เหตุเฉียดตายจะทำให้มีสัมผัสที่หก ..หรือจะเป็นเรื่องจริง ภาค 2^^

หลังจากที่เหตุการณ์ในคราวก่อนที่เจอเงาลึกลับที่บ้านน้าสาวแถวท่าพระ ตอนนั้นยังเด็กเกินจะรู้ว่าผีคืออะไร
ก็เลยแค่สงสัยตามประสาวัยอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายจนต้องเอาไปถามผู้ใหญ่ แล้วก็ลืมผ่านไป
(ลิ้งค ภาคแรก ตามนี้นะคะ ^^ https://pantip.com/topic/36003421/comment8 )

จนกระทั่งดิฉันอายุน่าจะสัก 6 ขวบ เทียบเคียงได้ตอนนั้นเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กของโรงเรียนรัฐบาลซึ่งถ้าสอบผ่านจะขึ้นเรียน ป.2 เลย แต่ถ้าสอบไม่ถึงเกณฑ์ก็เข้าเรียนชั้น ป.1 ต่อไป ...
ดิฉันเป็นเด็กฉลาดค่ะ ไม่เข้าใจอะไรก็เดินไปถามเพื่อนที่โต๊ะตอนสอบเลย เพื่อนไม่บอกก็ใช้วิธีดูคำตอบแล้วตอบตามเพื่อน
เมื่อปรากฏว่าเพื่อนได้ขึ้นชั้น ป.2 ดิฉันก็ได้ขึ้น ป.2 ตามเพื่อนค่ะ อิอิ
(ปล.คุณครูที่คุมสอบท่านออกไปหารือกับคุณครูที่คุมสอบห้องข้างๆ
หารือกันอยู่นอกห้องจนกระทั่งหมดเวลาสอบจึงเดินเข้ามาอีกทีดิฉันก็ทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ เท่)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านดิฉันเอง เรื่องเริ่มจากที่คุณแม่อนุญาตให้พี่สาวดิฉันซึงอายุห่างกันสัก 20 ปีได้ (ดิฉันเป็นลูกหลง หลงมาเกิดกับคุณแม่เมื่อตอนคุณแม่อายุ 40 ปีพอดีเลย พอคลอดดิฉันแล้วคุณแม่ก็หมดประจำเดือนเลย อิอิ เกือบมาเกิดไม่ทัน นิ อิอิ) ให้พี่สาวแต่งงานกับพี่เขย

ภายหลังแต่งงานกันแล้วทั้งสองก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องแถวถัดไปสองห้องจากห้องที่ครอบครัวดิฉันอาศัยอยู่ โดยมีครอบครัวคนอื่น (ครอบครัวเพื่อนบ้าน)คั่นกลางระว่างห้องดิฉันกับห้องของพี่สาวเอาไว้ ห้องเช่าที่พี่สาวอยู่กับพี่เขยจะมีเสาตกน้ำมันอยู่ต้นหนึ่ง เป็นเสาอยู่มุมห้องด้านหน้า เยื้องไปจะเป็นประตูทางเข้า ตอนที่พี่สาวย้ายเข้ามาอยู่จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าห้องนี้มีเสาที่มีผ้าแพรหลากสีผูกไว้ มีปิดทองคำเปลว และมีตั้งแก้วใส่ข้าวสารเอาไว้ปักธูปไว้โคนเสา ถามผู้ใหญ่ก็ได้รับคำตอบแค่ว่าเป็นเสาตกน้ำมัน แล้วผู้ใหญ่ก็บอกให้ยกมือไหว้เสา ดิฉันตอนนั้นเป็นเด็กเห็นเค้าไหว้ก็ไหว้ตามแต่ไม่ได้รับข้อมูลอะไรเพิ่มเติม

ตอนพี่สาวจะตอกตะปูกางมุ้ง ก็จำได้ว่ามุมอื่นจะตอกที่เสาไม้มุมห้องได้ แต่ตรงมุมที่มีเสาตกน้ำมันจะตอกตะปูห่างออกมากสักเมตรไม่เข้าไปใกล้เลยดูมีความยำเกรงมาก แต่ก็ไม่เข้าใจอะไรว่าทำไมต้องดูเกรงๆ ขนาดนั้น

จนมีวันนึงดิฉันตะโกนชวนเพื่อนที่อยู่ข้างห้องแถวกันว่าอยากเล่นขายของกัน แต่แม่เพื่อนไม่อนุญาตให้ออกมานอกห้อง เพราะช่วงนั้นเริ่มค่ำมืดแล้ว
ดิฉันจึงคิดว่าคงอดเล่นซะแล้ววันนี้ เผอิญเห็นฝาผนังห้องซึ่งเป็นไม้กระดานเอามาตีเป็นฝาผนังห้องแหว่งเป็นช่องโหว่
กว้างยาวประมาณคืบอยู่ตรงโคนเสา ตรงมุมห้อง มุมที่มีเสาตกน้ำมันพอดีเลย

ดิฉันเลยจัดแจงเคลื่อนย้ายกระถางธูป จานวางของเซ่น และแก้วน้ำออกไปอีกทาง แล้วก็เล่นขายของผ่านไม้กระดานโหว่ตรงนั้น
จนเพื่อนถูกแม่เรียกไปกินข้าวเย็นก็เลยเลิกเล่นกัน ข้าวของที่เอามาเล่นทั้งหมดเป็นของเพื่อนก็ส่งคืนเพื่อนทางช่องนั้น
เสร็จแล้วดิฉันก็นำเครื่องของไหว้กลับคืนสู่สภาพเดิม
ระหว่างที่เราเล่นกันไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเห็นเลยเพราะทางบ้านของเพื่อนก็กำลังเตรียมอาหารมื้อเย็น ส่วนทางบ้านของดิฉันก็ยังไม่เลิกงาน
เพราะหากมีผู้ใหญ่มาเห็นก็คงโดนดุ และสั่งให้เลิกเล่นไปนานแล้ว

จนถึงดึกคืนวันนั้นเลย จู่ๆ ดิฉันก็ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงคนหัวเราะเสียงดัง ดังมาก เสียงหัวเราะดังก้องกังวานมาแต่ไกล หันไปมองคนอื่นที่นอนในมุ้งเดียวกันมี 3 คน คือแม่ และพี่ชาย ส่วนดิฉันนอนตรงกลาง แม่และพี่ชายนอนหลับหมดแล้ว ส่วนคนอื่นๆในบ้านจะนอนแยกห้องกันออกไป

ดิฉันจึงเพ่งมองผ่านมุ้งไนลอนใสสีชมพูใส ซึ่งไหวเป็นระลอกๆตามพัดลมเปิดส่ายในมุ้ง ที่บ้านจะเสียบปลั๊กเปิดไฟตามเป็นหลอดกลมๆสีเหลืองๆ สว่างพอเห็นได้ทั่วห้อง มองไปทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ แต่เสียงหัวเราะยังคงลอยมาเป็นระยะๆ เสียงดังใกล้เข้ามาๆ พร้อมกับแสงสีเขียวเรืองๆ ดิฉันเห็นเป็นศีรษะผู้ชาย ตัดผมสั้นเกรียน มีแต่ศีรษะลอยมาจากทางหน้าบ้าน สีหน้าดุ เหี้ยมเกรียม แสยะยิ้มและส่งเสียงหัวเราะ หึ หึ เป็นจังหวะก้อง ดิฉันตอนนั้นจำได้ว่าตะลึงงันมาก รู้สึกกลัว เหมือนถูกสะกดให้นอนดูนิ่งๆ แบบนั้น ... ดิฉันมองศีรษะที่มีแสงสีเขียวนวลๆเรืองๆออกมา ยังคงส่งเสียงหัวเราะดังกังวานน่ากลัวก้องอยู่ในหู ศีรษะผู้ชายคนนั้นยังคงลอยวนอยู่รอบมุ้ง แต่ศีรษะนั้นไม่ได้มองเข้ามาที่ดิฉันซึ่งนอนมองตาไม่กะพริบอยู่

เหมือนเวลาหยุดนิ่งไปสักพัก ดิฉันรู้สึกตัวก็เลยดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงและแกล้งหลับ
(วิธีนี้หนีด้วยการหลับใส่รู้สึกจะเป็นวิธีที่ดีมากใช้ได้ผลมากในวัยเด็ก อิอิ)
และหลับไปจริงๆโดยไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่จำได้แม่นเลยว่าในขณะที่เอาผ้าห่มขึ้นคลุมโปงแล้วก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะดังวนอยู่รอบๆมุ้งอยู่เลย

ตื่นเช้ามาเป็นวันหยุดไม่ได้ไปโรงเรียน ดิฉันตื่นมาตอนสายๆ เจอคุณแม่ก็เลยถามว่าเมื่อคืนพี่เขยกับพี่สาวมานอนที่ห้องเรารึปล่าว ที่ถามยังงี้เพราะบางทีคุณแม่กับพี่ชายจะไปตลาดแต่เช้ามืด แต่กลัวดิฉันซึ่งยังเล็กอยู่มากตอนนั้นตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอใครจะตกใจร้องไห้ ก็จะไปเรียกพี่สาวให้มานอนเป็นเพื่อน บางทีพี่เขยก็จะตามพี่สาวมานอนเล่นเป็นเพื่อนอีก .. (สงสัยมั้ยทำไมไม่อุ้มดิฉันไปนอนบ้านพี่สาวซะเลย จะลำบากให้พี่สาวกะพี่เขยมานอนอีกห้องทำไม เน้าะ 555 ) คุณแม่บอกพี่เขยไปออกเรืออีกนานหลายวันกว่าจะกลับ เมื่อคืนพี่สาวเรานอนเองคนเดียวที่ห้อง และแม่กับพี่ชายก็นอนอยู่กับเราด้วยตลอดจนเช้าทุกคนทำงานอยู่ในบ้านตลอดไม่ได้ออกไปไหนเลย ไม่มีใครแปลกปลอมเข้าในบ้านเราเลย

ดิฉันจึงเล่าเรื่องให้คุณแม่ฟัง ตอนแรกคุณแม่คงไม่เชื่อเลยบอกว่าเราติดเล่นกับพี่เขยมากไปป่าวเลยเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะขนาดนี้
แต่ดิฉันจดจำรายละเอียดของผู้ชายคนนั้นได้ดี ว่าตัดผมเกรียนแบบนักเรียน แต่ผมสั้นแบบตั้งๆ หน้าตาดุ แต่ไม่ใช่หน้าแบบคนทางใต้แบบพี่เขย
(บ้านดิฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน80% หน้าตาจีนมั่กๆ 55 ดังนั้น เวลาเห็นหน้าตาที่แปลกไปจากคนในบ้านดิฉันจะได้ละเอียดมาก)
ที่สำคัญพี่เขยเมื่อตอนมาคบและแต่งงานกับพี่สาวก็ตัดผมรองทรงมาตลอดแล้ว เลยช่วงที่จะตัดผมแบบเกรียนไปแล้ว ดังนั้นดิฉันจึงไม่น่าจำภาพคนอื่นจนเก็บเอามาฝันคิดไปเองแน่นอน ดิฉันบอกคุณแม่ไปว่ามั่นใจว่าไม่ได้ฝันไปเองแน่นอน

คุณแม่เลยถามมาว่าแล้วเมื่อวานเราไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง ก็เล่าเหตุการณ์ไล่เรียงมาตามลำดับเวลาจนมาถึงช่วงเล่นขายของ
ก็เลยเข้าล็อค คุณแม่บอกว่าใช่แน่แล้ว เลยสั่งให้ไปจุดธูปขอขมาขอโทษที่เราไปเล่นแล้วไปรบกวนเค้า
คุณแม่คงเห็นหน้าดิฉันยังงงๆอยู่เหมือนอยากจะถามอีกเยอะ คุณแม่เลยสั่งว่าห้ามถาม ห้ามพูดถึง และห้ามไปเล่นอะไรตรงนั้นอีก
ผู้ใหญ่ก็เลยจุดธูปให้ดิฉันไหว้ตรงหน้าบ้าน ตรงที่กลางแจ้ง

จำได้ว่า ตอนไหว้ดิฉันคิดในใจบอกว่าหนูขอโทษค่ะไม่รู้ว่าจะทำให้ท่านโกรธหรือไม่พอใจขนาดนี้ ทีหลังจะไม่ทำแบบนี้อีกนะคะ
ได้โปรดยกโทษให้หนูด้วยนะคะ

หลักจากนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรอีก

ในส่วนที่สัญญาว่าจะเล่าเหตุการณ์จมน้ำจนเกือบตายเป็นครั้งที่สองนั้น
เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนดิฉันอายุได้สัก 4-5 ขวบ ตอนนั้นครอบครัวคุณน้าท่านนึงจะไปเที่ยวที่ชายหาดบางแสน
อยากให้ครอบครัวดิฉันไปเที่ยวด้วยกัน แต่ไม่ใครว่างเลย ดังนั้นคุณน้าก็เลยพาแต่ดิฉันคนเดียวไปเที่ยวด้วย
ซึ่งตอนนั้น เรื่องเที่ยวนี่ดิฉันไม่เรื่องมากค่ะ ให้นั่งรถเล่นก็ไป ไม่ร้องไห้ แต่งงๆ นิดนึงว่าเราไปคนเดียวเหงาๆ ทั้งๆที่มีเพื่อนเล่น เพื่อนคุยตลอดทาง

มันคงเป็นลางมั้ง

ความทรงจำ จำได้อีกทีก็ตอนถึงชาดหาดบางแสนแล้ว (สงสัยจะหลับในรถ 55) ดิฉันอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นนี่ล่ะ
กำลังนั่งเล่นตักกองทรายอยู่ริมหาด แต่ตอนนั้นเราเป็นเด็กเล็กอยู่คนเดียว พี่ๆคนอื่นถ้าไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ก็อายุสิบกว่าขวบแล้ว
อากาศดี ลมเย็น แดดร้อนนิดหน่อยแต่สนุก กำลังนั่งตากแดดเล่นกองทรายอยู่ริมหาด
เห็นพี่ๆเดินลงไปเล่นน้ำทะเล น้ำทะเลคงไม่ลึกเห็นมีแต่คนยืนก้นอยู่ริมน้ำ
ดิฉันตอนนั้นถึงแม้อายุจะสี่ห้าขวบก็จริงแต่ความทรงจำ มันช่างแจ่มชัดมากเหลือเกิน
จำได้ว่าดิฉันเดินไปเล่นน้ำทะเลกับลูกพี่ลูกน้องที่ยังเป็นเด็กโตกว่าหน่อย เดินลุยน้ำลงไปด้วยกัน ตอนแรกๆก็เล่นตรงคลื่นซัดมาพอเปียก
ตอนหลังเริ่มซ่าส์ชักชวนกันเดินลงไปลึกเรื่อยๆ ทุกคนดูตื่นเต้นกับคลื่นน้ำทะเลมาก ตีน้ำ หัวเราะสนุกสนานกันมาก

ดิฉันจำได้ว่า ระหว่างเดินลงไปลึกเรื่อยๆ จะคอยมองมาที่ชายหาด มองมาที่ผู้ใหญ่ครอบครัวคุณน้านั่งบนเสื่อริมหาดทราย
โดยจะหันมามองเป็นระยะ เพราะใจนึงคงกลัว แต่อีกใจก็อยากสนุกกับพี่ๆ

จนถึงช่วงนึงดิฉันก้าวขาเดินไป อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนแผ่นดินมันหายไปจากเท้า น้ำขึ้นมาจมอยู่เหนือหัวในฉับพลัน ดิฉันไม่ทันได้ตั้งตัวหายใจเฮือกใดๆก่อนเลย ดังนั้นพอตกใจก็สำลักน้ำทะเลเข้าไปจนแสบคอ แสบจมูก ลืมตาก็แสบตา แต่ยังสู้แหงนคอทนแสบตามองขึ้นไปข้างบนเห็นแต่มือทั้งสองของตัวเอง กางมือ ไขว่คว้าหาที่จับอยู่ในน้ำ มีความรู้สึกว่าระว่างที่ตะกายอยู่นั้น มีแต่ปลายนิ้วเท่านั้นที่สมผัสถึงอากาศ เหมือนจะตะกายเหนือน้ำได้ แต่สักพักจู่ๆ น้ำก็ขึ้นมามิดไปหมด คงเป็นคลื่นที่ถาโถมเข้ามา ความรู้สึกตอนนั้นมันกลัวจับขั้วหัวใจจัง มีแต่ความสงสัยว่าเราจมน้ำได้ไง แผ่นดินอยู่ตรงไหน ทำไมหาดทรายหายไปจากเท้าเราเมื่อไหร่ บางช่วงก็มองเห็นหลังพี่ๆ เล่นน้ำทะเลอยู่ไกลออกไปนิดนึง อยากจะตะโกนเรียกแต่อ้าปากออกไปไม่มีเสียง ความรู้สึกตอนท้ายคือไม่ได้ตะกายมือเท้าแล้ว แต่มือยังชูขึ้นเหนือหัว ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรแล้วความแสบคอ แสบจมูก แสบตาทั้งหลาย มองเห็นแต่เงามือทั้งสองของตัวเองกางออกนิ่งๆ เห็นท้องฟ้าใส แต่คว้าอากาศไม่ได้มืออยู่ในน้ำแล้วมิดแล้ว... นานแค่ไหนจำไม่ได้ที่อยู่อย่างนั้นรู้สึกตัวอีกทีเห็นเป็นเงาคนทอดมา ตอนมีคนยกตัวเราขึ้นมาจากน้ำทะเล เห็นหน้าว่าเป็นพี่ที่โตแล้วที่นั่งอยู่บนเสื่อริมหาดนั่นล่ะ แต่เป็นใครจำไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีตอนไอ และกลับมาแสบคอ แสบจมูก แสบตา ทรมานมาก หลังจากนั้น ก็จำได้เป็นช่วงๆว่า เค้าพาไปซื้อของเล่น ซื้อขนม แค่นั้น นอกนั้นจำอะไรไม่ได้แล้ว

จำได้ว่าเรื่องนี้ครอบครัวดิฉันไม่มีใครรู้เรื่องเลย และดิฉันก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย ... ความเป็นเด็กทำให้เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการปกป้องสิทธิตัวเองมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

และดิฉันก็มาค้นพบภายหลังเมื่อช่วงวัยรุ่นไปเที่ยวชายทะเลกับเพื่อน และตอนนั้นว่ายน้ำเป็นแล้ว ว่า เหตุการณ์จมน้ำเนี่ยน่าจะเป็นเพราะดิฉันยังเด็กเล็กเกินไปเลยเดินตกไหล่ทะเล เป็นคำศัพท์ดิฉันเรียกเองไม่ทราบว่าทางวิชาการเรียกว่าอย่างไรนะคะ 555 คือหมายถึง พื้นทรายในส่วนที่ลาดลงในทะเล ลาดออกไปเป็นทางเรียบๆ แล้วบางที่มีการลาดออกไปแบบขั้นบันได ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจสะดุด เสียการทรงตัวในน้ำ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ก็อันตรายถึงชีวิตได้เลย อย่างกรณีดิฉันในวัยเด็กเป็นตัวอย่าง

หากเรื่องนี้จะมีประโยชน์บ้างก็ตรงที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายว่า
1. การจะให้ลูกคุณไปกับคนอื่น คุณไว้ใจได้แค่ไหน
2. การดูแลเด็กไม่สามารถคลาดสายตาได้แม้เสี้ยววินาที เพราะอาจเกิดเรื่องร้ายแรงได้
3. ให้เด็กดูแลเด็กด้วยกันทำได้ค่ะ แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิดคลาดสายตาไม่ได้เช่นเดียวกัน หรือในอีกทางก็คือ เด็กดูแลเด็กด้วยกันไว้ใจยากค่ะ เพราะเด็กก็คือเด็กยังขาดความรอบคอบและความระมัดระวังแบบผู้ใหญ่ ยังสนใจแต่เรื่องสนุกสนานยิ่งไปเที่ยวแล้วให้ดูแลน้องนี่ลำบากมากค่ะ

พาพันติดฝนพาพันรีบฝุดๆพาพันขอบคุณพาพันรดน้ำต้นไม้


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ไม่ทราบว่าจะสนุกกันมากน้อยเพียงใด ยังงัยก็ติชมกันได้นะคะ (ติได้แต่อย่าแรงนะตะเอง ชมแรงๆได้ว่าไม่ว่ากัน ดิฉันเป็นคนบ้ายอค่ะ 555)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่