สวัสดีค่ะ ขออนุญาตแนะนำตัวก่อนเลย เราเรียนจบนิติศาสตร์ จากสถาบันแห่งหนึ่ง แต่ที่บ้านเราไม่เห็นด้วยกับเรียนคณะนี้ตั้งแต่แรก ที่บ้านเราอยากให้เรียนเกี่ยวกับภาษา แต่เราไม่ชอบ (ถึงแม้ว่าเราจะเรียนศิลป์อังกฤษ) พอเรียนจบมาที่บ้านเราก็ไม่อยากให้ทำงานด้านนี้เนื่องจากมันค่อนข้างบาป คุณแม่ของเราเคยร้องไห้ต่อหน้าเราตอนที่รู้ว่าเราจะเรียนนิติศาสตร์ (ไม่รู้ว่ามีอคติหรือมุมมองแบบใด) แต่ตอนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านเคยบอกว่าอาชีพนี้ไม่สุจริตท่านไม่ชอบ แต่เราก็ดันทุรังสอบจนติดคณะนิติศาสตร์ เพราะเราเชื่อว่ามันไม่เป็นอย่างที่คุณแม่และญาติๆของเราบอก พอเรียนจบเราก็เดินทางเข้าไปทำงานใน กทม.ทันที
เราได้งานทำในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งดุแลเกี่ยวกับสัญญาของบริษัท ระหว่างที่ทำงานเราก็เรียนเนติฯ และสอบได้ใบอนุญาตว่าความ สอบได้ที่ปรึกษาศาลเยาวชนและครอบครัว สอบได้ใบอนุญาตทนายความผู้ทำคำรับรองเอกสารและรายมือชื่อ (Notarial Services Attorney) เรียบร้อยแล้ว โดยเราได้ทำงานกับบริษัทแห่งนี้ประมาณ 2 ปีกว่า ได้เงินเดือนประมาณ 15000 บาท ไม่รวมโอที และโบนัสของบริษัท แต่ก็ต้องตัดสินใจลาออกมาเนื่องจากว่าไม่ค่อยมีความสุขกับเพื่อนร่วมงานบางท่าน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน
ต่อมาภายหลังจากที่เราลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งนั้นแล้ว เราก็มาฝึกงานทนายความ ณ สำนักงานทนายความแห่งหนึ่งที่รู่จักกัน แต่พอไปฝึกงานทนายความกับสำนักงานแห่งนั้น ทำให้ค้นพบมุมมืดของกฎหมายหรือมีกระบวนการหรือขั้นตอนการทำงานเกี่ยวกับทนายความบางอย่างที่เราไม่สามารถรับได้ (สายดาร์ก) ทำให้เราตัดสินใจลาออกจากสำนักงานทนายความแห่งนั้นออกมา พร้อมทั้งตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราเหมาะสมกับงานทนายความแล้วหรือไม่ เราสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และคำถามต่อมาก็คือเราควรที่ทำงานอย่างอื่นดีกว่ามั้ยและการฝึกงานทนายความเราก็ไม่ได้รับเงินเลยเนื่องจากต้องไปเอาความรู้จากพี่ๆทนาย ทำให้ได้ความรู้แต่ไม่ได้เงิน เป็นผลให้เราไม่มีรายรับเข้ามา อีกทั้งเงินเก็บจากการทำงานเก่าก็เริ่มหมดแล้วด้วย ทำให้เราคิดว่าเราอยู่อย่างงี้ไม่ได้แล้ว ถึงแม้จะได้ความรู้แต่เราก็จะอดตายด้วยเช่นกัน
ระหว่างนั้นก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ที่เพื่อนสนิทเราเคารพนับถือ ได้แนะนำเราให้กับท่านได้รู้จักกัน และท่านได้เชิญเรามาร่วมทำงานด้วยที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เราก็มาทำงานตามคำเชิญชวนของท่าน พอตัดสินใจเข้ามาทำงาน ณ สถานที่แห่งใหม่ เราก็ทำงานด้วยความเต็มใจและใส่ใจพี่ๆ ที่ทำงานก็มีทั้งติทั้งชมเกี่ยวกับการทำงาน การทำงานแห่งนี้ทำให้เรารุ้สึกมีความสุขมากถึงแม้ว่าที่นี่จะจ้างเราเป็นแบบลูกจ้างเหมารายวัน วันละ 400 บาทก็ตาม พร้อมทั้งเราก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท และเรียนเนติบัณฑิตผ่านระบบออนไลน์ ณ สถาบันแห่ง่นี้ด้วยเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา แต่ปัญหามันก็ตามมาถึงแม้ว่างานที่นี่จะดี เพื่อนร่วมงานดี บรรยากาศที่ทำงานก็แฮปปี้ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงดงาม เราพบว่าการทำงานโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวันนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ โดยเฉลี่ยๆ ต่อเดือน เบร็ดเสร็จได้ไม่เกิน 7000 บาทต่อเดือน แต่รายจ่ายของเราเยอะกว่ารายรับ ไม่ว่าจะค่าเช่าห้องที่ปาเข้าไปเกือบครึ่งของเงินเดือน ค่ากินค่าอยู่ค่าใช้ใจ่ายอื่นๆ ต่อเดือน อีกทั้งบางครั้งเราก็ส่งให้ที่พี่ชายด้วยทำให้เราไม่สามารถบริหารจัดการการเงินให้อยู่ในสภาพคล่องได้ จึงทำให้เรามีความคิดว่าเราจะลาออกจากที่นี่ และวางแผนที่จะไปทำงานทนายความต่อตามที่เรียนจบมา และกลับภูมิลำเนา
ที่บ้านเรามีที่ดินประมาณ 50 กว่าไร่ ตั้งแต่เราเรียนจบนิติศาสตร์ พร้อมทั้งหาประสบการณ์ทำงานมาตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้เรามีความคิดที่ว่ามันยังไม่ใช่สำหรับเรา เราจึงมีความคิดที่ว่าเราจะกลับมาบ้านมาทำงานเกษตร มาปลูกผักสวนครัว หรือทำไร่ หาเลี้ยงตัวเองแค่แบบพอดีพอกินเดินตามทางพระราชดำรัสของ ร.9 แต่เราก็ไม่มีประสบการณ์ด้านเกษตรและความรู้ใดๆในด้านนี้เลย อีกทั้งที่ดินทั้งหมดญาติเราตอนนี้ก็ครอบครองอยู่ ท่านให้เราออกจากงานสถาบันการศึกษา เพื่อออกมาช่วยทำงานไร่ โดยไร่ก็เป็นของเรา ชื่อเรา แต่ท่านปลูก เงินก็ของท่าน ทำให้เรารู้สึกว่าเฮ้ยยย ที่ดินเรา ญาติครอบครอง ใช้เราทำงาน ผลผลิตออกมาญาติเอาไป แล้วเราจะไปทำๆไมให้เสียเวลา (มันมีเงื่อนงำความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ระหองระแหงกัน จนแตกหักกันมาแล้วหลายรอบ) แต่เราไม่อยากใช้ขบวนการทางกฎหมายมันจะเป็นการรุนแรงเกินไป เพราะคำว่าบุญคุณที่ท่านเลี้องดูเรามา ตั้งแต่เกิด (พ่อแม่ได้เลี้ยงเรามา เราโตมากับญาติ)
ตอนนี้เรารู้สึกสับสนมาก ว่าเราควรทำอย่างไรดีกับชีวิต รู้สึกอึดอัด หาทางออกไม่ได้ ทำงานทนายเราก็รับไม่ได้กับบางอย่างที่ค่อนข้างฝืนใจทำ กลับมาทำงานกับที่บ้านก็ประสบกับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว งานที่อยากทำก็คือทำเกษตร แต่ที่ดินก็ไม่ว่างแล้วสำหรับเรา เราควรทำไงดี?
การทำงานควรทำงานตามที่จบมาหรือว่า ควรทำงานตามที่ผู้ปกครองแนะนำ หรือควรทำงานที่ตนเองสนใจ?
เราได้งานทำในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งดุแลเกี่ยวกับสัญญาของบริษัท ระหว่างที่ทำงานเราก็เรียนเนติฯ และสอบได้ใบอนุญาตว่าความ สอบได้ที่ปรึกษาศาลเยาวชนและครอบครัว สอบได้ใบอนุญาตทนายความผู้ทำคำรับรองเอกสารและรายมือชื่อ (Notarial Services Attorney) เรียบร้อยแล้ว โดยเราได้ทำงานกับบริษัทแห่งนี้ประมาณ 2 ปีกว่า ได้เงินเดือนประมาณ 15000 บาท ไม่รวมโอที และโบนัสของบริษัท แต่ก็ต้องตัดสินใจลาออกมาเนื่องจากว่าไม่ค่อยมีความสุขกับเพื่อนร่วมงานบางท่าน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน
ต่อมาภายหลังจากที่เราลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งนั้นแล้ว เราก็มาฝึกงานทนายความ ณ สำนักงานทนายความแห่งหนึ่งที่รู่จักกัน แต่พอไปฝึกงานทนายความกับสำนักงานแห่งนั้น ทำให้ค้นพบมุมมืดของกฎหมายหรือมีกระบวนการหรือขั้นตอนการทำงานเกี่ยวกับทนายความบางอย่างที่เราไม่สามารถรับได้ (สายดาร์ก) ทำให้เราตัดสินใจลาออกจากสำนักงานทนายความแห่งนั้นออกมา พร้อมทั้งตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราเหมาะสมกับงานทนายความแล้วหรือไม่ เราสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และคำถามต่อมาก็คือเราควรที่ทำงานอย่างอื่นดีกว่ามั้ยและการฝึกงานทนายความเราก็ไม่ได้รับเงินเลยเนื่องจากต้องไปเอาความรู้จากพี่ๆทนาย ทำให้ได้ความรู้แต่ไม่ได้เงิน เป็นผลให้เราไม่มีรายรับเข้ามา อีกทั้งเงินเก็บจากการทำงานเก่าก็เริ่มหมดแล้วด้วย ทำให้เราคิดว่าเราอยู่อย่างงี้ไม่ได้แล้ว ถึงแม้จะได้ความรู้แต่เราก็จะอดตายด้วยเช่นกัน
ระหว่างนั้นก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ที่เพื่อนสนิทเราเคารพนับถือ ได้แนะนำเราให้กับท่านได้รู้จักกัน และท่านได้เชิญเรามาร่วมทำงานด้วยที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เราก็มาทำงานตามคำเชิญชวนของท่าน พอตัดสินใจเข้ามาทำงาน ณ สถานที่แห่งใหม่ เราก็ทำงานด้วยความเต็มใจและใส่ใจพี่ๆ ที่ทำงานก็มีทั้งติทั้งชมเกี่ยวกับการทำงาน การทำงานแห่งนี้ทำให้เรารุ้สึกมีความสุขมากถึงแม้ว่าที่นี่จะจ้างเราเป็นแบบลูกจ้างเหมารายวัน วันละ 400 บาทก็ตาม พร้อมทั้งเราก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท และเรียนเนติบัณฑิตผ่านระบบออนไลน์ ณ สถาบันแห่ง่นี้ด้วยเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา แต่ปัญหามันก็ตามมาถึงแม้ว่างานที่นี่จะดี เพื่อนร่วมงานดี บรรยากาศที่ทำงานก็แฮปปี้ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงดงาม เราพบว่าการทำงานโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวันนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ โดยเฉลี่ยๆ ต่อเดือน เบร็ดเสร็จได้ไม่เกิน 7000 บาทต่อเดือน แต่รายจ่ายของเราเยอะกว่ารายรับ ไม่ว่าจะค่าเช่าห้องที่ปาเข้าไปเกือบครึ่งของเงินเดือน ค่ากินค่าอยู่ค่าใช้ใจ่ายอื่นๆ ต่อเดือน อีกทั้งบางครั้งเราก็ส่งให้ที่พี่ชายด้วยทำให้เราไม่สามารถบริหารจัดการการเงินให้อยู่ในสภาพคล่องได้ จึงทำให้เรามีความคิดว่าเราจะลาออกจากที่นี่ และวางแผนที่จะไปทำงานทนายความต่อตามที่เรียนจบมา และกลับภูมิลำเนา
ที่บ้านเรามีที่ดินประมาณ 50 กว่าไร่ ตั้งแต่เราเรียนจบนิติศาสตร์ พร้อมทั้งหาประสบการณ์ทำงานมาตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้เรามีความคิดที่ว่ามันยังไม่ใช่สำหรับเรา เราจึงมีความคิดที่ว่าเราจะกลับมาบ้านมาทำงานเกษตร มาปลูกผักสวนครัว หรือทำไร่ หาเลี้ยงตัวเองแค่แบบพอดีพอกินเดินตามทางพระราชดำรัสของ ร.9 แต่เราก็ไม่มีประสบการณ์ด้านเกษตรและความรู้ใดๆในด้านนี้เลย อีกทั้งที่ดินทั้งหมดญาติเราตอนนี้ก็ครอบครองอยู่ ท่านให้เราออกจากงานสถาบันการศึกษา เพื่อออกมาช่วยทำงานไร่ โดยไร่ก็เป็นของเรา ชื่อเรา แต่ท่านปลูก เงินก็ของท่าน ทำให้เรารู้สึกว่าเฮ้ยยย ที่ดินเรา ญาติครอบครอง ใช้เราทำงาน ผลผลิตออกมาญาติเอาไป แล้วเราจะไปทำๆไมให้เสียเวลา (มันมีเงื่อนงำความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ระหองระแหงกัน จนแตกหักกันมาแล้วหลายรอบ) แต่เราไม่อยากใช้ขบวนการทางกฎหมายมันจะเป็นการรุนแรงเกินไป เพราะคำว่าบุญคุณที่ท่านเลี้องดูเรามา ตั้งแต่เกิด (พ่อแม่ได้เลี้ยงเรามา เราโตมากับญาติ)
ตอนนี้เรารู้สึกสับสนมาก ว่าเราควรทำอย่างไรดีกับชีวิต รู้สึกอึดอัด หาทางออกไม่ได้ ทำงานทนายเราก็รับไม่ได้กับบางอย่างที่ค่อนข้างฝืนใจทำ กลับมาทำงานกับที่บ้านก็ประสบกับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว งานที่อยากทำก็คือทำเกษตร แต่ที่ดินก็ไม่ว่างแล้วสำหรับเรา เราควรทำไงดี?