แชร์ประสบการณ์ การร้องเรียนเพื่อนบ้านประกอบกิจการ ก่อให้เกิตเหตุรำคาญ

************** อัพเดท ที่ คห.128 ครับ https://pantip.com/topic/36001167/comment128 ****************

************** อัพเดท ที่ คห.155 ครับ https://pantip.com/topic/36001167/comment155 ****************
************** มีข้อมูลเด็ด สำหรับเพื่อนสมาชิก ที่กำลังจะร้องเรียน หรือ ฟ้องร้อง นะครับ ****************************


กระทู้นี้ ตั้งขึ้นเพื่อ เป็นการแชร์ประสบการณ์นะครับ  ไม่ได้มีเจตนาให้ร้าย หรือ กลั่นแกล้งใดๆ

** จุดเริ่มเรื่อง **
ผมและภรรยา ได้ซื้อบ้านเดี่ยวในโครงการหนึ่งย่าน วงแหวน - ปิ่นเกล้า


กุมภาพันธ์ 2558
ผมย้ายเข้ามาอยู่แบบถาวร ซึ่งในซอยที่ผมอยู่ยังมีบางหลังที่ยังขายไม่ได้และส่วนที่ขายได้ก็ยังไม่มีใครย้ายเข้ามาอยู่
จะมีบ้านตรงข้ามและหลังเยื้องๆกันเท่านั้น คือ ทั้งซอย มีอยู่ 3 หลังที่มีย้ายเข้ามาอยู่แล้ว จากทั้งหมด 14 หลัง


มีนาคม 2558
มีเพื่อนบ้านติดกันย้ายเข้ามาอยู่ แรกๆก็ทักทายกันปกติ เพราะคิดว่าบ้านติดกัน ไม่คุยกันเลยก็กระไรอยู่


**ดอกแรกที่เจอ**
เมษายน 2558
เพื่อนบ้านต่อเดิมบ้าน(อันนี้ไม่รู้ว่าขออนุญาตหรือเปล่า) มีการต่อหลังคาด้านหลังทำเป็นครัว
สิ่งที่โดนจังๆคือ ช่างเริ่มงาน ตัด เจียร์ เคาะตอก ตัด ฯลฯ ตั้งแต่เช้า ซึ่งยังไม่ถึง 7.00 น. ด้วยซ้ำ
ผมและภรรยา ก็ต้องตื่นตามระเบียบ อันนี้พอรับได้ครับ เพราะคิดว่าคงไม่เกิน 3 - 4 วันก็เสร็จ ซึ่งก็เสร็จจริงๆ


ตุลาคม 2558
เพื่อนบ้านเริ่มขนอุปกรณ์พวก โต๊ะ เสื้อผ้าเป็นถุงๆ เฟรมสำหรับสกรีนเสื้อ มากองเต็มลานจอดของเค้า
และเริ่มดำเนินการสกรีนเสื้อตรงโรงจอดรถแบบเต็มตัว
ทีนี้เริ่มมีกลิ่นของสี โชยมาตรงห้องรับแขกของบ้านผม ซึ่งติดกับโรงรถของเค้า
นอกจากกลิ่นแล้ว ก็มีเสียงของไดร์เป่าผม ระวิง ระงม  ตั้งแต่เช้า - ค่ำ แถบทุกวัน
แต่ก็ห่างๆบ้าง ซึ่งบางครั้งจะทำอยู่ 2-3 วัน แล้วก็ทิ้งห่างเป็นเดือนๆ คิดว่าคงทำตอนที่มีออร์เดอร์เข้ามา


**ดอกที่สอง**
พฤศจิกายน 2558
เพื่อนบ้านย้ายอุปกรณ์ต่างๆ จากโรงรถ ขึ้นมาชั้นสองของบ้านเค้าเองและดำเนินการต่อ
ณ ตรงนี้เอง ห้องที่เค้าดำเนินกิจการอยู่นั้น มันตรงกับห้องนอนของผม
และเพื่อนบ้านก็ดำเนินการต่อ อย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น  บางวันตั้งแต่ 6.00 น. จนถึง 23.00 น. ก็มี


**ดอกที่สาม**
กันยายน 2559
เพื่อนบ้านก็ยังดำเนินการปกติ จนมาวันหนึ่ง เพื่อนบ้านดำเนินการลากยาวจนล่วงเลยมาถึง 1.30 น. และก็ยังไม่หยุด

ภรรยาผม ทนไม่ไหว เปิดหน้าต่าง ตะโกนไปว่า "นี่จะทำไปถึงเมื่อไร ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยเหรอ"

เสียงตอบจากเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ชายว่า "งานมันเร่งอ่ะพี่"

ฝ่ายเพื่อนบ้านผู้หญิง ทำหน้าตาแบบไม่รับญาติ และไม่ได้สนใจแต่เสียงของภรรยาผมแต่อย่างใด

ภรรยาผม ตะโกนกลับไปอีกว่า "พอก่อนได้มั้ย คนจะหลับจะนอน"

ฝ่ายเพื่อนบ้านผู้หญิง ปิดหน้าต่างแบบกระแทกเสียงดังปัง ตรงฝั่งที่ตรงกับห้องนอนผม และยังคงดำเนินการต่อ


จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมไดปรึกษากับเพื่อนที่เป็นทนายเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผมไปแจ้งที่สำนักงานโครงการ(ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งเป็นนิติฯ) ว่าให้แจ้งกับเพื่อนบ้าน เพื่อยุติการดำเนินการดังกล่าว

ตามคำแนะนำของเพื่อนทนาย เพราะเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่จะเลี่ยงการกระทบกระทั่งกัน

ผลที่ได้คือ เพื่อนบ้านยุติการดำเนินการและเงียบหายไปเกือบ 2 เดือน

ซึ่งผมเข้าใจว่า ทางโครงการได้ดำเนินตามที่ผมแจ้งไปแล้ว แถมโครงการยังได้สอบถามมาทางภรรยาผมว่า

เพื่อนบ้านยังคำดำเนินการอยู่หรือไม่  คำตอบ ณ ตอนนั้นได้ตอบไปว่า "ไม่เห็นทำอีก"


**จุดเปลี่ยน**
24 ธันวาคม 2559
เพื่อนบ้านยังคำดำเนินการปกติ ทั้งกลางวัน พักตอนเย็น และลากยาวจนดึกดื่น

ภรรยาผม ได้ไปแจ้งเรื่องที่สำนักงานโครงการอีกครั้ง ซึ่ง เจ้าหน้าที่ของสำนักงานโครงการ แนะนำให้โทรไปที่ Call Center 11XX

เพื่อให้ทางผู้ใหญ่แทงเรื่องลงมาให้ผู้น้อยดำเนินการ

ภรรยาผม จึงโทรไปที่ Call Center ดังกล่าว พร้อมได้คำชี้แจงประมาณว่า "ทางโครงการ ไม่มีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว"

พร้อมทั้งแนะนำว่า "ลูกบ้านต้องไปดำเนินการแจ้งเรื่องที่ สำนักงานเทศบาลฯ เอาเอง"....................................Facepalm


8 มกราคม 2560
เพื่อนบ้าน กลับมาดำเนินการอีก ตั้งแต่ช่วงสายๆ จนถึงเวลา เกือบ 23.00 น.


9 มกราคม 2560
ผมและภรรยา ตัดสินใจเดินทางไปแจ้งเรื่องที่สำนักงานเทศบาลฯ
จากการพูดคุยและกรอกแบบคำร้องฯ กับเจ้าหน้าที่นิติกรที่รับเรื่องโดยตรง และได้รับคำแนะนำ
พร้อมกับแจ้งผมว่า จะเข้ามาตรวจสอบ ในวันถัดไป


10 มกราคม 2560
เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ประกอบด้วย
- นายช่าง อาคาร สถานที่
- นิติกร(คนที่รับเรื่องฯ)
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ได้เข้ามาตรวจสอบ ตามที่ได้แจ้งผมไว้ พร้อมทั้งเชิญเพื่อนบ้านผู้ชาย(เพื่อนบ้านผู้หญิงไม่อยู่บ้าน) มาพูดคุย ชี้แจง เหตุที่เกิตขึ้น โดยมีผมร่วมด้วย

ซึ่งผมไม่ได้พูดอะไรเลย และปล่อยให้เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ เป็นคนพูดทั้งหมด

** อันนี้ ต้องชื่นชมและยกย่องเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ซึ่งมีวาทะศิลป์ในการพูดคุยเป็นอย่างดี **

เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ได้แจ้ง พร้อมทั้งแนะนำข้อแก้ไขให้กับเพื่อนบ้าน สรุปได้ดังนี้
1. บ้านในโครงการนี้ จดทะเบียนเป็นบ้านพักอาศัยเท่านั้น ไม่สามารถประกอบกิจการใดๆได้ (มีระบุในใบรับรองประกอบสัญญาซื้อขาย)
2. ขอร้องให้ยุติการดำเนินการ เนื่องจากมีผู้ได้รับความเดือดร้อน
3. หากจะต้องประกอบกิจการฯ ต้องไปขออนุญาตฯ ให้เรียบร้อย โดย...
      3.1 สถานประกอบการ จะต้องไม่ขัดกับข้อ 1.
      3.2 การดำเนินการ จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน และรบกวนผู้อื่น
4. ให้หาสถานที่สำหรับประกอบการแห่งใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ 10 มกราคม 2560


เพื่อนบ้านผู้ชาย ได้ทำการโต้แย้งและอธิบายเหตุผล ดังนี้
1. ลดเวลาในการดำเนินการลงแล้ว ไม่เกิน 22.00 น.
2. หากมีออร์เดอร์เยอะ ก็อาจจะเกินเวลาบ้าง
3. ไม่ได้ทำทุกวัน
4. ไม่ได้คิดว่า เสียงไดร์เป่าผมจะส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน
5. ไม่ได้คิดว่า การทำดำเนินกิจการสกรีนเสื้อ จะต้องขออนุญาตฯ ก่อน เพราะทำเองภายในครอบครัว
6. ยอมรับเรื่องกลิ่นของสี เพราะเค้าก็ต้องปิดปากปิดจมูกในการทำ
จากนั้นเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ให้ผมและเพื่อนบ้านผู้ชาย ลงชื่อรับรองในเอกสารการเข้ามาตรวจสอบเหตุดังกล่าว และก็แยกย้ายกัน


**จุดแตก**
เย็นวันเดียวกัน (10 มกราคม 2560)
เพื่อนบ้านผู้หญิง และเพื่อนบ้านผู้ชาย มากดกริ่งที่หน้าบ้านผม เรียกภรรยาผมให้ออกไปคุย

ซึ่งตอนนั้นผมไม่อยู่บ้าน และกำลังโทรศัพท์คุยกับภรรยาอยู่พอดี

แต่แทนที่จะพูดคุยกันดีๆ กลับด่าภรรยา(พร้อมชี้หน้าด่า ภรรยาผมบอกภายหลัง) และปะทะคารมกันเล็กน้อย ประมาณนี้

เพื่อนบ้านผู้หญิง : "พี่ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ฯ ทำไม หนูไปทำอะไรให้พี่ ทำไมต้องมากลั่นแกล้งกันด้วย ทำไม ไม่บอกกันดี.........บลา บลา บลา บลา บลา บลา....."

ภรรยาผม : "ก็เคยพูดไปแล้ว คุณหยุดหรือเปล่าหล่ะ"

เพื่อนบ้านผู้หญิง : "พี่ทำแบบนี้ได้งัยอ่ะ หนูเสียหายนะ แน่จริงออกมาคุยกันข้างนอกสิ...."

(ภรรยาผมบอกภายหลังว่า ณ ตอนนั้น เพื่อนบ้านผู้หญิง กำลังจะปีนรั้วเข้ามาในบ้านผม แต่เพื่อนบ้านผู้ชายดึงแขนไว้)

ภรรยาผม : "แล้วคุณทำแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว รู้หรือเปล่าว่า ฉันเดือดร้อน"
ภรรยาผม : "เคยแจ้งโครงการฯ ให้มาบอกแล้ว แต่คุณก็ยังทำอยู่  มันคืออะไร"

เพื่อนบ้านผู้หญิง : "ไหนๆ ไม่เห็นมีใครมาบอกซักคน แจ้งไปตอนไหน ไม่รู้เรื่อง"    ***ประเด็นนี้แหละมีต่อ***

ภรรยาผม : "แล้วที่คุณมาชี้หน้าด่าชั้นหน้าบ้านเนี่ย มันคืออะไร ยังไม่รู้อีกเหรอว่าตัวเองนั่นแหละทำผิด"

เพื่อนบ้านผู้หญิง : "แล้วจะทำไม แน่จริงออกมาคุยกันข้างนอกสิ"

ภรรยาผม : "ตอนที่เจ้าหน้าที่ฯ มาคุย ทำไมไม่พูดกับเค้าให้รู้เรื่อง จะมาด่าฉันตอนที่ฉันอยู่บ้านคนเดียวเนี่ย มันคืออะไร"

(ภรรยาผมบอกภายหลังว่า ณ ตอนที่พูดประโยคนี้ ได้มองไปยังเพื่อนบ้านผู้ชาย แต่เค้ากลับเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไร)

เพื่อนบ้านผู้ชาย : "พอๆ เข้าบ้าน คุณก็เหมือนกัน เข้าบ้านไป"

(ภรรยาผมบอกภายหลังว่า ณ ตอนนั้น เพื่อนบ้านผู้ชาย ได้ดึงตัวเพื่อนบ้านผู้หญิงกลับไปบ้านเค้า)

เพื่อนบ้านผู้หญิง : "ทำแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ยอมแน่  ถ้าไม่พอใจ ก็ย้ายออกไปเลยยยยย....."

ภรรยาผม : "นี่ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าทำผิด จะมาด่าฉันอีก"



จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าบ้าน ภรรยาผมคุยในสายอยู่ถามผมว่าได้ยินมั้ย  ผมบอก ได้ยินทุกถ่อยคำ เพราะยังไม่ได้วางสาย

ตรงนี้น่าเสียดาย ลืมอัดเสียงไว้


มาวันนี้ (11 มกราคม 2560)
ผมได้เข้าไปที่สำนักงานโครงการฯ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่โครงการฯให้รับทราบว่า มีเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ได้เข้ามาตรวจสอบ และแจ้งเพื่อนบ้านผมให้รับทราบ

พร้อมทั้งแนะนำทางแก้ไขให้แล้ว โดยให้ผมและเพื่อนบ้านผู้ชาย ลงชื่อรับรองแล้ว แต่เพื่อนบ้านผู้หญิงเค้ามาต่อว่าภรรยาผมที่หน้าว่า ว่าไปแจ้งเจ้าที่เทศบาลฯทำไม

และสอบถามในประเด็นที่ว่า
"ไม่มีใครไปแจ้งเพื่อนบ้าน ว่าดำเนินกิจการรบกวนผู้อื่น"

ซึ่งก็ได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่โครงการฯประมาณว่า
"ได้แจ้ง รปภ. ให้เข้าไปตรวจสอบแล้ว แต่ในวันที่ที่เข้าไปตรวจสอบ ไม่มีใครอยู่บ้าน เลยไม่ได้บอกกล่าวเจ้าของบ้าน แต่ก็ได้เก็บข้อมูลไว้แล้ว"

เจ้าหน้าที่โครงการฯ กล่าวต่ออีกว่า
"ผม ทำแบบนี้ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าไปคุยกันเอง กลัวว่าจะมีการกระทบกระทั่งกัน และทางโครงการฯ ไม่มีอำนาจในการเข้าไปแจ้งลูกค้าในกรณีแบบนี้"

ผมก็เลยบอกไปว่า
"ผมเข้าใจว่า ทางโครงการ ได้เข้าไปบอกกล่าวเพื่อนบ้านแล้ว เลยนึกว่าเค้าเพิกเฉย และยังดำเนินการต่อ  ผมเลยทำตามคำแนะนำของ Call Center และเพื่อนทนายของผม ซึ่งผลที่ตามมาคือ เค้ามาตะโกนด่าภรรยาผมที่หน้าบ้าน"

เจ้าหน้าที่โครงการฯ กล่าวต่ออีกว่า
"หากรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็ให้แจ้ง รปภ. ตลอด 24 ชั่วโมง ได้เลย"

ผมก็เลยบอกไปว่า
"โอเค" แล้วก็เดินออกมาอย่างเซ็งๆ


มาถึงตรงนี้ คงต้องรอดูว่า เพื่อนบ้าน จะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไร  และคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะเอาคืนมั้ย จะเอาคืนอย่างไร เมื่อไร

แต่ก็พร้อมรับผลที่จะตามมา ซึ่งผมมองแล้วอาจจะดีกว่าต้องทนรับสภาพกลิ่นและเสียงจากเพื่อนบ้านอีกต่อไป

ขอบคุณที่สละเวลาเข้ามาอ่านครับ

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่