ส่องกฎหมายญี่ปุ่น รู้ไว้ “ไม่เสียเที่ยว”


นับตั้งแต่ญี่ปุ่นให้คนไทยสามารถเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2556 โดยสามารถพำนักในญี่ปุ่นได้ 15 วัน หากเกินกว่านั้นจะต้องยื่นขอวีซ่าตามปกติ ทำให้คนไทยพากันแห่แหนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันจำนวนมาก ซึ่งตัวเลขจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ปี 2559 มีคนไทยเดินทางไปที่ญี่ปุ่นมากถึง 901,400 คน หรือเพิ่มขึ้นถึง 13 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มี 796,700 คน

แม้ว่าทุกคนจะรู้ดีว่ากฎหมายญี่ปุ่นมีความเข้มงวดอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีคนไทยจำนวนมากที่ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศญี่ปุ่น บ้างถูกจับกุมตัวในข้อหาลักลอบทำงาน รวมถึงการอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเกินระยะเวลาที่กำหนด เพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่ต้องขอวีซ่า

นอกไปจากนี้ ยังมีบางส่วนที่ทำผิดกฎหมายญี่ปุ่น และถูกจับกุมตัวเพราะทำผิดกฎหมาย

อย่างกรณีล่าสุด ที่เจ้าหน้าที่ระดับรองอธิบดีของไทยถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุมเนื่องจากขโมยภาพวาดในโรงแรมที่พักในเมืองเกียวโต ก็ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่กลายเป็นข่าวโด่งดัง ซึ่งตามกฎหมายของญี่ปุ่นแล้ว คดีลักทรัพย์ที่ไม่ร้ายแรงจะถูกตัดสินลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายญี่ปุ่นที่เปิดทางให้คดีลหุโทษ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และสามารถจ่ายค่าปรับแทนโทษจำคุกได้

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็เคยถูกตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 เนื่องจากตรวจพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จนต้องถูกควบคุมตัวและฝากขัง แต่ปรากฏว่าอัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์จึงได้เดินทางกลับประเทศไทยในที่สุด

หรืออย่างกรณีของคนไทยรายหนึ่งที่โดนข้อหาลักทรัพย์ที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์แบบที่ไม่รู้ตัว เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนไทยรายนี้ที่เข้าไปที่ร้านขายของที่ระลึกที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ แล้วเปิดกล่องขนมที่วางขายอยู่และกินก่อนที่จะไปจ่ายเงิน จึงถูกยามรักษาการณ์จับกุมตัวและแจ้งความต่อตำรวจให้ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ จึงถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจ

แม้จะบอกว่าที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไทยสามารถแกะกล่องและรับประทานได้ก่อนที่จะนำไปจ่ายเงิน และมิได้มีเจตนาที่จะลักทรัพย์ แต่ตามกฎหมายของญี่ปุ่น หากกระทำผิดก็จะต้องถูกควบคุมตัวไว้ยังสถานที่กักขังของสถานีตำรวจเป็นเวลา 10 วัน เพื่อรอการสืบสวนและรอคำสั่งจากอัยการว่าจะปล่อยตัวหรือดำเนินคดีต่อไป

หากระยะเวลาในการสืบสวนล่วงเลยเกิน 15 วัน ซึ่งเกินกว่าระยะเวลาในการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราที่ให้อยู่ในญี่ปุ่นได้เพียง 15 วัน ก็จะต้องถูกดำเนินดคีในกรณีอยู่เกินกำหนดเพิ่มอีกคดี ซึ่งตามกฎหมายขั้นต่ำสุด จะส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้เป็นเวลา 1 ปี

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการทำผิดกฎหมาย บ้างก็อาจจะจงใจทำผิด บ้างก็อาจไม่ได้จงใจทำผิด อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่นแล้ว ยังมีกฎหมายบางอย่างที่ควรรับรู้

โดยเว็บไซต์บิซิเนสอินไซเดอร์ เคยรายงานเอาไว้เมื่อเดือนกันยายน 2558 เรื่อง “กฎหมาย 4 ข้อของญี่ปุ่นที่ทำให้ชาวต่างชาติต้องประหลาดใจ”

ข้อแรก คือ ชาวต่างชาติควรจะต้องพกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตของตัวเองเอาไว้ตลอดเวลา เนื่องจากกฎหมายญี่ปุ่นอนุญาตให้ตำรวจสามารถเรียกตรวจผู้คนตามท้องถนนได้ตลอดเวลา เพื่อดูเอกสารระบุตัวตน ดังนั้นชาวต่างชาติควรจะพกพาสปอร์ตเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูหากถูกเรียกตรวจ เพราะหากถูกเรียกแล้วไม่มีพาสปอร์ตก็อาจจะถูกจับกุมตัวได้

ข้อ 2 คือเรื่องของ “ยารักษาโรค” ที่อาจจะผิดกฎหมายในญี่ปุ่น แต่อาจจะไม่ได้ผิดกฎหมายในประเทศอื่น โดยกฎหมายของญี่ปุ่น อนุญาตให้พกยาที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ หรือโอทีซี ได้ตามกำหนดเวลา แต่ก็มียารักษาโรคบางชนิดที่ถือว่าเป็นยาที่ผิดกฎหมายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางองค์การอาหารและยา (อย.) ของไทย เคยเปิดเผยรายชื่อยาต้องห้าม 11 รายการที่ห้ามนำเข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด ที่จัดเป็นกลุ่มยาบรรเทาอาการหวัดที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนผสม และยาแก้ท้องเสีย ซึ่งญี่ปุ่นไม่ให้นำเข้ายาที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท

ไม่ว่าจะนำเข้าไปเพื่อรักษาตัวหรือใช้ทางการแพทย์ หากนำเข้าจะถูกยึดและถูกดำเนินคดีได้ พร้อมกับแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องนำยาติดตัวไป ขอให้อย่าแกะยาออกจากแผงบรรจุยาที่มีชื่อยาระบุไว้ และปริมาณก็ไม่ควรเกินการใช้ 30 วันในการรักษาตนเอง

ส่วนกรณีที่ต้องใช้เกิน 30 วัน หรือเป็นยาที่มีส่วนผสมของสารเสพติดให้โทษที่ใช้ทางการแพทย์ ต้องมีมาตรการควบคุมเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีระบบการตรวจสอบการนำเข้ายาอย่างเข้มงวด ทั้งยานำมาด้วยตัวเอง ทางเครื่องบินโดยสาร หรือยาที่ส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ หากนำเข้าไปก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกควบคุมตัว และดำเนินคดีตามกฎหมายของญี่ปุ่น

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ได้โพสต์เฟซบุ๊กเอาไว้ว่า “ตามที่มีการรายงานกรณีชาวต่างชาติถูกเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นควบคุมตัวเนื่องจากสั่งยาแก้ปวดชนิดหนึ่งเข้าประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากยาแก้ปวดชนิดนั้นเป็นยาที่รัฐบาลญี่ปุ่นห้ามนำเข้ามาในประเทศ เพราะเป็นยาที่มีส่วนผสมต้องห้ามภายใต้กฎหมายของญี่ปุ่น สถานทูตฯขอแจ้งตัวอย่างรายชื่อยาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายและห้ามนำเข้ามาในญี่ปุ่น ดังนี้ 1.TYLENOL COLD 2.NYQUIL 3.NYQUIL LIQUICAPS 4.ACTIFED 5.SUDAFED 6.ADVIL COLD & SINUS 7.DRISTAN COLD/ “NO DROWSINESS” 8.DRISTAN SINUS 9.DRIXORAL SINUS 10.VICKS INHALER และ 11.LOMOTIL

ข้อ 3 คือการสูบบุหรี่ สามารถสูบได้เฉพาะตามร้านอาหารหรือบาร์ในที่ที่จัดไว้เท่านั้น แต่ตามท้องถนนที่โล่งแจ้งในที่สาธารณะต่างๆ ห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาด

ข้อ 4 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนท้องถนน เป็นเรื่อง “ไม่ผิดกฎหมาย” ในญี่ปุ่น เราจะเห็นผู้คนทั้งดื่มและกินกันตามพื้นที่สาธารณะในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติมีทั้งเบียร์และสาเกขายอยู่ในตู้ให้สามารถกดซื้อดื่มได้ หรือแม้แต่เทศกาลปิกนิกใต้ต้นซากุระที่ผู้คนจะนำอาหารและเครื่องดื่มมานั่งดื่มกินกัน พร้อมกับชื่นชมความงามของดอกซากุระ

แต่อย่างไรก็ตาม หากจะดื่มเครื่องดื่มบนถนน หรือแม้แต่ในสวนสาธารณะ หรือตามชายหาด ก็พึงระลึกถึงคนรอบข้างด้วยว่า ควรจะให้ความเกรงใจคนรอบข้างบ้างในเรื่องของกิริยามารยาท และไม่ควรจะส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครมจนทำให้ผู้อื่นรำคาญ

ทั้งหลายทั้งปวง การเดินทางไปต่างแดน ไม่ใช่แค่ประเทศญี่ปุ่น เราก็ควรศึกษากฎระเบียบและกฎหมายของประเทศนั้นๆ รวมถึงมารยาททางสังคม เพื่อที่จะได้ไม่กระทำผิดกฎหมายหรือกระทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม จนทำให้เจ้าบ้านไม่อยากเปิดบ้านต้อนรับได้ (หน้า 1, 11)

ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news/442379

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่