สวัสดีค่ะ อันนี้คือกระทู้แรกของเรานะคะ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยล่วงหน้าเลยนะคะ
ขอเล่าเรื่องราวในชีวิต + ปรึกษา ค่ะ เรามีพี่น้อง 2 คนนะคะ เราเป็นคนโต มีน้องสาวที่ไม่ถึงขั้นออทิสติค แต่สมองช้ามาก ทำให้ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ ตั้งแต่เกิดมาเราอยู่ในครอบครัวที่ฐานะดีค่ะ ทุกอย่างอบอุ่นมาก เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่โชคดีมากๆที่ได้เกิดมาครอบครัวนี้ แต่ปัญหาเริ่มจากที่เศรษฐกิจแย่ลง ธุรกิจที่พ่อทำ ในตอนนั้นทุกอย่างย่ำแย่มากๆเลย พ่อเริ่มไม่มีเงินให้แม่เหมือนเดิมแล้ว แต่แม่เราทำงานที่ บ. เอกชนที่นึง มีตำแหน่งพอสมควร จำได้ว่าตอนมีปัญหาพ่อถึงกับถอนเงินจากธนาคารที่เก็บออมให้เราออกไป รวมทั้งกระปุกออมสิน เหรียญทุกเหรียญถูกเอาออกมาหมด ตอนนั้นยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าเค้ามีปัญหาหนักเพียงใด ครอบครัวเราพยายามประคับประคองมาเรื่อยๆ แต่หลังจากที่พ่อเริ่มเจ๊งแล้ว แม่เราต้องเป็นคนหลักในการดูแลครอบครัวมาตลอด และ เป็นคนหาเงินให้พ่อมาลงทุนใหม่ในงานด้านอื่น แบบกู้แบงค์มา และ สุดท้ายแม่เกษียณก็มีเงินมาก้อนนึงซึ่งเค้าก็แบ่งให้พ่อไปทำธุรกิจอีกค่ะ ซึ่งมันก้เจ๊งอีกรอบค่ะ เรารู้มาตลอดว่าแม่เราเหนื่อยแค่ไหน และ สงสารแม่มากๆค่ะ ช่วงนั้นแม่ไม่คุยกับพ่อเหมือนเดิมแล้วค่ะ โกรธ โมโหง่าย ว่าพ่อ ด่าพ่อ เหมือนเค้าเป็นคนไม่มีค่าเลย เคยแอบเห็นพ่อร้องไห้ด้วยค่ะ แต่ในใจเราเข้าใจคนหาเงินดูแลฝ่ายเดียวนะคะ แม่เราเก่งมากค่ะ ส่งจนเราเรียนจบมหาลัย และ เราตั้งใจมากๆที่ทำงานแล้วเราจะให้เงินแม่ดูแลแม่ในส่วนที่เค้าเคยสูญเสียความรู้สึกไป กับพ่อเราก็ให้นะคะ แต่น้อยกว่าแม่หน่อยค่ะ
ช่วงที่ทำงานใหม่ๆ เราบอกแม่ทุกอย่างเลยค่ะ (อ้อลืมบอก เราทำงานเสริมตอนเรียนมหาลัยด้วยนะคะ ) บอกเรื่องเงินที่ได้รับ ทุกๆเรื่องในชีวิต มีแฟน ไปไหน เราบอกเค้าทุกอย่าง จำที่เราบอกว่าแม่ดูแลครอบครัวมาตลอดได้ใช่มั้ยคะ เราเข้าใจและยินดีที่จะชำระผ่อนแบงค์ตามที่เราไหวค่ะ เราเรียนจบมา มาเป็น sales เลย ช่วงนั้นเราต้องดูแลที่บ้านคนเดียวแล้วนะคะ เป็น sales ดีตรงมีค่าคอม และเราชอบงานด้านนี้จริงๆ อีกอย่างไปขายให้กับบริษัทไหนมักจะขายได้ เรียกว่าโชคดีทางด้านฝ่ายขายค่ะ แต่แม่เราคงเครียดมากค่ะ ถามถึงแต่เรื่องเงินกับเราทุกเช้าตอนที่เราจะออกจากบ้านไปทำงาน ซึ่งเป็นเงินที่ต้องจ่ายแบงค์ล่ะค่ะ แต่บางทีค่าคอมที่ออกมามีเลื่อนบ้างหรือช้าบ้าง เค้าจะพูดกดดันเราตลอด เช่น ลงบันไดมา เงินอ่ะได้ยัง เราบอกต้องรอจากบริษัทก่อน เค้าจะให้เราไปเร่งบริษัทอยู่ตลอด พูดตรงๆนะคะ เราจิตใจห่อเหี่ยว ไม่มีแรงอยากจะทำงานเลยค่ะ เราโดนหนักเข้า เราเริ่มเครียด เราเลยขอบริษัทย้ายไปสาขาที่ต่างจังหวัด อย่างน้อยอยู่ห่างกันไม่โดนถามเรื่องเงินทุกวันก็ยังน่าจะมีแรงทำงานบ้าง แต่สุดท้ายแม่เราก็กดดันเราได้ตลอด กับ เรื่องที่ต้องจ่ายแบงค์นี่ล่ะค่ะ ซึ่งยอดที่ติดเกือบล้าน เราเข้าใจซึ่งเป็นเงินที่แม่กู้มาเพื่อใช้พยุงครอบครัวของเรากับหลายปีที่ผ่านมา แต่เราไม่คิดจะไม่จ่ายนะคะ แต่เราคนเดียวดูแลทุกคนในบ้านมันก็เหนื่อยอยู่และท้อใจมากๆเลย สุดท้ายเรามานั่งคิด เพราะเรื่องเงินใช่ไหม ถึงทำให้เป็นแบบนี้ ถ้าหาเงินได้เยอะ แม่จะมีชีวิตที่เงียบสงบลงใช่ไหม เราคิดเป็นเดือนๆ สุดท้ายเราเลยลาออกจากงานค่ะ
แล้วเราก็กลับมากรุงเทพ เพราะเห็นงานที่รายได้ดี เราคิดว่าจะอดทนยอมทำมันช่วงเวลานึง เพื่อเคลียร์หนี้สิน และ เพื่อให้แม่สบายใจขึ้น ช่วงนั้นมันคืองาน พริตตี้สปาค่ะ เปิดใหม่ๆเลย แน่นอนรายได้ดีค่ะ เราทำอยู่ 8 เดือน สามารถเคลียร์ทุกอย่างลงตัวได้ รวมทั้งมีเงินให้ที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ทุกคนดูมีความสุขค่ะ แต่เราก้มมองตัวเรา เราขยะแขยงตัวเองมากเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ใจมาก ร้องไห้ รู้สึกทำไมเราต้องมารันทดแบบนี้ แต่อีกใจคิด ก็เพื่อให้แม่ไม่เครียดไง งานแบบนี้พ่อแม่ไม่เคยรู้นะคะว่าเราทำ วันที่เราตัดสินใจเดินออกจากวงโคจรนี้เรามีเงินเก็บส่วนนึงแล้ว ซึ่งตั้งใจจะกลับไปทำงานเป็น sales งานที่รักเหมือนเดิม ไม่นานเราก็ได้งาน เราดีใจมากที่จะได้กลับมาทำงานที่เรารักอีกครั้ง พอกลับมาทำงาน sales แล้ว เราไม่ได้ให้แม่มากเท่าเดิม เราบอกแม่ว่าย้ายที่ทำงานต้องใช้เวลาสักพักนะ ซึ่งก็กลับมาเป็นแบบเดิมคือ กดดันเรื่องเงินเราตลอดเวลา ต้องให้เค้าเยอะๆ เงินเดือนกี่บาทเค้าต้องรู้และเค้าเป็นคนกำหนดว่าเราต้องให้เค้าเท่าไหร่ ซึ่งคือเอาเป็นว่าเราเหลือใช้ส่วนตัวแค่ไม่กี่บาทเท่านั้น ( เรายังคงดูแลจ่ายทุกอย่างในบ้านเหมือนเดิม ) จนเราไม่ไหวอีกครั้ง และเราออกจากบ้านโดยการบอกแม่ว่าไปทำงานต่างจังหวัดอีกครั้ง แต่จริงๆเราไปอยู่กับเพื่อน หารค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์กันแทนค่ะ แต่ไม่คิดกลับไปทำงานเดิมแล้วนะคะ เราก็เป็น sales ปกติ ตั้งใจทำงาน มีค่าคอม มีรายได้ที่ดีขึ้น แต่คุยโทรกับแม่ทุกวัน ถ้าพูดถึงเรื่องเงินมากๆ เราจะรีบวาง ซึ่งเป็นไปตามปกติให้ได้เท่าที่ได้ แต่ไม่น้อยลง
เหตุการณ์ผ่านมาหลายปี เรามีแฟนค่ะ ปัจจุบันคือคบมา 6 ปี นะคะ เค้าการงานดีเลย แถมรู้เรื่องทุกอย่างที่เราเคยทำมาในอดีต เพราะเค้าเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านสปาที่เราเคยทำงาน แต่เค้าไม่เคยพูดดูถูก ทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน เค้าไม่เคยยกเรื่องนั้นมาว่าเราค่ะ อันนี้คือข้อดี คบกันปีที่ 4 แฟนชวนออกมาทำธุรกิจด้วยกันค่ะ เกี่ยวกับงานลักษณะเทรดดิ้ง ซึ่งงานที่เราจะทำกันคืองานที่เกี่ยวกับที่เราทำมาอยู่แล้ว ธุรกิจของเราค่อยๆดีขึ้นค่ะ และ เราเห็นว่าเริ่มมีเงินมากขึ้น เราเลยให้เงินแม่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละเดือน เช่น ปกติ เงินส่วนตัวเค้าคนเดียวเดือนละ 10,000- เราเพิ่มให้เป็น 15,000- ไม่รวมค่าใช้จ่ายในบ้านเงินส่วนตัวพ่อ ค่าผ่อนบ้าน ( ช่วงแย่ๆเราเช่าบ้านเอานะคะ แล้วถ้าสงสัยว่าบ้านเดิมๆไปไหนมันถูกขายแล้วเงินหมดไปกับการที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อในช่วงที่แม่ดูแลพวกเราค่ะ ) รวมๆแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายให้ที่บ้าน ประมาณสี่หมื่นค่ะ ซึ่งไม่รวมกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวเรานะคะ เหตุการณ์ปกติดีจนมาเกิดเรื่องใหม่ ซึ่งเดือนนั้นรายรับเราก็เรียกว่าไม่พอให้ที่บ้านในจำนวนที่เท่าเดิมได้ เราบอกแม่ว่าขอลดเงินส่วนตัวแม่หน่อยได้มั้ย สัก สองสามพัน ถ้าดีเหมือนเดิมเราจะให้เท่าเดิม เค้าด่าเราว่าแค่นี้ก็จะไม่พอแด-รกอยู่แล้ว จะให้เค้าตายแบบไม่ได้อออกไปไหนเลยหรือไง ซึ่งเราสงสัยมาก มันไม่พอจริงๆหรือ เลยแอบไปเปิด sms แจ้งเงินเข้าออก ซึ่งบัตรเอทีเอ็มเป็นชื่อเราอยู่แล้ว เลยได้รู้ความจริงว่า มันพอและมีเงินเหลือเก็บด้วย แต่ถ้าเราให้น้อยลงเค้าจะไม่มีเงินเก็บ ไม่มีฟุ่มเฟือยออกไปหาญาติๆได้เท่าที่เค้าต้องการ สุดท้ายราไม่อยากทะเลาะด้วยเดือนนั้นเลยยืมแฟนมาให้เค้าให้ครบๆไปก่อน เค้าก็เงียบค่ะ แต่อีกไม่กี่เดือนมันก็มีปัญหาอีก เราพูดดีๆ อธิบาย ว่าช่วยเราก่อนได้มั้ย สถานการณ์มันเป็นแบบนี้... ก็เล่าให้เค้าฟังไป คำแรกคือ บ.เปิดมา 2 ปี ไม่ได้กระเดียดดีขึ้นบ้างเลยรึไง จะให้ต้องทนอีกนานแค่ไหน ถึงจะได้เงินให้เค้าได้เยอะๆแบบสุขสบาย ไม่ใช่การว่าธรรมดา เป็นคำพูดตะคอกเสียดสีเราเป็นอย่างมาก พร้อมกับกดวางสายไป เราเสียใจมากค่ะ ทุกครั้งคุยกันหรือเจอหน้าชอบพูดแต่เรื่องเงิน ถามถึงแต่เงิน และ เงิน ไม่เคยมีคำถามว่า งานเป็นไง เหนื่อยมั้ย ไม่เคยได้รับกำลังใจจากแม่ นอกจากคำว่าเงินเลย ส่วนพ่อเค้ามีถามบ้างแต่เค้าดูเข้าใจเรามากกว่าแม่ วันนั้นเราเศร้าใจมากๆแทบอยากจะหายไปจากตรงนั้น คิด แม่เป็นอะไร ไม่ใช่ว่าไม่พอ แต่ทำไมแม่ดูเหมือนไม่ใช่แม่เราเลย คิดเรื่องอดีตย้อนกลับไป ทุกครั้งที่ทะเลาะกันเรื่องจะจบลงด้วยการที่เราหาเงินมาให้เค้าได้เท่านั้น ซึ่งเราก็มียืมคนอื่นมาให้ก่อนด้วย เราเลือกที่จะเงียบ และให้แม่ ตามที่เราไหวเหมือนเดิม คือลดแม่แค่ไม่กี่พันจาก 15,000 แต่เราจ่ายที่บ้านทุกอย่างเหมือนเดิม เราไม่คุยกับแม่อีก เพราะรู้สึกว่าเราไม่ผิด เราไม่ได้อกตัญญู แต่ทำไมแม่พูดแบบนี้ แว้บแรก เราคิดแม่อยากได้เงินนักใช่มั้ย เอาชีวิตเราไปไหม จะได้ๆเงินประกันที่เราทำไปนอนกอดได้ เฮ้อออออ เราเครียด เสียใจ เศร้าใจ เหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เป็น วันที่เราคุยกับแม่วันสุดท้ายคือ 30/10/2016 แล้วไม่ได้คุยกันอีกเลย แต่ถ้าเราโอนเงินช้า แม่จะให้น้องไลน์มาทวง
วันนี้ 9 มกรา วันเกิดเรา เราคาดหวังว่าจะมีคำอวยพรจากพ่อแม่บ้าง ซึ่งเค้าทำทุกปี แต่ปีนี้มันไม่มีเลย คนที่ hbd เราคนแรกในครอบครัวคือ น้องสาว ในส่วนของพ่อ เค้าเป็น ผู้ชาย เค้าอาจไม่มีโมเม้นท์แบบนั้น แต่แม่ทำไมใจร้ายกับเราจัง ไม่เห็นความดีที่เราทำมาบ้างหรอ เราเคยบอกให้แม่ลืมเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมา ปลงกับชีวิต ตอนนี้เราจะดูแลครอบครัวเอง ขอเพียงแม่อย่าคิดถึงอดีตที่มันทำร้ายจิตใจแม่ แต่มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นค่ะ แม่เกลียดพ่อมาก ด่าพ่อให้ญาติๆฟัง ว่าทำให้ชีวิตเค้าล่มจม จำแต่เรื่องไม่ดีค่ะ ซึ่งพ่อเคยพูดกับเราทั้งน้ำตาว่า พอเค้าไม่มีเงินให้แม่เหมือนเดิม แม่ดูถูกเหยียดหยามเค้ามาตลอด ไม่เคยพูดจาดีๆใส่กัน เพราะคำว่า เงิน
สุดท้ายนี้แค่อยากระบายในพื้นที่ๆไม่มีใครรู้จักเรา แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงเราจะเสียใจเรื่องแม่ แต่เราจะดูแลเค้าเหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ไม่ได้พูดคุยกันเท่านั้นเอง แค่คาดหวังว่า วันนึงแม่จะเข้าใจ แล้วช่วยมาเป็นกำลังใจให้เราในเรื่องของการงานบ้าง และอยากให้แม่ได้ปลงกับ คำว่าเงินลงบ้าง อยากบอกแม่ ถ้าแม่ได้อ่าน คิดถึงแม่นะ จะรอวันที่แม่คนเดิมกลับมาเหมือนตอนเป็นเด็ก
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
วันนี้วันเกิดเรา แต่ไม่มีแม้แต่คำอวยพรของ พ่อ แม่
ขอเล่าเรื่องราวในชีวิต + ปรึกษา ค่ะ เรามีพี่น้อง 2 คนนะคะ เราเป็นคนโต มีน้องสาวที่ไม่ถึงขั้นออทิสติค แต่สมองช้ามาก ทำให้ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ ตั้งแต่เกิดมาเราอยู่ในครอบครัวที่ฐานะดีค่ะ ทุกอย่างอบอุ่นมาก เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่โชคดีมากๆที่ได้เกิดมาครอบครัวนี้ แต่ปัญหาเริ่มจากที่เศรษฐกิจแย่ลง ธุรกิจที่พ่อทำ ในตอนนั้นทุกอย่างย่ำแย่มากๆเลย พ่อเริ่มไม่มีเงินให้แม่เหมือนเดิมแล้ว แต่แม่เราทำงานที่ บ. เอกชนที่นึง มีตำแหน่งพอสมควร จำได้ว่าตอนมีปัญหาพ่อถึงกับถอนเงินจากธนาคารที่เก็บออมให้เราออกไป รวมทั้งกระปุกออมสิน เหรียญทุกเหรียญถูกเอาออกมาหมด ตอนนั้นยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าเค้ามีปัญหาหนักเพียงใด ครอบครัวเราพยายามประคับประคองมาเรื่อยๆ แต่หลังจากที่พ่อเริ่มเจ๊งแล้ว แม่เราต้องเป็นคนหลักในการดูแลครอบครัวมาตลอด และ เป็นคนหาเงินให้พ่อมาลงทุนใหม่ในงานด้านอื่น แบบกู้แบงค์มา และ สุดท้ายแม่เกษียณก็มีเงินมาก้อนนึงซึ่งเค้าก็แบ่งให้พ่อไปทำธุรกิจอีกค่ะ ซึ่งมันก้เจ๊งอีกรอบค่ะ เรารู้มาตลอดว่าแม่เราเหนื่อยแค่ไหน และ สงสารแม่มากๆค่ะ ช่วงนั้นแม่ไม่คุยกับพ่อเหมือนเดิมแล้วค่ะ โกรธ โมโหง่าย ว่าพ่อ ด่าพ่อ เหมือนเค้าเป็นคนไม่มีค่าเลย เคยแอบเห็นพ่อร้องไห้ด้วยค่ะ แต่ในใจเราเข้าใจคนหาเงินดูแลฝ่ายเดียวนะคะ แม่เราเก่งมากค่ะ ส่งจนเราเรียนจบมหาลัย และ เราตั้งใจมากๆที่ทำงานแล้วเราจะให้เงินแม่ดูแลแม่ในส่วนที่เค้าเคยสูญเสียความรู้สึกไป กับพ่อเราก็ให้นะคะ แต่น้อยกว่าแม่หน่อยค่ะ
ช่วงที่ทำงานใหม่ๆ เราบอกแม่ทุกอย่างเลยค่ะ (อ้อลืมบอก เราทำงานเสริมตอนเรียนมหาลัยด้วยนะคะ ) บอกเรื่องเงินที่ได้รับ ทุกๆเรื่องในชีวิต มีแฟน ไปไหน เราบอกเค้าทุกอย่าง จำที่เราบอกว่าแม่ดูแลครอบครัวมาตลอดได้ใช่มั้ยคะ เราเข้าใจและยินดีที่จะชำระผ่อนแบงค์ตามที่เราไหวค่ะ เราเรียนจบมา มาเป็น sales เลย ช่วงนั้นเราต้องดูแลที่บ้านคนเดียวแล้วนะคะ เป็น sales ดีตรงมีค่าคอม และเราชอบงานด้านนี้จริงๆ อีกอย่างไปขายให้กับบริษัทไหนมักจะขายได้ เรียกว่าโชคดีทางด้านฝ่ายขายค่ะ แต่แม่เราคงเครียดมากค่ะ ถามถึงแต่เรื่องเงินกับเราทุกเช้าตอนที่เราจะออกจากบ้านไปทำงาน ซึ่งเป็นเงินที่ต้องจ่ายแบงค์ล่ะค่ะ แต่บางทีค่าคอมที่ออกมามีเลื่อนบ้างหรือช้าบ้าง เค้าจะพูดกดดันเราตลอด เช่น ลงบันไดมา เงินอ่ะได้ยัง เราบอกต้องรอจากบริษัทก่อน เค้าจะให้เราไปเร่งบริษัทอยู่ตลอด พูดตรงๆนะคะ เราจิตใจห่อเหี่ยว ไม่มีแรงอยากจะทำงานเลยค่ะ เราโดนหนักเข้า เราเริ่มเครียด เราเลยขอบริษัทย้ายไปสาขาที่ต่างจังหวัด อย่างน้อยอยู่ห่างกันไม่โดนถามเรื่องเงินทุกวันก็ยังน่าจะมีแรงทำงานบ้าง แต่สุดท้ายแม่เราก็กดดันเราได้ตลอด กับ เรื่องที่ต้องจ่ายแบงค์นี่ล่ะค่ะ ซึ่งยอดที่ติดเกือบล้าน เราเข้าใจซึ่งเป็นเงินที่แม่กู้มาเพื่อใช้พยุงครอบครัวของเรากับหลายปีที่ผ่านมา แต่เราไม่คิดจะไม่จ่ายนะคะ แต่เราคนเดียวดูแลทุกคนในบ้านมันก็เหนื่อยอยู่และท้อใจมากๆเลย สุดท้ายเรามานั่งคิด เพราะเรื่องเงินใช่ไหม ถึงทำให้เป็นแบบนี้ ถ้าหาเงินได้เยอะ แม่จะมีชีวิตที่เงียบสงบลงใช่ไหม เราคิดเป็นเดือนๆ สุดท้ายเราเลยลาออกจากงานค่ะ
แล้วเราก็กลับมากรุงเทพ เพราะเห็นงานที่รายได้ดี เราคิดว่าจะอดทนยอมทำมันช่วงเวลานึง เพื่อเคลียร์หนี้สิน และ เพื่อให้แม่สบายใจขึ้น ช่วงนั้นมันคืองาน พริตตี้สปาค่ะ เปิดใหม่ๆเลย แน่นอนรายได้ดีค่ะ เราทำอยู่ 8 เดือน สามารถเคลียร์ทุกอย่างลงตัวได้ รวมทั้งมีเงินให้ที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ทุกคนดูมีความสุขค่ะ แต่เราก้มมองตัวเรา เราขยะแขยงตัวเองมากเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ใจมาก ร้องไห้ รู้สึกทำไมเราต้องมารันทดแบบนี้ แต่อีกใจคิด ก็เพื่อให้แม่ไม่เครียดไง งานแบบนี้พ่อแม่ไม่เคยรู้นะคะว่าเราทำ วันที่เราตัดสินใจเดินออกจากวงโคจรนี้เรามีเงินเก็บส่วนนึงแล้ว ซึ่งตั้งใจจะกลับไปทำงานเป็น sales งานที่รักเหมือนเดิม ไม่นานเราก็ได้งาน เราดีใจมากที่จะได้กลับมาทำงานที่เรารักอีกครั้ง พอกลับมาทำงาน sales แล้ว เราไม่ได้ให้แม่มากเท่าเดิม เราบอกแม่ว่าย้ายที่ทำงานต้องใช้เวลาสักพักนะ ซึ่งก็กลับมาเป็นแบบเดิมคือ กดดันเรื่องเงินเราตลอดเวลา ต้องให้เค้าเยอะๆ เงินเดือนกี่บาทเค้าต้องรู้และเค้าเป็นคนกำหนดว่าเราต้องให้เค้าเท่าไหร่ ซึ่งคือเอาเป็นว่าเราเหลือใช้ส่วนตัวแค่ไม่กี่บาทเท่านั้น ( เรายังคงดูแลจ่ายทุกอย่างในบ้านเหมือนเดิม ) จนเราไม่ไหวอีกครั้ง และเราออกจากบ้านโดยการบอกแม่ว่าไปทำงานต่างจังหวัดอีกครั้ง แต่จริงๆเราไปอยู่กับเพื่อน หารค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์กันแทนค่ะ แต่ไม่คิดกลับไปทำงานเดิมแล้วนะคะ เราก็เป็น sales ปกติ ตั้งใจทำงาน มีค่าคอม มีรายได้ที่ดีขึ้น แต่คุยโทรกับแม่ทุกวัน ถ้าพูดถึงเรื่องเงินมากๆ เราจะรีบวาง ซึ่งเป็นไปตามปกติให้ได้เท่าที่ได้ แต่ไม่น้อยลง
เหตุการณ์ผ่านมาหลายปี เรามีแฟนค่ะ ปัจจุบันคือคบมา 6 ปี นะคะ เค้าการงานดีเลย แถมรู้เรื่องทุกอย่างที่เราเคยทำมาในอดีต เพราะเค้าเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านสปาที่เราเคยทำงาน แต่เค้าไม่เคยพูดดูถูก ทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน เค้าไม่เคยยกเรื่องนั้นมาว่าเราค่ะ อันนี้คือข้อดี คบกันปีที่ 4 แฟนชวนออกมาทำธุรกิจด้วยกันค่ะ เกี่ยวกับงานลักษณะเทรดดิ้ง ซึ่งงานที่เราจะทำกันคืองานที่เกี่ยวกับที่เราทำมาอยู่แล้ว ธุรกิจของเราค่อยๆดีขึ้นค่ะ และ เราเห็นว่าเริ่มมีเงินมากขึ้น เราเลยให้เงินแม่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละเดือน เช่น ปกติ เงินส่วนตัวเค้าคนเดียวเดือนละ 10,000- เราเพิ่มให้เป็น 15,000- ไม่รวมค่าใช้จ่ายในบ้านเงินส่วนตัวพ่อ ค่าผ่อนบ้าน ( ช่วงแย่ๆเราเช่าบ้านเอานะคะ แล้วถ้าสงสัยว่าบ้านเดิมๆไปไหนมันถูกขายแล้วเงินหมดไปกับการที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อในช่วงที่แม่ดูแลพวกเราค่ะ ) รวมๆแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายให้ที่บ้าน ประมาณสี่หมื่นค่ะ ซึ่งไม่รวมกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวเรานะคะ เหตุการณ์ปกติดีจนมาเกิดเรื่องใหม่ ซึ่งเดือนนั้นรายรับเราก็เรียกว่าไม่พอให้ที่บ้านในจำนวนที่เท่าเดิมได้ เราบอกแม่ว่าขอลดเงินส่วนตัวแม่หน่อยได้มั้ย สัก สองสามพัน ถ้าดีเหมือนเดิมเราจะให้เท่าเดิม เค้าด่าเราว่าแค่นี้ก็จะไม่พอแด-รกอยู่แล้ว จะให้เค้าตายแบบไม่ได้อออกไปไหนเลยหรือไง ซึ่งเราสงสัยมาก มันไม่พอจริงๆหรือ เลยแอบไปเปิด sms แจ้งเงินเข้าออก ซึ่งบัตรเอทีเอ็มเป็นชื่อเราอยู่แล้ว เลยได้รู้ความจริงว่า มันพอและมีเงินเหลือเก็บด้วย แต่ถ้าเราให้น้อยลงเค้าจะไม่มีเงินเก็บ ไม่มีฟุ่มเฟือยออกไปหาญาติๆได้เท่าที่เค้าต้องการ สุดท้ายราไม่อยากทะเลาะด้วยเดือนนั้นเลยยืมแฟนมาให้เค้าให้ครบๆไปก่อน เค้าก็เงียบค่ะ แต่อีกไม่กี่เดือนมันก็มีปัญหาอีก เราพูดดีๆ อธิบาย ว่าช่วยเราก่อนได้มั้ย สถานการณ์มันเป็นแบบนี้... ก็เล่าให้เค้าฟังไป คำแรกคือ บ.เปิดมา 2 ปี ไม่ได้กระเดียดดีขึ้นบ้างเลยรึไง จะให้ต้องทนอีกนานแค่ไหน ถึงจะได้เงินให้เค้าได้เยอะๆแบบสุขสบาย ไม่ใช่การว่าธรรมดา เป็นคำพูดตะคอกเสียดสีเราเป็นอย่างมาก พร้อมกับกดวางสายไป เราเสียใจมากค่ะ ทุกครั้งคุยกันหรือเจอหน้าชอบพูดแต่เรื่องเงิน ถามถึงแต่เงิน และ เงิน ไม่เคยมีคำถามว่า งานเป็นไง เหนื่อยมั้ย ไม่เคยได้รับกำลังใจจากแม่ นอกจากคำว่าเงินเลย ส่วนพ่อเค้ามีถามบ้างแต่เค้าดูเข้าใจเรามากกว่าแม่ วันนั้นเราเศร้าใจมากๆแทบอยากจะหายไปจากตรงนั้น คิด แม่เป็นอะไร ไม่ใช่ว่าไม่พอ แต่ทำไมแม่ดูเหมือนไม่ใช่แม่เราเลย คิดเรื่องอดีตย้อนกลับไป ทุกครั้งที่ทะเลาะกันเรื่องจะจบลงด้วยการที่เราหาเงินมาให้เค้าได้เท่านั้น ซึ่งเราก็มียืมคนอื่นมาให้ก่อนด้วย เราเลือกที่จะเงียบ และให้แม่ ตามที่เราไหวเหมือนเดิม คือลดแม่แค่ไม่กี่พันจาก 15,000 แต่เราจ่ายที่บ้านทุกอย่างเหมือนเดิม เราไม่คุยกับแม่อีก เพราะรู้สึกว่าเราไม่ผิด เราไม่ได้อกตัญญู แต่ทำไมแม่พูดแบบนี้ แว้บแรก เราคิดแม่อยากได้เงินนักใช่มั้ย เอาชีวิตเราไปไหม จะได้ๆเงินประกันที่เราทำไปนอนกอดได้ เฮ้อออออ เราเครียด เสียใจ เศร้าใจ เหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เป็น วันที่เราคุยกับแม่วันสุดท้ายคือ 30/10/2016 แล้วไม่ได้คุยกันอีกเลย แต่ถ้าเราโอนเงินช้า แม่จะให้น้องไลน์มาทวง
วันนี้ 9 มกรา วันเกิดเรา เราคาดหวังว่าจะมีคำอวยพรจากพ่อแม่บ้าง ซึ่งเค้าทำทุกปี แต่ปีนี้มันไม่มีเลย คนที่ hbd เราคนแรกในครอบครัวคือ น้องสาว ในส่วนของพ่อ เค้าเป็น ผู้ชาย เค้าอาจไม่มีโมเม้นท์แบบนั้น แต่แม่ทำไมใจร้ายกับเราจัง ไม่เห็นความดีที่เราทำมาบ้างหรอ เราเคยบอกให้แม่ลืมเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมา ปลงกับชีวิต ตอนนี้เราจะดูแลครอบครัวเอง ขอเพียงแม่อย่าคิดถึงอดีตที่มันทำร้ายจิตใจแม่ แต่มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นค่ะ แม่เกลียดพ่อมาก ด่าพ่อให้ญาติๆฟัง ว่าทำให้ชีวิตเค้าล่มจม จำแต่เรื่องไม่ดีค่ะ ซึ่งพ่อเคยพูดกับเราทั้งน้ำตาว่า พอเค้าไม่มีเงินให้แม่เหมือนเดิม แม่ดูถูกเหยียดหยามเค้ามาตลอด ไม่เคยพูดจาดีๆใส่กัน เพราะคำว่า เงิน
สุดท้ายนี้แค่อยากระบายในพื้นที่ๆไม่มีใครรู้จักเรา แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงเราจะเสียใจเรื่องแม่ แต่เราจะดูแลเค้าเหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ไม่ได้พูดคุยกันเท่านั้นเอง แค่คาดหวังว่า วันนึงแม่จะเข้าใจ แล้วช่วยมาเป็นกำลังใจให้เราในเรื่องของการงานบ้าง และอยากให้แม่ได้ปลงกับ คำว่าเงินลงบ้าง อยากบอกแม่ ถ้าแม่ได้อ่าน คิดถึงแม่นะ จะรอวันที่แม่คนเดิมกลับมาเหมือนตอนเป็นเด็ก
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ