เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อวานผมและแฟนได้ไปเที่ยวปราสาทเขาพนมรุ้ง พึ่งเคยไปครั้งแรกครับ สวยกว่าที่คิดไว้เยอะเลย คนก็เยอะมากๆ (สุนัขจรจัดเองก็ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน 555) เราเข้าไปถ่ายรูปกันตรงลานด้านในครับ เดินผ่านเข้าทางประตูปราสาทที่คนเดินเข้าออกกันเยอะๆนั่นแหละ จนแฟนผมคิดว่าจะถ่ายรูปโดยยืนตรงหน้าต่างปราสาทแล้วให้ผมถ่ายรูปอยู่ข้างนอก
พอแฟนผมก้าวขึ้นปราสาทไปได้สองสามก้าวก็ได้ยินเสียงสุนัขคำรามแบบเวลาที่มันกัดกันครับ แล้วก็ได้ยินเสียงแฟนผมกรี๊ดขึ้นมาติดๆ ผมรีบวิ่งขึ้นไปดูเจอแฟนกำลังผละหนีจากสุนัขตัวนั้น ผมก็รีบเอาตัวเข้าบังไว้แบบพระเอกหนังเลย ยืนจ้องมันอยู่แป๊บนึงเพื่อไล่มัน ซึ่งสุนัขตัวนั้นก็ไม่ยอมไปไหนนะ ยังยืนจ้องอยู่ซะงั้น ผมเลยรีบนั่งลงดูว่าแฟนมีแผลตรงใหนและถามว่าเจ็บตรงใหนหรือเปล่า เพราะมองไม่เห็นแผลเนื่องจากแฟนผมใส่กางเกงยีนส์ขายาว แล้วหันกลับไปจ้องตาสุนัขตัวนั้นอีกรอบแบบโกรธมาก คือถ้าวิ่งไปเตะได้ผมวิ่งไปเตะแล้วจริงๆ แต่ปัญหาคือตัวมันใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าผมสูง 171 ซม. นั่งยองๆจ้องตามันแล้วสายตามันอยู่ระดับเดียวกับผมเลย ผมนั่งจ้องตามันอยู่ซักพัก มันก็จ้องกลับแบบเอาเรื่องเลยนะ ไม่มีท่าทีว่าจะหนีไปใหนเลย แฟนผมเริ่มกลัวหนักบีบมือผมแน่นเลย เพราะตรงนั้นมันค่อนข้างมืด และไม่มีคนเดินเลยทั้งๆที่มันเป็นบริเวณด้านหน้าปราสาท ไกล้ๆลานด้านหน้าเลยด้วย ผมเลยไล่แบบเสียงดุๆไปคำนึงว่า ไปซะ!!!! นั่นแหละ มันถึงยอมเดินปลีกตักเลี่ยงออกจากประตูไป ผมเลยพยุงแฟนออกมาด้านหน้าปราสาทเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่สองคนวิ่งมาดู คงเพราะได้ยินเสียงแฟนผมกรี๊ดไม่ก็คงมีนักท่องเที่ยวไปแจ้ง
จนท. : เป็นไงบ้างครับ เป็นแผลมั้ย
ผม : ไม่ครับ ใส่กางเกงยีนส์ เลยไม่น่าจะเป็นแผล
จนท. : พอจะจำได้มั้ยครับว่าตัวใหนกัด
แฟน : ตัวสีดำตัวใหญ่ๆค่ะ(พูดเสียงสั่นเหมือนจะร้องให้)
จนท. : ไอ้ตัวนี้เอาอีกแล้ว...
แล้วเจ้าหน้าที่เขาก็วิทยุคุยกันประมาณว่าไอ้ตัวดำกัดคนอีกแล้ว แล้วก็คุยกันอยู่ซักพัก แล้วก้มาถามเราว่าไปหาหมอมั้ย ไปให้หมอดูหน่อยเพราะจะได้ฉีดยาด้วย ทีแรกผมก็ลังเลว่าจะไปดีมั้ย เพราะมันจะเริ่มค่ำแล้ว กลัวว่าจะกลับบ้านลำบากเพราะนึกครึ้มขับมอไซค์มาเที่ยวกัน แต่คิดไปคิดมาเพื่อความปลอดภัยไปให้หมอดูซักหน่อยดีกว่า ก็เลยตกลงไป ซักพักก็มีคนที่ดูเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลประจำที่นี่มาดูเรา(สอบถามทีหลังว่าชื่อคุณนก) ทันทีที่เจอเราคุณนกรีบยกมือไหว้ขอโทษเราเลยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น คือเท่าที่ดูถ้าน้องเขากราบเราได้คงกราบไปแล้ว 555 ผมและแฟนเลยบอกไม่เป็นไร ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกเหตุการณ์แบบนี้ คุณนกและ1ในเจ้าหน้าที่ที่มาดูเราตอนแรกเป็นคนขับรถพาเราไปโรงพยาบาล และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
ในช่วงที่แฟนผมฉีดยาอยู่นั้น ผมที่รอข้างนอกได้คุยกับคุณนกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ได้ทราบถึงข้อมูลในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับสุนัขจรจัด และทราบว่าจริงๆแล้วคุณเป็นนักโบราณคดีที่รับผิดชอบดูแลปราสาทในละแวกนี้ทั้งหมด
- ทางอุทยานพยายามที่จะไล่สุนัขจรจัดให้ออกไปพ้นเขตท่องเที่ยวแล้ว แต่มันก็กลับมาอยู่ดี
- หากจะพยายามไล่ด้วยวิธีรุนแรงเพื่อให้สุนัขกลัวไม่กล้ากลับมาอีกก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวผิด พรบ. คุ้มครองสัตว์
- หากจับไปปล่อยที่อื่นก็เป็นการเอาปัญหาที่มีไปเททิ้งให้คนอื่น
- เคยเรียกเทศบาลมาจับไป แต่ซักพักก็จะมีตัวใหม่ๆมาเรื่อยๆอยู่ดี ซึ่งทางอุทยานเองก็ไม่ทราบว่ามาจากใหน มาได้ยังไงทั้งๆที่อยู่ไกลขึ้นไปจากด้านล่างตีนเขาหลายกิโล และมีหลายครั้งที่คนของอุทยานเจอว่ามีคนนำลูกสุนัขขึ้นไปปล่อยไกล้ๆเขต
- หากจะฆ่าทิ้งให้หมดก็ไม่ได้ เนื่องจากมีคนร้องเรียนว่าผิดศีลธรรม
- มีบางตัวที่เชื่องๆและสามารถฝึกได้ทางอุยานจะเลี้ยงไว้ใช้งานบ้าง แต่ไม่สามารถทำได้กับสุนัขทุกตัว และทางอุทยานเองก็ไม่สามารถเลี้ยงไว้ได้ทั้งหมด
หลังจากที่แฟนผมฉีดยาแล้ว คุณนกและเจ้าหน้าที่ก็ได้มาส่งเราที่รถ พร้อมทั้งยกมือไหว้ขอโทษเราอีกหลายรอบมากจนเรารู้สึกเกรงใจ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า "ทางอุทยานพยายามทำทุกวิธีแล้วเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสุนัขจรจัด หากผมหรือใครมีวิธีหรือทางออกดีๆสามารถไปนำเสนอที่อุทยานได้ ทางอุทยานจะนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหา" ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลาค่ำๆที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ร้านค้าแถวนั้นก็ปิดหมด คนเดินก็ไม่มี บรรยากาศดูวังเวงน่ากลัวใช้ได้เลย ระหว่างที่เรากำลังจะเตรียมตัวขับมอไซค์กลับนั้น สายตาผมก็ได้เหลือบไปเห็น... แม่สุนัขครับ แม่สุนัขจรจัดตัวตัวนึงซึ่งมีลูกสุนัขวิ่งติดสอยห้อยท้ายอีกประมาณสี่ห้าตัว ผมก็เลยคิดไปว่าถ้าลูกสุนัขพวกนี้โตขึ้นแล้วผสมพันธุ์กันอีกเรื่อยๆแป๊บเดียวคงมีสุนัขจรจัดฝูงใหญ่แน่ๆ
สุดท้ายที่ผมมาตั้งกระทู้นี้ไม่ใช่เพื่อตำหนิทางเจ้าหน้าที่หรืออุทยานนะครับ ผมขอบคุณมากซะด้วยซ้ำในความช่วยเหลือและรับผิดชอบในสิ่งที่เกิด ที่ผมมาตั้งกระทู้เพื่อที่เผื่อมีใครที่มีวิธีหรือทางออกดีๆที่อยากนำเสนอให้ทางอุทยานนำไปใช้เพื่อกำจัดหรือขับไล่สุนัขจรจัด ผมไม่อยากให้ใช้คำว่าถ้าเราไม่ยุ่งกับมันมันก็ไม่มากัดเราหรอก ซึ่งมันไม่จริงเลยครับ แฟนผมยืนยันว่าไม่ได้ไปยุ่งหรือเหยียบหางหรืออะไรเลย แค่ก้าวเข้าประตูไปแค่นั้น
แล้วสิ่งที่ผมคิดอีกอย่างคือ ถ้าเป็นเด็กๆล่ะ สถานที่ท่องเที่ยวย่อมเป็นที่ๆคนมากันเป็นครอบครัวอยู่แล้ว ขนาดผู้ใหญ่ใส่กางเกงยีนส์หนาๆยังเป็นขนาดนี้เลย แล้วเด็กๆที่เผลอไปไกล้จะเป็นยังไง

หากผมแท็กผิดห้องขออภัยนะครับ แต่ผมคิดว่าปัญหาสุนัขจรจัดนี่น่าจะเป็นปัญหาสังคมได้เลย
กราบขอบพระคุณทุกท่านที่อ่านจนจบครับ
เมื่อแฟนผมโดนสุนัขจรจัดกัดที่ปราสาทพนมรุ้ง...
พอแฟนผมก้าวขึ้นปราสาทไปได้สองสามก้าวก็ได้ยินเสียงสุนัขคำรามแบบเวลาที่มันกัดกันครับ แล้วก็ได้ยินเสียงแฟนผมกรี๊ดขึ้นมาติดๆ ผมรีบวิ่งขึ้นไปดูเจอแฟนกำลังผละหนีจากสุนัขตัวนั้น ผมก็รีบเอาตัวเข้าบังไว้แบบพระเอกหนังเลย ยืนจ้องมันอยู่แป๊บนึงเพื่อไล่มัน ซึ่งสุนัขตัวนั้นก็ไม่ยอมไปไหนนะ ยังยืนจ้องอยู่ซะงั้น ผมเลยรีบนั่งลงดูว่าแฟนมีแผลตรงใหนและถามว่าเจ็บตรงใหนหรือเปล่า เพราะมองไม่เห็นแผลเนื่องจากแฟนผมใส่กางเกงยีนส์ขายาว แล้วหันกลับไปจ้องตาสุนัขตัวนั้นอีกรอบแบบโกรธมาก คือถ้าวิ่งไปเตะได้ผมวิ่งไปเตะแล้วจริงๆ แต่ปัญหาคือตัวมันใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าผมสูง 171 ซม. นั่งยองๆจ้องตามันแล้วสายตามันอยู่ระดับเดียวกับผมเลย ผมนั่งจ้องตามันอยู่ซักพัก มันก็จ้องกลับแบบเอาเรื่องเลยนะ ไม่มีท่าทีว่าจะหนีไปใหนเลย แฟนผมเริ่มกลัวหนักบีบมือผมแน่นเลย เพราะตรงนั้นมันค่อนข้างมืด และไม่มีคนเดินเลยทั้งๆที่มันเป็นบริเวณด้านหน้าปราสาท ไกล้ๆลานด้านหน้าเลยด้วย ผมเลยไล่แบบเสียงดุๆไปคำนึงว่า ไปซะ!!!! นั่นแหละ มันถึงยอมเดินปลีกตักเลี่ยงออกจากประตูไป ผมเลยพยุงแฟนออกมาด้านหน้าปราสาทเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่สองคนวิ่งมาดู คงเพราะได้ยินเสียงแฟนผมกรี๊ดไม่ก็คงมีนักท่องเที่ยวไปแจ้ง
จนท. : เป็นไงบ้างครับ เป็นแผลมั้ย
ผม : ไม่ครับ ใส่กางเกงยีนส์ เลยไม่น่าจะเป็นแผล
จนท. : พอจะจำได้มั้ยครับว่าตัวใหนกัด
แฟน : ตัวสีดำตัวใหญ่ๆค่ะ(พูดเสียงสั่นเหมือนจะร้องให้)
จนท. : ไอ้ตัวนี้เอาอีกแล้ว...
แล้วเจ้าหน้าที่เขาก็วิทยุคุยกันประมาณว่าไอ้ตัวดำกัดคนอีกแล้ว แล้วก็คุยกันอยู่ซักพัก แล้วก้มาถามเราว่าไปหาหมอมั้ย ไปให้หมอดูหน่อยเพราะจะได้ฉีดยาด้วย ทีแรกผมก็ลังเลว่าจะไปดีมั้ย เพราะมันจะเริ่มค่ำแล้ว กลัวว่าจะกลับบ้านลำบากเพราะนึกครึ้มขับมอไซค์มาเที่ยวกัน แต่คิดไปคิดมาเพื่อความปลอดภัยไปให้หมอดูซักหน่อยดีกว่า ก็เลยตกลงไป ซักพักก็มีคนที่ดูเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลประจำที่นี่มาดูเรา(สอบถามทีหลังว่าชื่อคุณนก) ทันทีที่เจอเราคุณนกรีบยกมือไหว้ขอโทษเราเลยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น คือเท่าที่ดูถ้าน้องเขากราบเราได้คงกราบไปแล้ว 555 ผมและแฟนเลยบอกไม่เป็นไร ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกเหตุการณ์แบบนี้ คุณนกและ1ในเจ้าหน้าที่ที่มาดูเราตอนแรกเป็นคนขับรถพาเราไปโรงพยาบาล และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
ในช่วงที่แฟนผมฉีดยาอยู่นั้น ผมที่รอข้างนอกได้คุยกับคุณนกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ได้ทราบถึงข้อมูลในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับสุนัขจรจัด และทราบว่าจริงๆแล้วคุณเป็นนักโบราณคดีที่รับผิดชอบดูแลปราสาทในละแวกนี้ทั้งหมด
- ทางอุทยานพยายามที่จะไล่สุนัขจรจัดให้ออกไปพ้นเขตท่องเที่ยวแล้ว แต่มันก็กลับมาอยู่ดี
- หากจะพยายามไล่ด้วยวิธีรุนแรงเพื่อให้สุนัขกลัวไม่กล้ากลับมาอีกก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวผิด พรบ. คุ้มครองสัตว์
- หากจับไปปล่อยที่อื่นก็เป็นการเอาปัญหาที่มีไปเททิ้งให้คนอื่น
- เคยเรียกเทศบาลมาจับไป แต่ซักพักก็จะมีตัวใหม่ๆมาเรื่อยๆอยู่ดี ซึ่งทางอุทยานเองก็ไม่ทราบว่ามาจากใหน มาได้ยังไงทั้งๆที่อยู่ไกลขึ้นไปจากด้านล่างตีนเขาหลายกิโล และมีหลายครั้งที่คนของอุทยานเจอว่ามีคนนำลูกสุนัขขึ้นไปปล่อยไกล้ๆเขต
- หากจะฆ่าทิ้งให้หมดก็ไม่ได้ เนื่องจากมีคนร้องเรียนว่าผิดศีลธรรม
- มีบางตัวที่เชื่องๆและสามารถฝึกได้ทางอุยานจะเลี้ยงไว้ใช้งานบ้าง แต่ไม่สามารถทำได้กับสุนัขทุกตัว และทางอุทยานเองก็ไม่สามารถเลี้ยงไว้ได้ทั้งหมด
หลังจากที่แฟนผมฉีดยาแล้ว คุณนกและเจ้าหน้าที่ก็ได้มาส่งเราที่รถ พร้อมทั้งยกมือไหว้ขอโทษเราอีกหลายรอบมากจนเรารู้สึกเกรงใจ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า "ทางอุทยานพยายามทำทุกวิธีแล้วเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสุนัขจรจัด หากผมหรือใครมีวิธีหรือทางออกดีๆสามารถไปนำเสนอที่อุทยานได้ ทางอุทยานจะนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหา" ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลาค่ำๆที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ร้านค้าแถวนั้นก็ปิดหมด คนเดินก็ไม่มี บรรยากาศดูวังเวงน่ากลัวใช้ได้เลย ระหว่างที่เรากำลังจะเตรียมตัวขับมอไซค์กลับนั้น สายตาผมก็ได้เหลือบไปเห็น... แม่สุนัขครับ แม่สุนัขจรจัดตัวตัวนึงซึ่งมีลูกสุนัขวิ่งติดสอยห้อยท้ายอีกประมาณสี่ห้าตัว ผมก็เลยคิดไปว่าถ้าลูกสุนัขพวกนี้โตขึ้นแล้วผสมพันธุ์กันอีกเรื่อยๆแป๊บเดียวคงมีสุนัขจรจัดฝูงใหญ่แน่ๆ
สุดท้ายที่ผมมาตั้งกระทู้นี้ไม่ใช่เพื่อตำหนิทางเจ้าหน้าที่หรืออุทยานนะครับ ผมขอบคุณมากซะด้วยซ้ำในความช่วยเหลือและรับผิดชอบในสิ่งที่เกิด ที่ผมมาตั้งกระทู้เพื่อที่เผื่อมีใครที่มีวิธีหรือทางออกดีๆที่อยากนำเสนอให้ทางอุทยานนำไปใช้เพื่อกำจัดหรือขับไล่สุนัขจรจัด ผมไม่อยากให้ใช้คำว่าถ้าเราไม่ยุ่งกับมันมันก็ไม่มากัดเราหรอก ซึ่งมันไม่จริงเลยครับ แฟนผมยืนยันว่าไม่ได้ไปยุ่งหรือเหยียบหางหรืออะไรเลย แค่ก้าวเข้าประตูไปแค่นั้น
แล้วสิ่งที่ผมคิดอีกอย่างคือ ถ้าเป็นเด็กๆล่ะ สถานที่ท่องเที่ยวย่อมเป็นที่ๆคนมากันเป็นครอบครัวอยู่แล้ว ขนาดผู้ใหญ่ใส่กางเกงยีนส์หนาๆยังเป็นขนาดนี้เลย แล้วเด็กๆที่เผลอไปไกล้จะเป็นยังไง
หากผมแท็กผิดห้องขออภัยนะครับ แต่ผมคิดว่าปัญหาสุนัขจรจัดนี่น่าจะเป็นปัญหาสังคมได้เลย
กราบขอบพระคุณทุกท่านที่อ่านจนจบครับ