ประสบการณ์วัยมหาลัย เรื่องจริงไม่แต่งเติม

กระทู้สนทนา
เรามีเรื่องจะมาเล่าให้ฟังค่ะ
เมื่อสองปีก่อน วันนั้นเป็นวันที่เราออกไปกินข้าวกับเพื่อน ขณะที่กำลังจะกลับ ก็มีผู้ชายคนนึง เขาเข้ามาถามเราว่า น้องเรียนที่...ใช่ไหมครับ เรากับเพื่อนก็ตอบว่าใช่ค่ะ
แล้วเขาก็ถามต่อว่าเขาจะไปที่ศูนย์บรรณต้องเข้าไปยังไงพอดีพี่นัดเพื่อนเอาไว้ แต่พี่ไปไม่ถูก เราก็เลยอาสาจะนำทางให้เขา จากนั้นเพื่อนเราก็ขับไปเราเป็นคนซ้อนท้ายเพื่อน ส่วนพี่คนนั้นเขาก็ขับรถมอไซค์ตามมาอย่างที่บอก

จากนั้นเราก็สังเกตเห็นเขาพยายามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับใครสักคน แล้วเขาก็ตะโกนมาบอกเราในขณะที่รถยังวิ่งอยู่ว่า “ขอบคุณมากนะ เพื่อนพี่บอกว่าจะมารอตรงใกล้ๆนี้ พี่เลยไม่ต้องเข้าไปในม.แล้ว ขอบคุณน้องมากๆ “

แล้วเขาก็ถามเราว่าเราชื่ออะไร ถามเพื่อนเราว่าเพื่อนเราชื่ออะไร และขอเบอร์โทรศัพท์เราไปอ้างกับเราว่าวันหลังเอาไว้เลี้ยงขอบคุณ ปกติเราไม่ชอบให้เบอร์ใครมั่วซั่ว แต่เพราะเขาดูเป็นคนธรรมดาทั่วไป หน้าตาเอนไปทางค่อนข้างดี บุคลิกไม่ได้โหดร้าย เราจึงให้เบอร์ไป ในใจตอนนั้นคิดแค่ว่ามิตรภาพและน้ำใจของเราคงทำให้เขาอยากขอบคุณเราจริงๆ จากนั้นเราก็ใช้ชีวิตมาตามปกติไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ จู่ๆก็มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาหาเรา เราก็รับสาย ปลายสายถามเราว่าจำเขาได้ไหม เราก็พยายามนึกว่าเป็นใคร แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจริงๆ เขาก็เลยบอกย้ำอีกรอบว่าเขาคือผู้ชายคนนั้นนะ แล้วถามเราว่าตอนนี้เราอยู่ไหนเราก็บอกว่าเราอยู่หอ เขาก็ถามว่าเราอยู่หอไหน เขาเข้ามาธุระในม.เลยจะเอาขนมเข้ามาฝาก เราก็เลยบอกว่าเดี๋ยวเราลงไปรอล่างหอ(หอ 18)

พอเขามาถึงเราก็นั่งคุยกันล่างหอสักพักจึงรู้ว่าเขาชื่อพี่บอม อายุแก่กว่าเรา 1 ปี เขาบอกเราว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนที่นี่แหละแล้วก็เข้ามาล่นกีฬาที่สนามกีฬาใหญ่ในม.บ่อยๆ เพื่อนเขาก็อยู่ที่หอ 17 ที่เลยหอเราไปนิดนึง เวลาขับรถมาส่งเพื่อนจึงผ่านหอเราทุกวัน เขาบอกว่าเขาเคยเห็นเราอยู่หน้าหอ 18 บ่อยๆ พอวันนั้นบังเอิญไปเจอเราแบบจังๆ จึงไม่รู้จะทำความรู้จักยังไง เลยอ้างไปแบบนั้น  เราฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายเห็นเป็นแค่พี่ชายเพราะเรามีแฟนอยู่แล้วจึงบอกเขาไปว่าให้สถานะของเราเป็นแค่พี่ชายน้องสาว เขาเองฟังก็ดูเขาเข้าใจเรา และหลังจากนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือไปจากวันนั้น

นานๆสักอาทิตย์ละครั้งที่เขาจะโทรมาคุยกับเราสักหน เราก็สนิทกันแต่ในแบบพี่น้องเช่นเดิม ไม่ได้เคยไปไหนมาไหนด้วย ไม่มีเฟซบุ้คหรือช่องทางการติดต่ออื่นนอกเหนือจากเบอร์โทรศัพท์

วันหนึ่งเขาโทรมาหาเราพอดี ขณะที่เรากำลังจะกลับบ้าน บ้านของเราอยู่ในตัวเมืองเขาก็อาสาบอกว่าจะไปส่งเพราะว่าเขาก็กำลังจะไปรับหลานที่นั่นพอดี เราก็ไปด้วยเพราะอย่างที่บอก เขาสุภาพดูไม่ร้ายและคิดว่าเขาพอจะไว้ใจได้ และที่ผ่านมาก็ไม่มีเรื่องอะไรในทางนั้นเลย พี่ชายน้องสาวกัน 100 % พอเราไปวันนั้นเขาก็พาเราไปรับหลานเขาจริงๆ แล้วพาไปแวะกินข้าวกันถึงค่อยมาส่งเราที่บ้าน มันก็ทำให้เราไว้ใจเขามากขึ้นไปอีก เพราะทุกอย่างมันดูปกติมาก  

เรากับเขาอย่างที่บอกนานมากๆ ถึงโทรมาคุยกันสักครั้งไม่มีเรื่องในทางชู้สาวเลย เราก็บอกแฟนเรา และเล่าทุกๆอย่างให้ฟัง แฟนเราเองเขาก็เคยเจอกันกับพี่เขา เรารู้จักกันมาโดยที่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลยกินเวลาร่วม 3-4 เดือน

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาโทรมาหาเราในช่วงที่ม.กำลังจะมีงานรับปริญญา ตอนนั้นเราอยู่หอพักนอกมหาลัย เขาก็ถามเราว่าหอพักของเรายังมีที่ว่างอีกไหม เพื่อนของเขากำลังจะรับปริญญา แต่ในหมู่เพื่อนๆเป็นสิบคนยังไม่มีที่นอนกันเลย ทุกที่ถูกจองเต็มหมด เราจึงบอกให้เขาลองไปหาที่ที่เรารู้จักแทนเขาก็บอกว่าให้เราพาเขาไปหน่อยได้ไหม เขาไม่รู้จัก เดี๋ยวเขาไปหาที่ล่างหอ เราจึงบอกเขาให้เขารอเราแต่งตัวก่อน ถึงจะลงไป  เขาถามกลับมาตามสายว่าเขาจะเข้าห้องน้ำล่างหอเราไม่มีห้องน้ำเลย จะขอเข้าห้องน้ำบนห้องเราหน่อยได้ไหม

เราเลยเริ่มตะหงิดในใจหน่อยนึง พยายามไม่คิดอะไรแต่เราเป็นคนระวังตัวมาก เราจึงบอกเขาไปว่า ให้ไปหาเข้าที่อื่นเถอะ เราไม่ไว้ใจให้ใครเข้ามาในห้อง เพราะเราอยู่คนเดียวแฟนเราก็อยู่ไกลกัน เขาก็ไม่ได้ตื๊ออะไรต่อ  ( แต่ก่อนหน้านี้เราโทรคุยกันบ้างเราจำได้ว่าเราเคยเล่าให้เขาฟังว่าเราอยู่ชั้น 4 น้ำไม่ค่อยไหล ตอนนั้นเขาก็ถามเราเล่นๆว่าอยู่หอเดียวกับเพื่อนเขาเลย แล้วน้องอยู่ห้องไหน ตอนนั้นเราก็ระวังตัว เราเลยบอกปัดๆไปว่าเราอยู่ 422ซึ่งจริงๆเราอยู่ 404 ) พอสักพักเรานึกเรื่องห้อง 422 ขึ้นมาได้พร้อมๆกับได้ยินเสียงเคาะประตูเหมือนดังมาจากทางห้อง 422 เพราะมันจะอยู่ฝั่งเดียวกับห้องเราแล้วห้องเราเป็นห้องเกือบสุดท้ายห้องนั้นจะเป็นห้องแรกของชั้น เราก็เกิดเอะใจนิดนึงว่าใช่พี่เขาเคาะห้องรึเปล่านะ  แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่หรอก เราเลยรีบแต่งตัวตอนออกจากห้อง  

เราก็แอบคิดในใจอีกว่าเผื่อเสียงเคาะห้อง 422 เมื่อกี้เป็นการเคาะโดยพี่เขาจริงๆ เราไม่ชอบให้ใครเข้าห้อง เราเลยรีบเปิดประตูแล้วปิดทำทุกอย่างเร็วและเงียบมาก  แล้วรีบวิ่งให้พ้นหน้าประตูห้อง  ทุกคนคงคิดว่าเราบ้า แต่เราก็เป็นของเราแบบนี้ เผื่อมะกี้เปนเขาจริงๆ เขาจะได้ไม่รุ้ว่าเรายุห้องไหน  

จนเราเดินไปถึงทางสุดของชั้นกำลังจะลงบันได เราก็ต้องตกใจมาก เมื่อเราเจอพี่เขาอยู่ที่ทางลงบันไดชั้น 4 จริงๆ เราเลยรีบชวนพี่เขาลงมาข้างล่าง เขาก็เดินตามมาไม่ได้มีท่าทีขอเข้าห้องอะไรเลย เราก็ไม่ติดใจมากคิดนะว่าสงสารพี่เขา เขาไม่ทันคิดอะไรเราดันไปคิดกับเขาแง่ลบเสียได้

พอลงมาถึงที่รถยนต์เขา พอพี่เขาสตาร์ทรถเขาก็หันมาหาเราที่นั่งอยู่ข้างๆแล้วยื่นนมไมโลกล่องสีเขียวมาให้เรา บอกว่าพี่ซื้อมาฝาก เราก็รับมา แต่ตอนนั้นคิดว่ากินนมและมันทำให้มีกลิ่นปาก เกรงจะไม่สุภาพเลยตั้งไว้ก่อนยังไม่กิน พี่เขาก็คะยั้ยคะยอ แต่เราก็ไม่กิน เราห่วงภาพลักษณ์มากกว่า ฮ่าๆ

จากนั้นก็ออกรถกันไปเวลาช่วงนั้น 6 โมงเย็นก็ยังไม่ได้มืด เราก็พากันขับรถหาที่นั่นที่นี่ปรากฏว่าเต็มทุกที่ เราเลยพาพี่เขาไปหาอีกที่ชื่อว่าโรงแรมเรือนวลั...(เป็นโรงเเรมรับรองของทางมหาลัย อยู่ในบริเวณมหาลัยที่คนทั่วไปพักได้) ทางเข้าจะเป็นซอย ตอนนั้นมันก็เริ่มมืด ทุ่มกว่าๆ เขาก็เลี้ยวเข้าซอยตามที่เราบอกทาง

พอกำลังจะถึงโรงแรมเราก็บอกว่าโรงแรมอยู่ทางนี้นะ เขาก็หันมอง แต่ปรากฏว่าเขาไม่เลี้ยวรถเข้าไป กลับขับพ้นโรงแรมไปอีก ถ้าใครเคยไปเรือนวลั...จะทราบดีว่าข้างๆเรือนวลัยจะเป็นทางเปลี่ยวๆ ไม่มีบ้านคน ตอนนั้นเราก็รีบถามว่าเขาจะไปไหน เราเริ่มโวยวายบอกว่าทำไมพามาทางมืดๆ ตอนนั้นมันมืดมากเลยนะ มืดสนิทไม่มีแสงไปสักดวง เขาขับมาช้าๆ มันเพิ่งเลยเรือนวลัยมาสัก 1 กิโลได้ก็ไกลระยะหนึ่ง  พอเขาเห็นเราเริ่มโวยวายเขาก็เลี้ยวรถกลับ ตอนนั้นเราใจชื้นขึ้นมามาก ว่าเขาคงจะพาเรากลับไปส่งที่หอ

แต่ที่ไหนได้ พอเขาเลี้ยวรถกลับมาทางเดิมเสร็จ เขาก็ดับเครื่องปิดไฟหน้ารถ เราตกใจ แต่เรายังมีสติมาก เราถามเขาว่าดับไฟทำไม เขาก็ตอบกลับมาว่าพักคุยกันหน่อย เราก็ถามว่าคุยอะไรโทรคุยกันก็ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาคุยกันตรงนี้ ตอนนั้นเราคิดแล้วว่ามันไม่ควรเป็นแบบนี้ จู่ๆเขาก็ปรี่เข้ามาหาเรา มาลวนลามเรา ดึงแขนจับแขนเราไว้ แล้วพยายามจะรีบปรับเบาะเราให้เอนนอนลงไป  แต่เราไม่ยอมเราเอาหัวเราดันประตูเอาไว้ ไม่เอนลงไปตามเบาะ ลืมบอกไปว่าแรงเรามาก เราสู้กับเขาอยู่พักใหญ่ๆ พยายามพูดดีก็แล้วว่าอย่าทำแบบนี้ พยายามพูดดีๆกับเขา บอกเขาว่าอย่าทำแบบนี้กับเรา เรามีแฟนแล้ว และเขาก็มีแฟนแล้ว เราบอกเขาว่าเรามองเขาเป็นคนดี ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้กับเรา เราพูดใจเย็นมากเพราะเราคิดว่าเขาอาจจะมีปืน มีมีด หรือเขาเตรียมการมาล่วงหน้า หรือไม่ยังไง เราจึงไม่กระโตกกระตากและไม่พูดหยาบเลย พยายามควบคุมสติ (ปกติมือคนตกใจจะมือเย็นเฉียบแต่ตอนนั้นเราจับมือตัวเองมือเราอุ่นมากและใจเราก็อุ่นมากเหมือนกัน)

จนในที่สุด เราทนไม่ไหว เราด่าคำหยาบใส่เขาไปและพูดกูกับเขา บอกเขาว่าให้เขาไปส่งเราที่หอเดี๋ยวนี้ ! เขาจึงอ่อนลงแต่สักพักก็ปรี่เข้ามาหาเราอีกครั้งนี้เราเลยตบเข้าไปที่หน้าเต็มแรง และมันได้ผล! เขาร้องโอ้ย แล้วบอกว่าเจ็บมาก แล้วรีบสตาร์ทรถเราก็สังเกตอยู่ตลอดเวลาว่าเขาจะมาไม้ไหน

พอสตาร์ทเสร็จเขาเข้าเกียร์ แต่เดชะบุญที่เราขับเป็นจึงรู้ว่าเกียร์ที่เข้านั้นไม่ใช่เกียร์เดินหน้า แต่มันคือเกียร์ถอยหลัง เขาก็รีบเร่งคันเร่ง รถมันก็ถอยหลังเข้าสู่ความมืด  ตอนนี้เราโกรธจัดเราเอากระเป๋าตังค์กุญแจห้องและมือถือเรามาถือเอาไว้ที่มือซ้ายให้ถนัด แล้วเราก็เอามือขวาดึงเบรคมือสุดแรง ได้ผลอีกครั้งเมื่อรถหยุดและเราก็จับเบรกมือแน่นไม่ปล่อยอีกเลย เราพูดตะคอกกับเขาว่า “กูให้ไปส่งกูที่หอ จะไปไหน!” เขาก็บอกว่าจะออกไปอีกทางหนึ่งข้างหลังมันมีทางออก แต่ตอนนั้นเราไม่ฟังอะไรอีกแล้วจะมีทางออกหรือไม่ก็ตาม  แต่เราตอกกลับไปว่า “ไม่มีทางออก! กูให้เข้าเกียร์แล้วไปส่งก็ทางเดิมที่ขับมา!” มันบอกว่ามันกลัวยามที่อยู่หน้าเรือนวลั... และยามที่ป้อมอีก 2 ป้อมระหว่างทางจะออกไปหน้าม. เราเลยตะคอกต่อว่า “ถ้าไม่ทำอะไรผิด แล้วจะกลัวอะไร! เอาเถอะกูจะยอมไม่พูดไม่ฟ้องยาม แต่ต้องไปส่งกูให้ถึงหอ!”  ทีนี้มันเลยยอมพาเรากลับทางเดิมที่เข้ามา

ระหว่างทางเราจับเบรกมือไว้แน่น มันเล่าว่ามันยอมแล้วมันไม่ทำแล้ว มันบอกว่าเมื่อกี้เราตบมันแรงมากจนมันรู้สึกกระทบกระเทือนสมองที่มันเคยมีอุบัติเหตุเมื่อครั้งก่อน จนตอนนี้หน้ามันชา และตามันมัวๆไปหมด เรานึกในใจว่าอะไรจะขนาดนั้น มือเราหนักขนาดนั้นเลยหรือ  มันขับมาเรื่อยๆจนกระทั่งทางออกหน้าม. มันจะต้องผ่านวงเวียนที่มียาม ความคิดเราตอนนั้นเร็วมากเราตัดสินใจเอามือขวาดึงเบรคมือขณะที่รถกำลังเลี้ยวเข้าโค้งของวงเวียนแล้วเราก็เอามือซ้ายของเราที่ถือกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์และกุญแจ่รุ่มร่ามไปหมด เกี่ยวเปิดประตู แล้วกำลังจะกระโดดลงจากรถ แต่มันก็ไวเท่าความคิดเราเหมือนกัน มันกระชากมือเรากลับไปนั่ง แล้วตะโกนใส่เราว่า “จะทำอะไร! รถตามหลังมาเห็นไหม!” แล้วมันก็เร่งรถให้เร็วขึ้น เรากลัว เลยรีบปิดประตูก่อน แต่มือเรายังไม่ปล่อยจากเบรกมือ

ระหว่างวงเวียนตรงนั้นกว่าจะถึงป้อมยามหน้าม. ป้อมสุดท้ายที่จะออกจากเขตมหาลัย มันไกลพอให้เราคิดวางแผนอะไรมากมาย เราคิดว่ากระเป๋า กุญแจ และมือถือเรามันรุ่มร่ามมาก เราจึงจัดการยัดมือถือกับกุญแจลงในกระเป๋าตังค์เรา (กระเป๋าตังค์ใบยาว) โดยใช้ปากเปิดกระเป๋าใช้แล้วขาหนีบกระเป๋าอีกทีแล้วก็เอาของทั้งหมดยัดลงไป มือเราก็ไม่ปล่อยเบรกมือเลย แล้วเราก็คิดต่อว่า เราต้องทำยังไงต่อ นาทีนั้นอะไรดลใจให้เราอีกก็ไม่ทราบ สมองเราแล่นมาก พอใกล้ถึงป้อมยามหน้ามอ เราตะโกนบอกมันว่า ลูกระนาด!! ได้ผลอีกแล้ว มันตกใจแล้วโดยสัญชาติญาณของคนขับรถ จะต้องชะลอ นาทีนั้นเราไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เรารีบดึงเบรคมือรถไม่ได้หยุด เรารีบเอามือเกี่ยวเปิดประตู มันก็เหมือนเดิมคือเอามือมากระชากแขนเรา รอบนี้เราสะบัดสุดตัว  เราคิดแค่ว่าตายเป็นตาย แต่ฉันจะไม่ยอมไปกับไอ้บ้านี้เด็ดขาด เรากระโดดลงจากรถแต่คุณพระคุณเจ้าช่วยเราไม่เป็นอะไรเลย ไม่เสียหลักล้ม เพราะตอนดึงเบรคมือ เราทำตอนที่มันชะลอรถเรื่องลูกระนาด รถถึงวิ่งไม่เร็วพอให้เราฉวยโอกาสเพียงเสี้ยววินาทีนั้นหนีออกมาได้ เรารีบวิ่งไปที่ป้อมยาม บอกพี่ยามว่ามีคนจะพาหนูไป ให้พี่ยามไปส่งหนู่ที่หอที

ถึงตอนนี้ทุกคนอาจจะเข้าใจว่าทำไมเราไม่ไปแจ้งความก่อน เราพูดตรงๆว่าเราไม่ใช่คนพื้นที่ที่นี่ เราไม่รู้ว่าตื้นลึกหนาบางมันเป็นคนยังไง มีพรรคพวกใหญ่โตแค่ไหน มันคือคนในพื้นที่ เราอยู่หอคนเดียววันดีคืนดี เราอาจถูกมันฆ่าตายก็ได้ที่ทำอย่างนั้นกับมัน เรามาลองคิดย้อนทบทวนดูว่าถ้าตอนนั้นเราไม่รีบออกมาจากห้องแบบเงียบๆมันอาจจะรู้ว่าเราอยู่ห้องไหน แล้วมาทำอะไรเราตอนนั้นก็ได้ เราคิดอีกว่าถ้าเรากินนมกล่องนั้น เราอาจจะเป็นอะไรมากกว่านี้ก็นี้ ตอนนี้เราดีใจมากที่เรารอดมาได้ไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากแฟนเรา และเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายที่อยู่อีกมหาลัยหนึ่งเท่านั้น เรากลัวพ่อเรารู้แล้วมันจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะแน่นอนว่าพ่อกับแม่ได้มาเฝ้าเราที่มหาลัยทุกวัน เราย่อมไม่ปลอดภัย  จบบบ
จะติ จะเตือนเรายังไงเราพร้อมรับนะคะ แต่ครั้งนึงชีวิตวัยรุ่นเคยเจอมา ก็มาเล่าให้ฟังกัน เป็นอุทาหรณ์
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่