บอกก่อนนะครับ เนื้อเรื่องยาวนิดและผมได้ความรู้ใหม่ 9 ข้อ

ปราสาท Okayama เมือง Okayama
อันนี้จริงๆตกตั้งแต่ปี 2015 แต่ไม่ได้เขียนเล่าให้ใครฟังเลย
ตอนนี้นึกขึ้นมาได้ เลยอยากจะ Share ประสบการณ์ เพราะ Low cost มันต้อง via ถ้าได้แบบไม่ via ต้องจองล่วงหน้าเป็นปี
อย่างเที่ยวแบบประหยัดต้องจัด Low cost

ปราสาท Himeji ตั้งอยู่ที่ Himeji, ในเมือง Hyōgo
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ช่วงกลางปี ผมชวนภรรยาไปเที่ยว OSAKA

อยากพานางไปใส่กิโมโน เดินสวยๆในเกียวโต จิบชามัจฉะขึ้นชื่อที่คิโยมิซึ และกินโมจิชื่อดังในย่านฮิกาชิยาม่า นั้นคือหัวใจหลักของทรีป(ตกเครื่อง)ของเราสองคน
เราแบ่งการทำงานกัน 2 ส่วนใหญ่ๆดังนี้
ผมจัดหาเรื่องที่พักและตั๋วเครื่องบิน
ภรรยาจัดเรื่องที่จะเที่ยว อยากไปที่ไหน อยากทานอะไร อยากซื้ออะไร อยากสัมผัสอะไร
ผมจองตั๋ว Air asia ทันทีเพราะโปรฯมันดีจริงๆ คนละ 7-8 พันมั้ง(ตั๋วล้วนๆ) แต่ดัน Add on อาหาร เลือกที่นั่ง โหลดกระเป๋า ก็ไปจบที่คนละหมื่นนิดๆ
ในใจคิดว่า ก็ยังถูกกว่าบินกับการบินไทยหรือสายการบินปกติ 4พันต่ำๆต่อคน
โอ้ว!!! 2 คนก็ 8พันกว่าๆเอาไปทานอาหารอร่อยๆได้อีก
แค่บิน Via มาเลฯ สบายมาก ผมเลือก Fight หัวค่ำ 20:00 กว่าๆ โดยประมาณ ไปถึงมาเลก็ เที่ยงคืนนิดๆ รอแค่ชม.ครึ่งก็ต่อไป Osaka เลย ถึงก็เช้าๆ เข้าที่พักเก็บกระเป๋าแล้วลุยเที่ยวได้เลย
( นอนบนเครื่องช่วงจากมาเลฯไปโอซาก้ายาวๆก็น่าจะดี )

รูปปั้น Momotarō และเพื่อนๆหน้าสถานีรถไฟหลัก Okayama
จุดกำเนิดการตกเครื่องมันอยู่ที่ ตอนอยู่ดอนเมือง
( ฝนตกหนักมากๆ พายุเข้า ) เครื่องออกไม่ได้ รอไปครับ จากที่ต้องออกตอน สองทุ่มนิดๆ ไปออกเอา สี่ทุ่มกว่าๆ พอถึงมาเลฯ ดูนาฬิกา โอ้ว!!!!!! กำลังจะตี 3 ในใจคิดทันที
ตกเครื่องแน่กู เดินจนถึงช่วงเชื่อมต่อ เรียบร้อย!! ไฟดับทั้งโซน ต้องออกไปข้างนอก โซนโหลดสำภาระเลย เราก็ไปคุยๆดู ที่เคาเตอร์ Air Asia ทางด้าน Air asia ก็โปรมากนะ (หรือคนตกบ่อยว่ะ)
ได้คำตอบแบบท่องจำมาพูดเลย ดังนี้
" ทางเราจะเปิดโรงแรมให้ทานได้พัก และจะรีบจัดหาเที่ยวบินใหม่ให้ท่านได้บินต่อไป Osaka แน่นอน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ "
ในใจตอนนั้นคือเช้ามืดวันศุกร์ ( เกือบจะตี 3 ) ซึ่ง ผมก็คิดว่า ซัก 7 โมงเช้าคงได้ขึ้น
แล้วก็ถามพนักงานกลับไปว่า ได้บินกี่โมง สิ่งที่ตกใจมากคือ พนักงานตอบว่า
“ได้บิน วันเสาร์ เที่ยวบินช่วงบ่าย”
เฮ้ย!!! เดี๋ยวนะ ต้องนอนมาเลฯ 2 คืนเลยเหรอ
ผมเลยบอกไปว่า ขอคิดแปบนะ เราเดินไปนั่ง Starbuck เพราะมี
free wifi ตรงโซนนั้น
เราตัดสินใจเช็ครอบบินสายการบินอื่นทันที
( กูจะไปเที่ยวโอซาก้า ไม่ได้อยากมาเที่ยวมาเลฯ )
พอเช็คได้คือ ANA รอบ 7 โมงเช้า เฮ้ย!!! ดีๆ ANA คือนิพพานในสายตาผม
( ถ้าคุณจะไปญี่ปุ่นแนะนำสายการบินนี้ แพงนิดแต่ดีงามมากๆ )

วัดคินคะคุจิ ( Kinkaku-ji Temple )
แต่ปัญหาไม่จบแค่นั้น
“การจองตั๋วและชำระเงิน Online ต้องล่วงหน้าก่อนเครื่องออกอย่างต่ำ 6 ชม.”
ซึ่งไม่สามารถจอง Online ได้ เวลาไม่เหลือพอ ต้องไปซื้อที่เคาน์เตอร์อย่างเดียว พอเดินไปถาม infomation ได้คำตอบดังนี้
เคาน์เตอร์ ANA อยู่อีกสนามบินนึง
เดี๋ยวนะ!!!!!!! แล้วไปไงหล่ะ เดินไม่ได้เพราะไกลมาก
( ระยะทางพอๆกับ Siam Paragon ไปพระโขนง ต้องนั่งรถไฟฟ้าของสนาบิน ) ซึ่ง
“ เปิดทำการตี 5 ” ตอนนั้นพึ่งกำลังจะตี 4 และเวลาคือสำคัญทุกนาที เราเดินหาเคาน์เตอร์แลกเงิน แต่เวลานั้นปิดหมดทั้งสนามบิน จึงตัดสินใจนั่ง Taxi จากสนามบิน Low cost ไปอีกสนามบิน โดนไปเบาๆ 50 ริงกิตและไม่รับบัตรฯ
( เราไม่มีเงินมาเลฯ แต่ผมมี US. dollars ในกระเป๋าเงิน ) #โชคดีไปกู

นั่งไปอีกสนามบิน แล้วเดินหาเคาน์เตอร์ ANA ทันที
เคาน์เตอร์ยังปิดอยู่ครับ!!!!!! เปิดอีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เจ้าหน้าที่ information แนะนำให้ไปส่วนของสำนักงาน ANA เราก็รีบๆเดินหาจนเจอ แต่เข้าไม่ได้เพราะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่เท่านั้น
โชคดีมีพนักงานสาวชาวญี่ปุ่นของ ANA ออกจากห้องน้ำ และภรรยาผมเห็น เลยเข้าชาร์จและคุย แรกๆนางก็เหมือนบ่ายเบียง (สงสัยเช้าเกิน) แต่จังหวะคุยกันนานพอควร มีเจ้าหน้าที่อาวุโส ของ ANA เดินมาเห็น นางเลยพูดดีขึ้น และพามารอตรงหน้าประตูของสำนักงานของ ANA ผ่านไปซักพัก
นางออกมาบอกว่า มีตั๋วนะ เวลาตามที่เราเช็คว่า ( 7:00 น. ) และไปลงแค่ Tokyo เท่านั้น
ภรรยาผมถึงกับหน้าเสีย แล้วหันมามองผมพร้อมพูดว่า “เอาไงดี” สายตาเธอตอนนั้นเหมือนจะร้องไห้นิดๆ
ช็อตหล่อผมจึงเกิด ผมตอบภรรยาผมสั้นๆว่า
“ลงญี่ปุ่นได้ พี่พาเราไปได้ทุกทีค่ะ ขอให้landing ที่ญี่ปุ่นก็พอ” ( ในใจตอนนั้น Shinkansen คือ Side kick ของผม
#พ่อม้าขาวของพี่ )

รถไฟความเร็วสูง Shinkansen หรือ ชื่อเล่นว่า รถไฟหัวกระสุน
เราจัดการเรื่องตั๋วเสร็จและขอบคุณเจ้าหน้าที่ ANA ทั้งพนักงานสาวและเจ้าหน้าที่อาวุโสท่านนั้นเสร็จ ทำให้รู้ว่า
คนญี่ปุ่นโค้งสวย โค้งเยอะ โค้งลึกทุกคน ยิ่งคุยเรื่องสำคัญเท่าไหร่ ยิ่งโค้งลึกมากๆ เป็นมารยาทที่สวยงามไม่แพ้การไหว้ของเรา แล้วจึงรีบไปที่เคาน์เตอร์เพื่อ Check in ช่วงเวลาตี 4:10 นาทีที่ เรากำลัง Check in ที่เคาน์เตอร์ อยู่ๆภรรยาผมก็ถามพนักงานขึ้นมาว่า
“กระเป๋าที่เราโหลดที่เมืองไทย จะดิ่งไป Osaka เลยใช่ไหมแล้วไป Pick up ได้ที่ใด”
สิ่งที่ได้รับการตอบกลับมาคือ
“กฎสากลของการบินทั่วโลกคือ ถ้าคนไม่บินกระเป๋าจะไม่บิน”
อ้าวเฮ้ย!!!! แล้วอยู่ไหน ทางเคาน์เตอร์ Check in ANA บอกว่า “Lost and Found ของ Air Asia” นั้นทำให้เราต้องนั่ง Taxi กลับไปที่สนามบิน Low cost อีกรอบ (โดนไปอีก 50 ริงกิต แต่ใช้ US.Dollars เช่นเคย) พอไปถึงเราดิ่งไป L&F ของ Air asia ทันที

เชื่อไหมครับ กระเป๋าเป็น 100ใบ ไม่ซิ ต้องบอกว่า 300กว่าใบเต็มไปหมด มีเจ้าหน้าที่ตรงนั้น 1 คนถ้วนๆ นางบอกสั้นๆว่า ลองเดินหาดูได้เลย เราเดินดูอยู่เกือบ 20นาที แล้วกลับมาบอกนางว่า
“ไม่มี” นางก็ดีนะ บอกเราว่า
“แป๊บนึง” นางก็ textๆ คุยกับเจ้าหน้าที่ด้านล่างเรื่องกระเป๋าเราผ่าน WhatsApp และนางก็คงเห็นว่าผมมองอยู่ เพราะ
( กูรอมาจะชม.แล้ว ) นางเลยบอกว่า
“ต้องรอซักพักนะ เพราะข้างล่างมีกระเป๋าเยอะมากๆและมีทาง WhatsApp เท่านั้นที่เอาไว้สื่อสารกับข้างล่าง” ผมก็พยายามนึงว่าทำไงดี จะลงไปดูก็เป็นพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่สามารถลงไปได้ จนฉุกคิดขึ้นมาได้ เลยบอกนางไปว่า
“กระเป๋าของเรา 2 ใบ สีดำทั้งใบ และสายรัดสีเหลืองสะท้อนแสงและอีกใบสายรัดสีชมพูสะท้อนแสง”

ย่าน Shopping Shinsaibashi ที่ผู้คนแน่นตลอดทั้งนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นเอง
พูดปั๊บนาง Text ปุ๊บ 2นาที กระเป๋าไหลขึ้นมาข้างบนตามสายพานเลย
เรารีบเอากระเป๋าแล้วนั่งรถไฟฟ้าของสนามบิน Low cost ไปอีกสนามบินใหญ่แล้ว (ตี 5 พอดี รถไฟเปิดทำการ ) โหลดกระเป๋าเสร็จรีบวิ่งไปขึ้นเครื่องทันที เพราะเวลาเหลือน้อยมากๆ พอเข้าเครื่องปั๊บ ไม่ทันได้ Take off ผมก็ shut down ตัวเองทันที รู้ตัวอีกที่ตอนพนักงานมาปลุกทานอาหารบนเครื่อง
พอ Landing ที่ Tokyo ( Narita airport ) เรารับกระเป๋าเสร็จ ก็เดินไปซื้อตั๋วรถ Shinkansen เพื่อดิ่งตรงยาวๆจาก Tokyo ไป Osaka เลยครับ
สรุปจริงๆเราควรถึง Osaka ตอน 9 หรือ 10โมงกว่าๆ เท่านั้น กลับเป็นวันนั้นเราถึงถึงตอนค่ำ 3 ทุ่มนิดๆ เก็บกระเป๋าเสร็จเดินไปถ่ายรูปคู่ที่ป้ายกูลิโกะและหาอะไรทานมื้อเย็นแถวคลอง Dōtonbori เลย

คลอง Dōtonbori และ จุดที่นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกว่าถึง Osaka แล้วนะ
นั้นคือนิยายมหากาพย์การตกเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตของผม ซึ่งก็บินมาเยอะเป็น 100ครั้ง ไม่เคยตกเลย นี้คือครั้งแรก
นิยายเรื่องนี้สอนให้ผมได้รู้และอยากให้เพื่อนๆ รู้ว่า
1. การจองตั๋ว Low cost แล้วต้องบิน Via ให้เพื่อเวลา 3 ชม.อย่างต่ำ เผื่อกันเหนียว
2. Starbucks ที่สนามบินมาเลฯมี free wifi ( ในสนามบิน Low cost ) ส่วนสนามบินปกติ มี Free wifi ทุกพื้นที่
3. การจองตั๋วและชำระเงิน Online ต้องจองล่วงหน้าก่อนเครื่องออกอย่างต่ำ 6 ชม.
4. สนามบิน Low cost และสนามบินปกติที่มาเลยฯ ไกลกันมาก เดินไปกลับไม่ได้เด็ดขาด
5. เคาน์เตอร์ต่างๆในมาเลฯ เปิดทำการเต็มรูปแบบตอนตี 4 ตรง
6. ถ้าคุณเป็นสายท่องเที่ยวแบบผม พกเงิน US. Dollars ไว้ในกระเป็นเงินซัก 200 เหรียญ เพื่อฉุกเฉิน
7. ถ่ายภาพกระเป๋าของคุณตอนก่อนโหลดไว้ซักนิด หรือทำสัญลักษณ์ไว้ มันทำให้พนักงานหากระเป๋า เราง่ายขึ้น
8. สายการบิน ANA งดงามมากๆ ถ้าไม่เดือดร้อนมาก จ่ายเพิ่มเถอะครับ เครื่องยนต์ Rolls royce เงียบมากๆ, เบาะนั่งกว้างๆ, กระจกใสแบบปรับความเข้มหรืออ่อนแค่กดปุ่มแทนการดึงม่านลงมาปิด ชุดอาหารกล่อง ( Bento set ) บนเครื่องมันสุดมากๆและห้องน้ำที่สะอาดและอุ่นตูดเวลานั่ง
Low cost ส่วนใหญ่ต่างจากสายการบินปกติอย่างไร โหลดกระเป๋า อาหาร เลือกที่นั่ง ต้องจ่ายเพิ่ม ที่นั่งเล็กกว่าสายการบินปกติ ไม่มีทีวี ห้องน้ำมีกลิ่นนิดๆ และอาหารไม่ดีดีมากมาย

สุดท้ายนี้ ภรรยาผมก็ได้บอกผมว่า “ หนูรู้ว่าพี่อยากประหยัด แต่เราไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ครั้งหน้าไม่เอาแบบนี้นะ ”
และการตกเครื่องครั้งนั้น ทำให้ภรรยาผมได้สัมผัส รถไฟพลังหัวจรวจชินคันเซน ที่ผมรักนักรักหนาว่า มันสุดยอดจริงๆอย่าที่ผมโม้ให้เธอฟังเธอฟังบ่อยๆ
และทำให้เรารักกันมากๆขึ้นเพราะ ผมเชื่อว่า
"มีสุขร่วมสุข มีทุกข์เราต้องช่วยกัน" น้องไม่มีอารมณ์หงุดหงิดเลยและโพกัสที่ว่าเราต้องทำอะไรด้วยเหตุและผลที่เราเจออยู่ตอนนั้นด้วยเวลาที่ไม่เกิน 4 ชั่วโมงก่อนที่เครื่องของ ANA จะออก
ผมเห็นว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากนิยายชีวิตของผม จึงเอามาแชร์ให้อ่านกันนะครับ
ปล. ส่งจดหมายโต้ตอบกับทาง Air asia ประมาณ 20 ฉบับในเวลา 4-5 เดือนเต็มๆ จึงได้เงินคืนมาจำนวนนึง (ช่วงจากมาเลฯไปโอซาก้า) แต่ได้เป็นเครดิต สำหรับบินกับทาง Air asia เท่านั้น ผมเลยจองตั๋วตอนมกราปี 2016 บินช่วงปีใหม่ ธันวา 2016 เลย
ทำให้รู้อีกข้อว่า การจองตั๋ว Low cost นั้นเค้าจองกันข้ามปีจริงๆนะ ตอนที่ผมจองนั้น
(11เดือนก่อนเดินทาง หรือพูดง่ายๆ จองต้นปีบินปลายปี) แต่ Hokkaido กับ Tokyo ช่วงปีใหม่
เต็มหมดแล้วนะครับ โหดมากๆ
เพื่อใครจะอยากบินตรงแบบ Low cost ต้องจองล่วงหน้าปีนึงต่ำๆนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี

ย่าน Shopping Ebisu Bashi-Suji
ภาพทั้งหมดที่เอามาลง คือภาพในทริปซึ่งผมถ่ายเองครับ อาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องตอนเดินทาง แต่อยากเอามาลงเสริมเพื่อให้เห็นว่า มันคือฟ้าหลังฝน ที่งดงามเสมอ หลังจาก
เราลุยกันหนักเพื่อไป Osaka ด้วยกัน
นิยายมหากาพย์ ตอน "ตกเครื่องบินนอกประเทศครั้งแรก"
อันนี้จริงๆตกตั้งแต่ปี 2015 แต่ไม่ได้เขียนเล่าให้ใครฟังเลย
ตอนนี้นึกขึ้นมาได้ เลยอยากจะ Share ประสบการณ์ เพราะ Low cost มันต้อง via ถ้าได้แบบไม่ via ต้องจองล่วงหน้าเป็นปี
อย่างเที่ยวแบบประหยัดต้องจัด Low cost
อยากพานางไปใส่กิโมโน เดินสวยๆในเกียวโต จิบชามัจฉะขึ้นชื่อที่คิโยมิซึ และกินโมจิชื่อดังในย่านฮิกาชิยาม่า นั้นคือหัวใจหลักของทรีป(ตกเครื่อง)ของเราสองคน
เราแบ่งการทำงานกัน 2 ส่วนใหญ่ๆดังนี้
ผมจัดหาเรื่องที่พักและตั๋วเครื่องบิน
ภรรยาจัดเรื่องที่จะเที่ยว อยากไปที่ไหน อยากทานอะไร อยากซื้ออะไร อยากสัมผัสอะไร
ผมจองตั๋ว Air asia ทันทีเพราะโปรฯมันดีจริงๆ คนละ 7-8 พันมั้ง(ตั๋วล้วนๆ) แต่ดัน Add on อาหาร เลือกที่นั่ง โหลดกระเป๋า ก็ไปจบที่คนละหมื่นนิดๆ
ในใจคิดว่า ก็ยังถูกกว่าบินกับการบินไทยหรือสายการบินปกติ 4พันต่ำๆต่อคน
โอ้ว!!! 2 คนก็ 8พันกว่าๆเอาไปทานอาหารอร่อยๆได้อีก
แค่บิน Via มาเลฯ สบายมาก ผมเลือก Fight หัวค่ำ 20:00 กว่าๆ โดยประมาณ ไปถึงมาเลก็ เที่ยงคืนนิดๆ รอแค่ชม.ครึ่งก็ต่อไป Osaka เลย ถึงก็เช้าๆ เข้าที่พักเก็บกระเป๋าแล้วลุยเที่ยวได้เลย
( นอนบนเครื่องช่วงจากมาเลฯไปโอซาก้ายาวๆก็น่าจะดี )
จุดกำเนิดการตกเครื่องมันอยู่ที่ ตอนอยู่ดอนเมือง ( ฝนตกหนักมากๆ พายุเข้า ) เครื่องออกไม่ได้ รอไปครับ จากที่ต้องออกตอน สองทุ่มนิดๆ ไปออกเอา สี่ทุ่มกว่าๆ พอถึงมาเลฯ ดูนาฬิกา โอ้ว!!!!!! กำลังจะตี 3 ในใจคิดทันที ตกเครื่องแน่กู เดินจนถึงช่วงเชื่อมต่อ เรียบร้อย!! ไฟดับทั้งโซน ต้องออกไปข้างนอก โซนโหลดสำภาระเลย เราก็ไปคุยๆดู ที่เคาเตอร์ Air Asia ทางด้าน Air asia ก็โปรมากนะ (หรือคนตกบ่อยว่ะ)
ได้คำตอบแบบท่องจำมาพูดเลย ดังนี้ " ทางเราจะเปิดโรงแรมให้ทานได้พัก และจะรีบจัดหาเที่ยวบินใหม่ให้ท่านได้บินต่อไป Osaka แน่นอน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ "
ในใจตอนนั้นคือเช้ามืดวันศุกร์ ( เกือบจะตี 3 ) ซึ่ง ผมก็คิดว่า ซัก 7 โมงเช้าคงได้ขึ้น
แล้วก็ถามพนักงานกลับไปว่า ได้บินกี่โมง สิ่งที่ตกใจมากคือ พนักงานตอบว่า
“ได้บิน วันเสาร์ เที่ยวบินช่วงบ่าย”
เฮ้ย!!! เดี๋ยวนะ ต้องนอนมาเลฯ 2 คืนเลยเหรอ
ผมเลยบอกไปว่า ขอคิดแปบนะ เราเดินไปนั่ง Starbuck เพราะมี free wifi ตรงโซนนั้น
เราตัดสินใจเช็ครอบบินสายการบินอื่นทันที
( กูจะไปเที่ยวโอซาก้า ไม่ได้อยากมาเที่ยวมาเลฯ )
พอเช็คได้คือ ANA รอบ 7 โมงเช้า เฮ้ย!!! ดีๆ ANA คือนิพพานในสายตาผม
( ถ้าคุณจะไปญี่ปุ่นแนะนำสายการบินนี้ แพงนิดแต่ดีงามมากๆ )
แต่ปัญหาไม่จบแค่นั้น “การจองตั๋วและชำระเงิน Online ต้องล่วงหน้าก่อนเครื่องออกอย่างต่ำ 6 ชม.”
ซึ่งไม่สามารถจอง Online ได้ เวลาไม่เหลือพอ ต้องไปซื้อที่เคาน์เตอร์อย่างเดียว พอเดินไปถาม infomation ได้คำตอบดังนี้
เคาน์เตอร์ ANA อยู่อีกสนามบินนึง เดี๋ยวนะ!!!!!!! แล้วไปไงหล่ะ เดินไม่ได้เพราะไกลมาก ( ระยะทางพอๆกับ Siam Paragon ไปพระโขนง ต้องนั่งรถไฟฟ้าของสนาบิน ) ซึ่ง “ เปิดทำการตี 5 ” ตอนนั้นพึ่งกำลังจะตี 4 และเวลาคือสำคัญทุกนาที เราเดินหาเคาน์เตอร์แลกเงิน แต่เวลานั้นปิดหมดทั้งสนามบิน จึงตัดสินใจนั่ง Taxi จากสนามบิน Low cost ไปอีกสนามบิน โดนไปเบาๆ 50 ริงกิตและไม่รับบัตรฯ
( เราไม่มีเงินมาเลฯ แต่ผมมี US. dollars ในกระเป๋าเงิน ) #โชคดีไปกู
นั่งไปอีกสนามบิน แล้วเดินหาเคาน์เตอร์ ANA ทันที เคาน์เตอร์ยังปิดอยู่ครับ!!!!!! เปิดอีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เจ้าหน้าที่ information แนะนำให้ไปส่วนของสำนักงาน ANA เราก็รีบๆเดินหาจนเจอ แต่เข้าไม่ได้เพราะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่เท่านั้น
โชคดีมีพนักงานสาวชาวญี่ปุ่นของ ANA ออกจากห้องน้ำ และภรรยาผมเห็น เลยเข้าชาร์จและคุย แรกๆนางก็เหมือนบ่ายเบียง (สงสัยเช้าเกิน) แต่จังหวะคุยกันนานพอควร มีเจ้าหน้าที่อาวุโส ของ ANA เดินมาเห็น นางเลยพูดดีขึ้น และพามารอตรงหน้าประตูของสำนักงานของ ANA ผ่านไปซักพัก
นางออกมาบอกว่า มีตั๋วนะ เวลาตามที่เราเช็คว่า ( 7:00 น. ) และไปลงแค่ Tokyo เท่านั้น
ช็อตหล่อผมจึงเกิด ผมตอบภรรยาผมสั้นๆว่า “ลงญี่ปุ่นได้ พี่พาเราไปได้ทุกทีค่ะ ขอให้landing ที่ญี่ปุ่นก็พอ” ( ในใจตอนนั้น Shinkansen คือ Side kick ของผม #พ่อม้าขาวของพี่ )
เราจัดการเรื่องตั๋วเสร็จและขอบคุณเจ้าหน้าที่ ANA ทั้งพนักงานสาวและเจ้าหน้าที่อาวุโสท่านนั้นเสร็จ ทำให้รู้ว่า คนญี่ปุ่นโค้งสวย โค้งเยอะ โค้งลึกทุกคน ยิ่งคุยเรื่องสำคัญเท่าไหร่ ยิ่งโค้งลึกมากๆ เป็นมารยาทที่สวยงามไม่แพ้การไหว้ของเรา แล้วจึงรีบไปที่เคาน์เตอร์เพื่อ Check in ช่วงเวลาตี 4:10 นาทีที่ เรากำลัง Check in ที่เคาน์เตอร์ อยู่ๆภรรยาผมก็ถามพนักงานขึ้นมาว่า
“กระเป๋าที่เราโหลดที่เมืองไทย จะดิ่งไป Osaka เลยใช่ไหมแล้วไป Pick up ได้ที่ใด”
สิ่งที่ได้รับการตอบกลับมาคือ
“กฎสากลของการบินทั่วโลกคือ ถ้าคนไม่บินกระเป๋าจะไม่บิน”
อ้าวเฮ้ย!!!! แล้วอยู่ไหน ทางเคาน์เตอร์ Check in ANA บอกว่า “Lost and Found ของ Air Asia” นั้นทำให้เราต้องนั่ง Taxi กลับไปที่สนามบิน Low cost อีกรอบ (โดนไปอีก 50 ริงกิต แต่ใช้ US.Dollars เช่นเคย) พอไปถึงเราดิ่งไป L&F ของ Air asia ทันที
เชื่อไหมครับ กระเป๋าเป็น 100ใบ ไม่ซิ ต้องบอกว่า 300กว่าใบเต็มไปหมด มีเจ้าหน้าที่ตรงนั้น 1 คนถ้วนๆ นางบอกสั้นๆว่า ลองเดินหาดูได้เลย เราเดินดูอยู่เกือบ 20นาที แล้วกลับมาบอกนางว่า “ไม่มี” นางก็ดีนะ บอกเราว่า “แป๊บนึง” นางก็ textๆ คุยกับเจ้าหน้าที่ด้านล่างเรื่องกระเป๋าเราผ่าน WhatsApp และนางก็คงเห็นว่าผมมองอยู่ เพราะ ( กูรอมาจะชม.แล้ว ) นางเลยบอกว่า “ต้องรอซักพักนะ เพราะข้างล่างมีกระเป๋าเยอะมากๆและมีทาง WhatsApp เท่านั้นที่เอาไว้สื่อสารกับข้างล่าง” ผมก็พยายามนึงว่าทำไงดี จะลงไปดูก็เป็นพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่สามารถลงไปได้ จนฉุกคิดขึ้นมาได้ เลยบอกนางไปว่า
“กระเป๋าของเรา 2 ใบ สีดำทั้งใบ และสายรัดสีเหลืองสะท้อนแสงและอีกใบสายรัดสีชมพูสะท้อนแสง”
พูดปั๊บนาง Text ปุ๊บ 2นาที กระเป๋าไหลขึ้นมาข้างบนตามสายพานเลย
เรารีบเอากระเป๋าแล้วนั่งรถไฟฟ้าของสนามบิน Low cost ไปอีกสนามบินใหญ่แล้ว (ตี 5 พอดี รถไฟเปิดทำการ ) โหลดกระเป๋าเสร็จรีบวิ่งไปขึ้นเครื่องทันที เพราะเวลาเหลือน้อยมากๆ พอเข้าเครื่องปั๊บ ไม่ทันได้ Take off ผมก็ shut down ตัวเองทันที รู้ตัวอีกที่ตอนพนักงานมาปลุกทานอาหารบนเครื่อง
พอ Landing ที่ Tokyo ( Narita airport ) เรารับกระเป๋าเสร็จ ก็เดินไปซื้อตั๋วรถ Shinkansen เพื่อดิ่งตรงยาวๆจาก Tokyo ไป Osaka เลยครับ
สรุปจริงๆเราควรถึง Osaka ตอน 9 หรือ 10โมงกว่าๆ เท่านั้น กลับเป็นวันนั้นเราถึงถึงตอนค่ำ 3 ทุ่มนิดๆ เก็บกระเป๋าเสร็จเดินไปถ่ายรูปคู่ที่ป้ายกูลิโกะและหาอะไรทานมื้อเย็นแถวคลอง Dōtonbori เลย
นั้นคือนิยายมหากาพย์การตกเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตของผม ซึ่งก็บินมาเยอะเป็น 100ครั้ง ไม่เคยตกเลย นี้คือครั้งแรก
นิยายเรื่องนี้สอนให้ผมได้รู้และอยากให้เพื่อนๆ รู้ว่า
1. การจองตั๋ว Low cost แล้วต้องบิน Via ให้เพื่อเวลา 3 ชม.อย่างต่ำ เผื่อกันเหนียว
2. Starbucks ที่สนามบินมาเลฯมี free wifi ( ในสนามบิน Low cost ) ส่วนสนามบินปกติ มี Free wifi ทุกพื้นที่
3. การจองตั๋วและชำระเงิน Online ต้องจองล่วงหน้าก่อนเครื่องออกอย่างต่ำ 6 ชม.
4. สนามบิน Low cost และสนามบินปกติที่มาเลยฯ ไกลกันมาก เดินไปกลับไม่ได้เด็ดขาด
5. เคาน์เตอร์ต่างๆในมาเลฯ เปิดทำการเต็มรูปแบบตอนตี 4 ตรง
6. ถ้าคุณเป็นสายท่องเที่ยวแบบผม พกเงิน US. Dollars ไว้ในกระเป็นเงินซัก 200 เหรียญ เพื่อฉุกเฉิน
7. ถ่ายภาพกระเป๋าของคุณตอนก่อนโหลดไว้ซักนิด หรือทำสัญลักษณ์ไว้ มันทำให้พนักงานหากระเป๋า เราง่ายขึ้น
8. สายการบิน ANA งดงามมากๆ ถ้าไม่เดือดร้อนมาก จ่ายเพิ่มเถอะครับ เครื่องยนต์ Rolls royce เงียบมากๆ, เบาะนั่งกว้างๆ, กระจกใสแบบปรับความเข้มหรืออ่อนแค่กดปุ่มแทนการดึงม่านลงมาปิด ชุดอาหารกล่อง ( Bento set ) บนเครื่องมันสุดมากๆและห้องน้ำที่สะอาดและอุ่นตูดเวลานั่ง
Low cost ส่วนใหญ่ต่างจากสายการบินปกติอย่างไร โหลดกระเป๋า อาหาร เลือกที่นั่ง ต้องจ่ายเพิ่ม ที่นั่งเล็กกว่าสายการบินปกติ ไม่มีทีวี ห้องน้ำมีกลิ่นนิดๆ และอาหารไม่ดีดีมากมาย
สุดท้ายนี้ ภรรยาผมก็ได้บอกผมว่า “ หนูรู้ว่าพี่อยากประหยัด แต่เราไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ครั้งหน้าไม่เอาแบบนี้นะ ”
และการตกเครื่องครั้งนั้น ทำให้ภรรยาผมได้สัมผัส รถไฟพลังหัวจรวจชินคันเซน ที่ผมรักนักรักหนาว่า มันสุดยอดจริงๆอย่าที่ผมโม้ให้เธอฟังเธอฟังบ่อยๆ
และทำให้เรารักกันมากๆขึ้นเพราะ ผมเชื่อว่า "มีสุขร่วมสุข มีทุกข์เราต้องช่วยกัน" น้องไม่มีอารมณ์หงุดหงิดเลยและโพกัสที่ว่าเราต้องทำอะไรด้วยเหตุและผลที่เราเจออยู่ตอนนั้นด้วยเวลาที่ไม่เกิน 4 ชั่วโมงก่อนที่เครื่องของ ANA จะออก
ผมเห็นว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากนิยายชีวิตของผม จึงเอามาแชร์ให้อ่านกันนะครับ
ปล. ส่งจดหมายโต้ตอบกับทาง Air asia ประมาณ 20 ฉบับในเวลา 4-5 เดือนเต็มๆ จึงได้เงินคืนมาจำนวนนึง (ช่วงจากมาเลฯไปโอซาก้า) แต่ได้เป็นเครดิต สำหรับบินกับทาง Air asia เท่านั้น ผมเลยจองตั๋วตอนมกราปี 2016 บินช่วงปีใหม่ ธันวา 2016 เลย
ทำให้รู้อีกข้อว่า การจองตั๋ว Low cost นั้นเค้าจองกันข้ามปีจริงๆนะ ตอนที่ผมจองนั้น (11เดือนก่อนเดินทาง หรือพูดง่ายๆ จองต้นปีบินปลายปี) แต่ Hokkaido กับ Tokyo ช่วงปีใหม่ เต็มหมดแล้วนะครับ โหดมากๆ
เพื่อใครจะอยากบินตรงแบบ Low cost ต้องจองล่วงหน้าปีนึงต่ำๆนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี
ภาพทั้งหมดที่เอามาลง คือภาพในทริปซึ่งผมถ่ายเองครับ อาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องตอนเดินทาง แต่อยากเอามาลงเสริมเพื่อให้เห็นว่า มันคือฟ้าหลังฝน ที่งดงามเสมอ หลังจากเราลุยกันหนักเพื่อไป Osaka ด้วยกัน