จบมาจำเป็นไหมต้องทำงานให้ตรงสายที่เรียนมา

สวัสดีครับ  วันนี้มีกระทู้สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เกี่ยวกับเรื่องการเรียนและการทำงาน  ออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า  ผมเองเห็นด้วยทั้งสองทาง  คือจบมาทำงานตรงสาย  กับจบมาทำงานไม่ตรงสาย  แต่อยากจะทราบแนวคิดของท่านว่า  ท่านคิดอย่างไร ทุกคำตอบไม่มีถูกและไม่มีผิด  ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่า  มีประสบการณ์ตรง  ที่จะทำให้โน้มเอียงความคิดไปทิศทางใด  แต่หากคำตอบของท่านมีเหตุมีผลมีน้ำหนักพอ  ก็ทำให้คนเราเปลี่ยนความคิดได้เช่นเดียวกันครับ  


                 ผมเองเรียนจบมาทำงานตรงสายครับ  มีความสุขกับการทำงานอยู่  แต่ในระหว่างเรียนระดับปริญญาตรี  ก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย  งานที่ทำเสริม  ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เรียนเลย  คือผมเรียนเอกคณิตศาสตร์  แต่ผมเล่นโฟล๊คซอง ตามร้านหมูกระทะ  เล่นวันละ 2 ชั่วโมง  ได้เงินเยอะเหมือนกันในตอนนั้น  ไม่ต้องขอเงินจากทางบ้าน  ส่งตัวเองเรียน  และส่งให้พ่อแม่ทางบ้านอีก  ซึ่งความรู้ทางด้านเล่นดนตรีคือความรู้ที่ศึกษานอกห้องเรียน
                 ต่อมาเรียนจบรับปริญญาตรี  ไปสอบขึ้นบัญชีไว้หลายที่  ในระหว่างรอเรียกบรรจุ  ก็ประกอบคอมพิวเตอร์ขาย  เล่นดนตรีตอนกลางคืนด้วย 2 ชั่วโมง ได้เงินเยอะกว่าทำงานในตอนนี้อีกครับ  สบายกว่าครับ  แล้วเอาความรู้จากไหนไปทำสิ่งเหล่านั้น  ก็เอาความรู้จากสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งนอกห้อง  และในห้องเรียน  บูรณาการเข้าด้วยกัน
                 จากนั้นผมก็เข้ารับราชการครู  เงินเดือนถือว่าใช้จ่ายสบายถ้าอยู่ต่างจังหวัดครับ  แต่ผมเองชอบทำงานเสริม  และต้องเป็นงานเสริมที่ทำแล้วสบายใจ  ไม่เบียดเบียนเวลางานประจำ  งานเสริมปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจเล็กๆ ของภรรยา  ภรรยาจบบัญชีครับ  เขาเครียดกับงาน  และไม่มีความสุขกับงานที่ทำ  ทั้งที่จบมาตรงสายทำงานตรงสายที่เรียนมา  จึงลาออกจากงานมาทำธุรกิจเล็กๆ ครับ  ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่เรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็ก  เรียนรู้และฝึกฝน  เป็นงานที่ทำอยู่บ้าน  แต่รายได้เยอะกว่างานที่เคยทำประจำ  หลายเท่า  ความรู้ทางด้านบัญชีก็นำมาใช้  ทักษะการพูดคุย  การเจรจา  ทุกอย่างถูกนำมาใช้กับธุรกิจตัวเอง  แต่ใช้ความรู้หลายด้านครับมาใช้กับงานของตน  ภรรยาทำงานประมาณ  5-6 วันต่อเดือน  แต่ไม่บอกว่าทำอะไรนะคับ  เป็นอาชีพสุจริต ไม่ผิดศีลธรรมครับ  
                ผมชอบทำงานให้ตรงสายที่เรียนมา  เพราะเราชอบแบบนี้  เราจึงเรียนแบบนี้  แต่อีกใจก็เห็นว่า  เราสามารถนำองค์ความรู้ที่เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก  นำมาใช้กับงานหรือธุรกิจของตนได้  และทำได้ดีด้วย  หากเราใช้มันอย่างถูกที่ถูกเวลา  

        ผมอุปมาคนคนหนึ่ง  นั่งเรือไปกลางน้ำ  เรือเกิดล่ม  เขาเป็นนักว่ายน้ำ  ในเรือมีห่วงชูชีพ  เสื้อชูชีพ  ถามว่าเขาจะทำอย่างไร
    1  เขาควรถอดเสื้อชูชีพออกแล้วว่ายน้ำเข้าฝั่ง  เพราะตัวเองเป็นนักว่ายน้ำ ต้องใช้ทักษะนี้ให้เต็มที่
    2  เขาควรถอดเสื้อชูชีพออกแล้วคว้าเอาห่วงชูชีพจากนั้นว่ายเข้าฝั่ง ถอดเสื้อชูชีพออกแล้วคว้าห่วงชูชีพ  จะใช้ทักษะว่ายน้ำให้มากที่สุด
    3  เขาควรใส่เสื้อชูชีพ  และคว้าเอาห่วงชูชีพ  จากนั้นใช้ทักษะของนักว่ายน้ำพาตัวเองเข้าฝั่ง พยามใช้ทุกสิ่งเพื่อให้ง่ายและปลอดภัยต่อการเข้าฝั่ง
      
       อุปมาการแข่งขันว่ายน้ำผู้เรียนมาตรงสาย กับไม่ได้เรียนมาตรงสาย  
แน่นอนผู้ที่เรียนว่ายน้ำมา  ย่อมว่ายน้ำแบบสง่างาม  และไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยใดๆ  ผู้ที่เรียนว่ายน้ำมา  อาจว่ายได้แต่อาจจะว่ายไม่เร็ว  อาจจะว่ายไม่ถึงขอบสระ   ซึ่งผมคิดว่า  ความรู้ที่เราเรียนมา  หากเราใช้ถูกที่ถูกเวลา  มันจะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต   เพื่อนผมบางคนเรียนจบครูมา  พ่อแม่มีธุรกิจเปิดโรงพิมพ์  เขาก็ไม่ได้ไปสอบครู  เขาบริหารธุรกิจต่อจากพ่อแม่ เขาทำงานไม่ตรงกับที่เรียนมา  แต่ประสบความสำเร็จทางอาชีพ  ฐานะการเงินดี  แต่อีกคนเรียนจบวิทย์มา  ไปปลูกเห็ดฟางขาย  ไม่ประสบความสำเร็จ  บางคนจบบริหารธุรกิจมา  พ่อแม่ขายรถมือสอง  เขานำความรู้ไปใช้ในการบริหารธุรกิจ  ธุรกิจยิ่งเจริญเติบโต  คือจากการยกหลายคนมาพิจารณา  จะเห็นว่า  ไม่มีสูตรสำเร็จเลย  แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้เขาเหล่านี้  ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ
            
.......................................กำลังเขียนอยู่นะครับ.................................
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่