แล้วสร้างเรื่องหลอกลวงเพื่อให้รถดูดีเป็นรถบ้านแท้ จนเราหลงซื้อ เพราะเชื่อว่าคนขายรู้ประวัติรถคันนี้จริง เป็นของลูกสาวเค้าเอง  .. แถมรถมันประกาศมานานมาก เกือบปี ได้แล้ว ทำไมยังขายไม่ได้ ทำให้เราตัดสินใจได้เลยว่า ไม่ซื้อ ขอคืนเงินมัดจำ เพราะคนขายมีเจตนาหลวงหลวงปกปิด แจ้งข้อมูลเท็จที่ทำให้เราถูกชวนเชื่อว่ารถใช้น้อยเพราะเจ้าของไม่อยู่ไทย

เมื่อเราขอคืนเงินมัดจำ 10,000 บาท กลับจากลุง ลุงจะพูดเสียงแข็งอยู่ประโยคเดียวว่า ไม่คืน ไม่คืน
เมื่อเราต่อรองว่า ลุงหลอกลวงกันขนาดนี้ ควรจะรับผิดชอบบ้าง ครึ่งนึงได้มั้ย ลุงก็ยังคงประโยคเดิมว่า ไม่คืน

เราจึงแจ้งว่า ถ้าไม่คืน เราจะส่งฟ้องตำรวจต่อไป เพราะคุณลุงเจตนาไม่ดี ไม่โปร่งใส แจ้งข้อมูลเท็จ แอบอ้างเป็นบิดาเจ้าของรถ หลวงหลวงให้ผู้อื่นมาซื้อสินค้า จากข้อความโฆษณาอันเป็นเท็จ ตรงนี้ลุงก็ท้ากลับว่าให้ไปฟ้องเลย เค้าไม่ได้ทำอะไรผิด เราก็โอเค ค่ะ ไม่เป็นไร เราจะไปลงบันทึก แล้วให้เป็นเรื่องของตำรวจต่อละกัน และเราก็จบไป เพราะไม่อยากเสียเวลา เสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้ และตั้งคติว่า เสียน้อยดีกว่าเสียมาก หากคนขายมีเจตนาไม่โปร่งใส หากเรารับรถไปด้วยความไม่สบายใจ มันจะติดเราไปตลอดการใช้รถนี้

บทเรียนที่ได้รับในครั้งนี้
1. สำหรับคนที่ต้องการซื้อรถบ้านโดยตรงจริงๆ นะคะ การจะทำสัญญาซื้อขาย ต้องทำกับเจ้าของโดยตรง ไม่ใช่คนที่รับมอบอำนาจมา (ไม่ควรหลงเชื่อใดใดทั้งสิ้นว่า เป็นพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาหรือสามีภรรยา จนกว่าจะมีเอกสารยืนยันความสัมพันธ์นั้นๆ)
2. รถบ้านสมัยนี้ กลายเป็นรถบ้านที่ขายผ่านคนกลางซะโดยมาก จริงๆแล้วจะรถบ้านหรือรถเต๊นท์ ก็เหมือนๆกัน ดูที่รถดีไม่ดีเป็นหลัก และ เจตนาของคนขายที่ต้องโปร่งใส เป็นเรื่องสำคัญ
3. เงินยังที่อยู่ในกระเป๋าเรา เราเป็นใหญ่ มีอำนาจในการตัดสินใจ อย่าด่วนตัดสินใจซื้อหรือวางเงินมัดจำ หากยังไม่เห็นเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะการมอบฉันทะ หรือเอกสารแสดงความสัมพันธ์ ของผู้ขาย(ที่อาจอ้างว่าตัวเองเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง บลาๆ) เมื่อใดที่เงินออกจากกระเป๋าเราแล้ว อำนาจต่อรองเราจะลดไปทันที
4. รถจอดในบ้าน ก็ใช่ว่าจะเป็นของเจ้าของขายเองโดยตรง เพราะบ้านนั้น อาจจะเป็นของพ่อค้าคนกลางก็เป็นได้
5. ส่วนมากรถบ้านที่เจ้าของขายเอง % น้อยมาก หากคุณไปดูรถเค้าที่บ้าน ให้สังเกตุไว้ก่อนเลย ว่า ที่บ้านนั้น มีรถจอดหลายคันมั้ย หากเป็นบ้านหลังใหญ่ แล้วรถเยอะ สันนิษฐานไว้ก่อนเลย ว่าพ่อค้ารถ ที่อยากมาแปลงรถคนอื่น ให้เป็นรถบ้านตัวเอง (อย่างบ้านคนขายนี้ มีรถจอดที่บ้านอยู่ 3 คันได้ ซึ่งเค้าเล่าว่าเค้ามีรถหลายคัน เลยจะขายไปบางคัน และมีจอดอยู่ริมกำแพงข้างบ้านอยู่อีกหลายคัน ซึ่งมาพบทีหลังว่าเป็นรถที่ลงประกาศขายอื่นๆอยู่ด้วย)
6. หาช่างที่ไว้ใจได้ ไปดูรถด้วยก็จะเป็นการดีมาก เพราะช่างเค้าจะมีประสบการณ์ และจะดูออกเลย ว่ารถบ้านแท้ หรือ ว่ารถผ่านคนกลาง

ทิ้งท้าย รถบ้านเจ้าของขายเอง เป็นคำที่ผู้ต้องการรถมือสองเฝ้าตามหา แต่ในโลกความเป็นจริง % ที่จะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง แทบเป็นไปไม่ได้เลย หวังว่าเรื่องเล่านี้ จะทำให้เพื่อนๆ ระวังและตรวจสอบให้ดีทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อตามสถานการณ์พาไป อย่าเร่งรีบ และต้องเห็นเอกสารทุกครั้งเท่านั้น
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่