[SR] Pantip.com ร่วมกับ ททท. ตามรอยพ่อ ด้วยความคิดถึง เชียงใหม่#3 : เส้นทางดอยอินทนนท์


เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้วเราได้มีโอกาสไปตามรอยพ่อกันที่เส้นทางม่อนแจ่มและเส้นทางดอยปุย สำหรับครั้งนี้สายลมแห่งความหนาวได้พัดพาให้เราได้กลับมาที่เชียงใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้จะขอพาเพื่อนไปตามรอยพ่อกันที่เส้นทางดอยอินทนนท์ เส้นทางที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย

สถานที่แรกที่เราจะพาไปนั้นถือว่าเป็นสถานที่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาดถ้าเพื่อนๆ คนไหนมาเที่ยวในเส้นทางดอยอินทนนท์แห่งนี้จะต้องขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดแห่งแดนสยามให้จงได้

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ 106 กิโลเมตร ออกจากตัวเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-จอมทอง พอถึงหลักกิโลเมตรที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กิโลเมตรถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ทางค่อนข้างสูงชันเล็กน้อยควรขับด้วยความระมัดระวัง


ระยะทางจากด่านตรวจที่ 2 ขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์ มีระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ในเส้นทางที่ขึ้นไปเราจะผ่านจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน ซึ่งเป็นจุดไฮไลต์ของทริปนี้ที่เราจะพาเพื่อนๆ แวะไปเช็คอินกัน

ก่อนอื่นจะต้องซื้อบัตรผ่านเข้าไปในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์กันก่อน
ค่าบริการสำหรับผู้ใหญ่คนละ 50 บาท เด็ก 20 บาท รถยนต์ 30 บาท
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 300 บาท เด็ก 150 บาท


เส้นทางดอยอินทนนท์นั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย ถ้าจะให้เที่ยวภายในหนึ่งวันคงเก็บไม่หมดแน่ๆ  
แต่ตอนนี้ขอขึ้นไปยังจุดสูงสุดของดอยอินทนนท์ก่อนแล้วกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเล้ยยย

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

เย่ เย่~ ถึงแล้วจ้า
จากจุดจอดรถ เราก็สามารถเดินศึกษาในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกันได้เลย
เมื่อเดินเข้าไปแล้วสิ่งที่เพื่อนๆ จะเห็นเด่นชัดเลยก็คือ
V
V
V


หมุดหลักฐานจุดสูงสุดแห่งแดนสยาม ป้ายนี้ดังยิ่งกว่าดาราอีกนะเนี่ย เพราะใครไปใครมาก็ต้องเข้ามาถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆ กัน ว่าฉันคือผู้ที่ได้มาอยู่บนจุดสูงสุดของแดนสยามแล้ว เพราะบนพื้นที่แห่งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร

ตลอดเส้นทางที่เดินทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี


ขณะนี้เป็นเวลา 13 นาฬิกา 22 นาที อุณหภูมิอยู่ที่ 13 องศา... โอ๊ยยยย ฟินจังเลยแก ยิ้ม

เดินถ่ายรูปสูดอากาศบนจุดสูงสุดกันจนเต็มอิ่มแล้ว เราก็ขับรถย้อนลงมายังสถานที่ไฮไลต์ของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือ กิ่วแม่ปาน สถานที่ที่ทุกคนต้องห้ามพลาดเป็นอันขาดเพราะตลอดเส้นทางที่เราจะพาเพื่อนไปเดินเสพบรรยากาศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจากยอดดอยอินทนนท์ลงมาที่กิ่วแม่ปานมีระยะทางทั้งสิ้น 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น

กิ่วแม่ปานเป็นสถานที่ยอดฮิตที่ใครขึ้นมายังดอยอินทนนท์ต่างก็ต้องแวะมาเช็คอินที่นี่กันทั้งนั้น ด้วยจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่างเต็มอิ่มและอากาศที่สดชื่นปอด จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทุกคนห้ามพลาด

ก่อนที่เราจะมาพบวิวอันสวยงามของกิ่วแม่ปานแบบนี้
เราจะต้องมาติดต่อเจ้าหน้าที่กันก่อนจ้า


เมื่อมาถึงแล้วเราจะต้องไปติดต่อเพื่อขอไกด์นำทางโดยมีค่าบริการอยู่ที่ 200 บาท และช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาเที่ยวชมกิ่วแม่ปานแห่งนี้มากที่สุด คือช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม เพราะประมาณเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้จะปิดให้บริการเพื่อให้เวลาธรรมชาติฟื้นตัว

สามารถมาได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าเลยนะ
และจะปิดตอน 4 โมงเย็นจ้า


คุณวิวรณ์ แสงวันทอง แต่เราจะขอเรียกเขาว่า “พรานรพินทร์ ไพรวัลย์” ซึ่งเป็นตัวละครที่มาจากหนังสือเรื่องเพชรพระอุมา จะเป็นผู้นำทางเดินเที่ยวชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน ให้กับเราและคุณชายเชษฐาในครั้งนี้ อิอิ ยิ้ม

ระยะทางทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 3 กิโลเมตร จะเป็นทางราบสลับทางสูงชัน ใช้เวลาในการเดินทั้งสิ้น 2-3 ชั่วโมง เส้นทางนี้อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล คนที่มีโรคประจำตัวหรือรู้ตัวว่าสุขภาพไม่แข็งแรง ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่า


เชิญเลยจ้า เชื่อเถอะว่านี่คือตัวช่วยที่ดีในการเดิน!

ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปเจ้าหน้าที่ได้มีการเตรียมไม้ค้ำยันเอาไว้ให้เป็นตัวช่วยในการเดิน ส่วนคนแข็งแรงแบบเราอะนะแน่นอนว่าม้งไม้อะไรพวกนี้อ่ะ... ต้องใช้อยู่แล้ว พร้อมแล้วก็หยิบให้ไวแล้วตามผู้นำทางของเราไปกันเถอะ

เมื่อเดินเข้ามาข้างในแล้วเรารู้สึกว่าเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งพงไพรอะไรประมาณนั้น สองข้างทางมีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด

นี่แค่เริ่มต้นนะเส้นทางยังอีกไกลถามใจว่าไหวอ่ะป่าวเพ่

ระหว่างทางที่เราเดินก็ได้เจอกับพืชชนิดหนึ่งที่มีนามว่า เฟิร์น แต่เฟิร์นชนิดนี้ต่างจากเฟิร์นทั่วไปเพราะว่ามันคือเฟิร์นยุคโบราณซึ่งมีมาตั้งแต่สมัย 230 ล้านปีก่อน ด้วยใบที่หนาเพียงหนึ่งเซลล์จึงไม่มีปากใบมีแค่ช่องอากาศไว้แลกเปลี่ยนก๊าซและดูดซับน้ำจากหมอก

เฟิร์นยุคโบราณ~~ แสงแดดที่รำไรกลางสายหมอกก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของมันแล้ว

อุ๊ยยย! ด้วงสีน้ำเงินอมม่วง พรานรพินทร์บอกว่าเราโชคดีมากที่เจอเพราะด้วงชนิดนี้คือ ด้วงอินทนนท์  ซึ่งน้อยคนนักที่มาจะเจอ ต้องคอยสังเกตกันดีๆ มักจะอยู่ตามพื้นดินและต้นไม้

ใช้เวลาเดินไม่นานมากเราก็ได้ยินเสียงของน้ำ ซู่ซ่า ที่กำลังไหลอยู่และภาพที่อยู่ตรงหน้าเราก็คือน้ำตกที่ใสสะอาดนั่นเอง


ภายในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานมีความหลากหลายทางธรรมชาติเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ แมลง และน้ำตก ที่นี่จึงเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งเลยแหละ

โอ้ววว ดูนั่นสิคุณชายเชษฐา น้ำตกมันช่างงดงามเหลือเกิน

จุดนี้ถือว่าเป็นจุดพักอีกแห่งหนึ่งที่ผู้คนต่างแวะถ่ายรูปชื่นชมความสวยงามของน้ำตกกัน เมื่อเราได้เห็นน้ำตกแล้วทำให้รู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาทันที สายน้ำที่ไหลลงสู่โขดหินดูแล้วช่างเพลินตาเหลือเกิน

เมื่อพักถ่ายรูปกันจนหายเหนื่อยแล้วเราก็ออกเดินเท้าต่อไปยังจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน ถึงแม้เส้นทางจะเดินลำบากแต่ด้วยความเขียวขจีของป่าบวกกับอากาศที่เย็นสบายทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในห้างแบบชิลล์

ต้นไม้ที่ไม่สมบูรณ์มันก็ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ แล้วคนที่สมประกอบแบบเราจะมัวท้ออยู่ได้ยังไง


พอเดินหลุดออกมาจากดินแดนแห่งต้นไม้เราก็พับกบ เอ๊ย! พบกับสันกิ่วแม่ปาน ช่วงเวลาที่เรามาถึงนั้นคือช่วงบ่าย แต่ดูนี่สิไอหมอกที่กำลังลงมาปกคลุมพื้นที่ ถึงแม้ฟ้าจะไม่เปิดแต่ก็ได้ความรู้สึกในอีกแบบหนึ่ง และทางเดินช่วงนี้จะแคบเล็กน้อยแต่ก็พอเดินสวนกันได้

ถึงแล้วจุดชมวิวกิ่วแม่ปานบริเวณเป็นที่เปิดโล่งเราสามารถมองทัศนียภาพได้แบบเต็มอิ่มกันเลยที่เดียวแต่ว่าหมอกที่ลงจัดในช่วงที่เราไปจึงทำให้ท้องฟ้าดูหม่นหมองแต่ก็ให้ความรู้สึกเหงาๆ ดี


วะวะ ว้าววว ณ จุดๆ นี้บอกเลยว่าฟินพูดได้เต็มปากเลยว่า สดชื่นเหมือนยืนบนไหล่เขา
ชื่อสินค้า:   ดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน เชียงใหม่
คะแนน:     
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่