เคยได้ยินมาว่าหากประสบเหตุเฉียดตายมาแล้วจะทำให้มีสัมผัสที่หก ..หรือจะเป็นเรื่องจริง

เคยได้ยินมาก่อน นานแล้ว ว่าหากใครเคยเจอผีสักครั้ง จะเป็นการเปิดสัมผัสพิเศษให้เจอผีบ่อยมากขึ้น แต่ว่าในกรณีของดิฉันเนี่ยเป็นกรณีที่ประสบเหตุเฉียดตายมาก่อนค่ะ

ซึ่งตอนที่ประสบเหตุการณ์ครั้งนั้น ดิฉันจำอะไรไม่ได้เลยเพราะตอนเกิดเหตุดิฉันเพิ่งอายุได้ไม่ถึงขวบปีเลยค่ะ .. ก็เลย ต้องอาศัยจากคำบอกเล่าของคุณแม่เล่าให้ฟัง ท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นครอบครัวเราเป็นครอบครัวเล็กๆ ใช้ชีวิตอยู่บ้านไม้ซึ่งเป็นห้องแถวริมคลองสายย่อยแถวฝั่งธนบุรี สมัยเมื่อประมาณสี่สิบปีก่อนคลองใหญ่ๆเท่านั้นที่ทำเขื่อนกั้น ส่วนคลองสายเล็กๆจะเป็นตลิ่งคันดินเท่านั้น น้ำประปาจากการประปานครหลวงสมัยนั้นก็มีแล้วนะคะ แต่ว่าบางบ้านยังคุ้นเคยกับการใช้น้ำคลองโดยการตักใส่ตุ่มแล้วแกว่งก้อนสารส้มรอจนน้ำตกตะกอนฝุ่นผงแล้วจึงเอามาใช้อุปโภค ลักษณะบ้านของดิฉันเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวอยู่ริมคลอง หน้าบ้านอยู่ติดถนนทางเท้าปูคอนกรีตกว้างสองเมตร ถัดไปอีกเมตรเป็นคันดินแล้วจึงเป็นคลอง

ในแต่ละวันคุณแม่จะทำงานบ้าน ส่วนคุณพ่อไปทำงาน และพี่ๆที่โตจะไปทำงานบ้าง เรียนบ้างตามประสา คุณแม่จึงเลี้ยงดิฉันเองและอยู่กับดิฉันในบ้านห้องแถวไม้นั้นเพียงสองคน ... แต่ด้วยที่เป็นห้องแถวจึงไม่เงียบเหงาเพราะจะมีเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันมากทั้งที่อยู่ร่วมห้องแถวเดียวกัน และบ้านริมคลองฝั่งตรงข้ามซึ่งอยู่รวมตัวกันเป็นชุมชนแออัด ถึงจะเป็นวันทำงานในระหว่างวันก็จะเงียบบ้างแต่ก็ยังมีคนจอแจเป็นเรื่องปกติทุกวัน

แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นดิฉันอายุยังไม่ถึงขวบปี กำลังอยู่ในช่วงเพิ่งจะพลิกตัวได้แต่ยังไม่หัดคลาน แม่จะปูเบาะเลี้ยงและให้ลูกนอนอยู่หน้าบ้านรับลมเย็นๆ ถ้าเห็นว่าลูกหลับแล้วแม่ก็ค่อยไปทำงานหลังบ้านปล่อยให้ลูกอยู่นอนตามลำพังบนเบาะไป ใช้วิธีชะเง้อมามองเป็นพักๆคอยดูลูกว่าเป็นไงบ้าง

ในวันเกิดเหตุช่วงกลางวันแม่เห็นว่าลูกหลับแล้ว ก็เลยเข้าไปหลังบ้านซักผ้าเหมือนทุกๆวัน แต่พอทำงานเพลินๆ มองมาดูอีกทีลูกไม่อยู่บนเบาะนอนแล้ว ก็นึกว่าจะหมุนตัวตกจากเบาะไปหรือเปล่า ก็เลยรีบมาดู แต่ปรากฏว่ากวาดตามองไปทั่วบ้านไม่พบลูกอยู่บนบ้านเลย ใจก็นึกว่ามีใครขโมยลูกไปหรือเปล่า ไม่คิดว่าลูกจะตกน้ำหน้าบ้านเลยเพราะยังเล็กอยู่มาก ยังไม่หัดคลานเลยจะไปถึงท่าน้ำหน้าบ้านเองได้ยังไง

แต่เท้าเดินไปแล้วเร็วกว่าความคิด พอแม่มองไปที่ท่าน้ำเห็นกลุ่มผมดำๆลอยอยู่ในน้ำกำลังค่อยๆ จมลงๆไปจากผิวน้ำแล้ว
(ขอแทรกนิดนึงนะคะ คือ คนตกน้ำว่ายน้ำไม่เป็นเนี่ยพอตกน้ำไปปุ๊บจะมีช่วงที่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำแป๊บนึงแล้วจากนั้นจะค่อยๆจมลงสู่ใต้น้ำไปเรื่อยๆ อันนี้มาจากประสบการณ์การจมน้ำอีกสองครั้งตอนโตขึ้นมาอีกสักหน่อย กับช่วงที่ไปหัดว่ายน้ำในภายหลังนะคะ)

พอคุณแม่เห็นก็ตกใจ รีบคว้าลูกขึ้นมาจากในน้ำคิดว่าลูกตายแล้วแน่เลย แต่ปรากฏว่าไม่ตายแฮะ จึงนับว่าเป็นเหตุรอดตายหวุดหวิดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

แม่บอกว่าวันนั้นมันแปลกๆ หลายอย่าง คือ
- บรรยากาศรอบๆบ้านเงียบมาก แถวบ้านคนจอแจมากการที่เด็กจะคลานไปท่าน้ำเองน่าจะมีคนเห็น
- สงสัยว่าจากที่เพิ่งจะพลิกตัวได้ มันจะคลานได้เองเลยหรือ แล้วทำไมถึงคลานไปท่าน้ำ ซึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ มันคลานไปเองได้ไง
- ประเด็นนึง ที่น่าเป็นได้ .. หรือเปล่า?? ว่ามีคนใจร้ายเอาเด็กไปหย่อนคลอง แต่ถ้ามีคนขึ้นบ้านแม่ต้องรู้เพราะเป็นบ้านไม้เวลามีคนขึ้นบ้านจะมีเสียงไม้ หรือมีเงาคนว่าขึ้นมาบนบ้าน และถ้ามีคนอุ้มเด็กไปน่าจะมีเสียงเด็กร้องบ้าง ... ที่สำคัญ หากเป็นคนลักเด็กไปหย่อนลงน้ำคลองจะเป็นใครที่ช่างใจร้ายได้ปานนั้น

ซึ่งสุดท้ายตอนนั้นคุณแม่ก็ไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะกลัวจะถูกตำหนิว่าดูแลลูกไม่ดี ไม่สนใจลูก จึงทำได้แต่หามาตรการดูแลเข้มขึ้นมาหน่อย คือ หาไม้มาตีเป็นระแนงผูกเชือกกั้นตรงหน้าประตูไว้

ทั้งนี้ คุณแม่ยังบ่นอีกว่า มีลูกทั้งหมด 4 คน ดิฉันเป็นคนเล็กสุดท้อง เลี้ยงยากที่สุด .. อันนี้ดิฉันถามคุณแม่เองตอนโตจนทำงานทำการแล้ว (ไม่รู้จะถามให้โดนบ่นทำไมนะ 555) คุณแม่บอกว่านอกจากเรื่องซนคลานไปท่าน้ำเองแล้ว (ประเด็นนี้คุณแม่คิดว่ามันน่าจะคลานไปเองเพราะมันซนมาก หุหุ) ตอนเล็กๆ ป่วยบ่อยมาก มากจนทั้งคุณแม่ คุณพ่อไม่ได้นอน ต้องมาคอยอุ้มไว้ตลอดไม่งั้นงอแงร้องตลอดไม่ยอมนอน โตมาก็ช่างถาม เถียงเก่ง (อันนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการให้เหตุผลที่ไม่อาจโต้แย้งได้มากกว่า พอผู้ใหญ่ไม่อาจหาเหตุมาหักล้างได้จึงทึกทักว่าเด็กเถียง) ยกตัวอย่างเวลาตีลูก พี่คนโต กับพี่คนรอง จะยอมให้แม่ตี กัดฟันทน เจ็บแค่ไหนก็ทน แล้วแอบไปร้องไห้ ส่วนพี่คนที่สามเวลาถูกแม่ตีจะร้องไห้อ้อนไม่ให้แม่ตี กอดขาไว้จนแม่ใจอ่อน ส่วนดิฉันจะถามเหตุผลทำไมต้องตี แม้บางทีรู้ตัวว่าผิดจริงแต่จะถามถ่วงเวลาขอเจรจาก่อน จนคุณแม่รู้แกวตีก่อนคุยทีหลัง 555 พอโดนตีบ่อยๆ เพราะซนมาก ก็จะวิ่งหนี และถ้าวิ่งหนีไม่ทันก็จะยื้อไม้เรียวกับแม่ไว้ และถ้าแย่งไม้เรียวจากมือแม่ได้ก็จะเอาไปโยนคลองทิ้งเลย อิอิ จะตะโกนบอกแม่เสมอว่าอย่าตี เราต้องคุยกัน ตีทำไม ตีแล้วเจ็บไม่มีประโยชน์ ตอนนั้นจะเป็นอย่างนี้จนถึงช่วงสิบขวบก็ไม่ถูกตีบ่อย แต่จะเป็น นานๆที ... เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมตอนเด็กยังไม่เข้าเรียนด้วยซ้ำแต่พูดกับแม่อย่างนั้นได้ยังไง ... เคยคิดว่าถ้ามีลูกแล้วนิสัยแบบเราตอนเด็กแบบนี้จะดีหรือเปล่า น่าจะเวียนกะโหลกดี 55

พอมานึกย้อนอีกทีหลังจากที่เคยได้ยินมาว่าคนรอดตายเฉียดตาย ผ่านความเป็นความตายมาจะเซ้นส์เปิด (six sense) ซึ่งก้อน่าจะจริงเพราะนับแต่นั้นมาเท่าที่จำได้ดิฉันก็มีประสบการณ์เจอผีบ่อยกว่าเด็กทั่วๆไป

เริ่มจากตอนอายุประมาณ 5-6 ขวบ คุณแม่พาดิฉันกับพี่ชายอายุ 12 ปี ไปพักบ้านน้าสาวแถวท่าพระเนื่องจากไปงานศพของน้าสาวอีกคนนึงซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง บ้านน้าสาวที่ไปพักเป็นตึกแถวพาณิชย์ขนาดสองชั้น มีญาติๆกันหลายคนด้วยกันที่ไปนอนพัก โดยไปรวมตัวนอนกันในห้องนอนที่อยู่ชั้นสองโดยห้องจะอยู่ด้านหน้า ทุกคนจะนอนกับพื้นเรียงกันเป็นแถว หันหัวเข้าหาฝาผนังซ้ายและขวา แต่ละแถวก็จะนอนหันเท้าเข้าหากัน ทำให้มีช่องว่างตรงกลางห้องเอาไว้เดิน ดิฉันนอนอยู่กับแม่และพี่ชายแถวหน้าประตูเข้าห้องนอน โดยมีดิฉันนอนอยู่ระหว่างกลางถัดไปก็เป็นญาติๆทั้งหลาย

ตกดึกเวลากี่โมงจำไม่ได้ ตอนนั้นดิฉันอยู่ๆก็ตื่นลืมตาขึ้นมากลางดึกแต่ยังนอนอยู่ตะแคงพลิกซ้ายพลิกขวา มองซ้ายขวาทั่วห้อง มีแต่คนนอนหลับกันหมดแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นอารมณ์ประมาณนอนไม่หลับเบื่อๆ แต่ก็นอนอยู่เฉยๆตาก็มองไปเรื่อยเปื่อยในความมืดสลัว มีไฟทางเป็นแสงขาวนวลลอดเข้ามาในห้องทางหน้าต่างเป็นแสงรางๆ พลันก็เป็นเป็นเงาเคลื่อนไหวก็เลยเพ่งตามอง เห็นเป็นเงาผู้หญิงผมยาว ยืนหันข้าง ผมยาวและสยายตามแรงลมตอนแรกนึกว่าเป็นเงาต้นไม้ตรงหน้าต่าง แต่สักพักเงานั้นยกมือขึ้นมาถึงช่วงประมาณหน้าอกเป็นเล็บยาวๆ ค่อยๆกรีดเล็บทีละนิ้ว .. (อารมณ์กรีดนิ้วแบบประมาณเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกรมองมือตัวเองอะไรอย่างนั้น ไม่น่าใช่แบบนางรำฟ้อนเล็บนะคะ 55 เพราะดูไม่อ่อนช้อยเลย เหมือนเค้าอยากโชว์เล็บมากกว่า) ตอนนั้นมองดูเงานั้นเพลินๆ อยู่ ต่อมาเงานั้นก็เลื่อนจากตำแหน่งเดิมที่ฝั่งซ้ายของห้องค่อยๆเลื่อนไปทางขวาของห้อง (เลื่อนแบบเหมือนที่หนังผีให้ดาราขึ้นรถลากไปนิ่มๆ ไม่ใช่การเดิน) เงานั้นเลื่อนไปจนสุดทางแล้วก็ยังเลื่อนกลับไปยังอีกฝั่ง เลื่อนไปมาอย่างนี้กี่รอบไม่แน่ใจ กำลังดูเงานั้นเพลินๆ อยู่ได้สักพักเงานั้นก็หยุด และเหมือนเงาจะค่อยๆ หันจากด้านข้างมาเป็นเป็นหันหน้าเข้ามาในที่หน้าต่าง ตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว รู้สึกกลัวๆ ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าผีคืออะไร ก็เลยเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง

จำได้เลือนลางว่าเงานั้นจะเข้ามาชะโงกดูทีละคนหรือเปล่าชักไม่แน่ใจแล้ว จำได้แต่ว่าตอนนั้นคิดได้ว่าแกล้งหลับใส่เลยดีกว่า แล้วก็หลับไปจริงๆ ตื่นมาอีกทีก็สายๆของอีกวันนึง ... ตอนนั้นก็ไม่ได้เล่าให้ผู้ใหญ่หรือใครฟังเลยแต่จำได้จนปัจจุบัน และมารู้อีกทีตอนโตรู้ความแล้วคิดว่าเราน่าจะเจออะไรสักอย่าง ไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็นน้าสาวเราเองที่เสียชีวิต แต่เค้าก็ไม่น่าจะมากรีดเล็บยาวเกริ่นเรื่องก่อน จะทำไปทำไม เน้าะ

อ้อ .. พอช่วงสายตื่นมา ตอนนั้นคิดว่าน่าจะเป็นเงาของคนข้างบ้านมาเดินผ่านระเบียงหน้าบ้านคนอื่นหรือเปล่าก็เลยไปสำรวจบริเวณหน้าต่าง เริ่มจากหน้าต่างบ้านน้า เข้าไปดูใกล้ๆแล้วเป็นกระจกบานเกล็ดติดเหล็กดัดดังนั้นคนจะเข้ามาไม่ได้แน่เพราะหาที่เปิดไม่เจอ (พิเคราะห์ในตอนโตแล้วน่าจะเป็นเหล็กดัดถาวร) พอเปิดบานเกล็ดจึงพบว่าตรงระเบียงมีกั้นเป็นคอกไว้ของแต่ละบ้านและตรงระเบียงบ้านน้าเอาเศษกระถางต้นไม้เก่าๆ มีซากต้นกระบองเพชรน่าจะตายแล้ววางระเกะระกะไปหมด คิดดูแล้วใครจะไปเดินได้จะให้เลื่อนตัวแบบสมู้ทๆอีกยิ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน และที่สำคัญมองไปทั่วๆ ก็ไม่มีรอยเท้าเลยมีแต่ฝุ่นดินเต็มระเบียง แล้วเงานั้นเลื่อนไปเลื่อนมาได้ไง บรื๋ออออ

อันนี้เป็นประสบการณ์เจอผี ในช่วงวัยก่อนเข้าเรียนอนุบาล (สมัยก่อนเรียนอนุบาลช่วง 5-6 ขวบ ไม่ได้เข้าเรียนเร็วเหมือนเด็กสมัยนี้)

ไว้จะเล่าเรื่องประสบการณ์จมน้ำครั้งสองในชีวิตตอนอายุ 4-5 ขวบ กับการเจอวิญญาณที่เสาตกน้ำมันในบ้านพี่สาว ในคราวหน้านะคะ^^

นานาเล่นน้ำนานาเล่นน้ำนานาเล่นน้ำนานาสวัสดีนานาสวัสดี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่