BOM AND JOURNEY | 9 วัน 8 คืน ที่หลงรัก 'ญี่ปุ่น' จนหัวปักหัวปำ - EP.2

EP.2 | Tokyo - Kawagoe

Asakusa - Akihabara - Nakameguro - Tsukiji - Ginza - Odiba
Harajuku - Cat Street - Shibuya - Kawagoe

       หลังจากโบกมืออำลา Kawaguchiko และฟูจิซังในพาร์ทก่อนหน้านี้ไป...ก็หลับเป็นตายบนรถเกือบสองชั่วโมง จนผมก็ได้มาถึง ‘โตเกียว’ เมืองหลวงที่ชื่อน่า-ที่สุดในโลก ให้ตายเถอะ! ทำไมคนมันเยอะแบบนี้วะ! ทั้งเร่ง ทั้งรีบ จนถีบความสโลว์ไลฟ์ที่กูเพิ่งได้มาจากฟูจิทิ้งไปเลย คืนแรกไม่ได้ไปไหนครับ พักอยู่ที่ห้องแล้วก็เดินสำรวจย่าน Asakusa ย่านที่พักของเรา เอาจริงแค่คืนแรกนี่ก็เสียตังค์ไปกับการเข้าดองกี้เพื่อนรัก ร้านขายของใกล้ที่พักที่มีตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบให้ซื้อ แล้วไหนจะค่าขนมจุกจิกเยอะมากจาก Seven Lawson Familymart อีก  ยิ้มมีแต่ขนมน่ารักน่ากินราคาไม่แพงแถมยังอร่อยทั้งนั้น

Day5 > Asakusa – Akihabara – Nagamekuro

        เช้าวันรุ่งขึ้น เราเริ่มเที่ยวจากใกล้ๆที่พักนั่นก็คือวัด Sensoji หรือวัดที่มีโคมแดงๆที่คนเค้าชอบไปถ่ายรูปนั่นล่ะครับ จุดเด่นของวัดนี้นอกจากโคมแดงอันใหญ่แล้ว ก็มีถนนคนเดินเล็กๆที่ทอดยาวเข้าไปภายในวัดที่สองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านของฝากและขนมมากมาย ถ้ามาสายหรือวันเสาร์อาทิตย์คนจะเยอะมากนะครับ และอีกอย่างที่คนเค้านิยมทำการที่วัดนี้ก็คือการเอาธูปไปปักที่กระถังตรงกลางวัด แล้วปัดเอาควันเข้าตัวเอง เคยอ่านเจอมาเค้าบอกว่า ถ้าอยากให้เกิดผลดีกับตรงไหนก็ให้ปัดเข้าส่วนนั้น เช่น อยากให้มีเงินทองโชคลาภก็ควักควันเข้ากระเป๋า ถ้าอยากให้หัวดีเรียนเก่งก็ควักเข้าที่หัว ผมนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ ควักเข้าทั้งตัวเลย!!! ขอทุกๆส่วนแบบเน้นๆ 555

       จากนั้นก็นั่งรถไฟมาที่ย่าน Akihabara ย่านนี้คือสวรรค์ของคนรักกล้องเครื่องใช้ไอทีทั้งหลาย รวมไปถึงนักสะสมฟิกเกอร์ทั้งหลายก็ห้ามพลาดเพราะมีเยอะมาก และอีกหนึ่งความเด็กของย่านนี้ คือมันมีตึกชื่อว่า POP Life เป็นตึกที่รวม sex toy ไว้ทั้งตึกเลยครับ ใครอยากเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กก็แวะไปกันได้ ตระกรานตาทั้งตึก! โคตรจริงจัง!!! 555
เราเปลี่ยนมาคุยเรื่องกล้องกันดีกว่าครับ 555 ห้างที่ผมจะแนะนำสำหรับคนรักกล้องนั่นก็คือ Yodobashi  ที่นี่มีทุกแบบทุกค่ายทุก gadget ที่ต้องการ ใครกำลังมองหาอะไรที่เกี่ยวกับกล้อง ผมว่าทุกอย่างจบได้ที่นี่เลย แต่ถ้าใครชอบเดินก็ลองเดินๆซอกแซกไปตามย่านก็ได้ครับ น่าเจอร้านอื่นๆอีกเหมือนกัน แต่ถ้าใครขี้เกียจ Yodobashi ตอบโจทย์สุดๆ ให้อยู่ทั้งวันก็ไม่เบื่อ



เสร็จจาก Akihabara ฟ้าก็มืดพอดี นึกขึ้นได้ว่ามีอีกที่ที่โคตรน่าไปแต่คนโสดอาจเหงาตายได้ เพราะมันมีแต่คนเค้ามาเดินดูไฟกันเป็นคู่ 555 นั่นก็คือ Naka-meguro ครับ จุดเด่นของย่านนี้คือจะมีคลองเล็กๆที่สองฝั่งเต็มไปด้วยต้นซากุระทอดเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา คือถ้าหน้าซากุระคลองนี้ก็จะกลายเป็นอุโมงค์ซากุระสีชมพู แต่พอหน้าหนาวแบบนี้ต้นซากุระเหลือแต่ก้าน เค้าก็เลยเอาไฟมาประดับ กลายเป็นอุโมงค์ไฟระยิบระยับท่ามกลางอากาศหนาวที่โคตรสวยและฟินเลยจริงๆ ...เป็นกำลังใจให้ไฟ 39 ล้านบ้านเราด้วยครับ ได้แต่ภาวนาว่าสักวันเราจะได้เห็นอะไรแบบนี้ที่บ้านเราบ้าง 555  


Day6 > Tsukiji – Ginza - Odiba

       แม้จะไม่ได้แหกตาตื่นมาดูประมูลทูน่า แต่ได้มาเดินกินปลาถึงที่ก็โอเค! Tsukiji เป็นหนึ่งที่ที่ผมอยากมามาก ความจริงไฮไลท์ของที่นี่คือการมาดูการประมูลปลาทูน่าตัวใหญ่ๆยักษ์ๆ ซึ่งก็ต้องมาจองคิวกันตั้งแต่ตีสามตีสี่เลยครับ แล้วเค้าก็จำกัดคนเข้าด้วย แต่ยอมรับเลยครับว่าตื่นไม่ไหวและก็ไกลจากที่พักพอสมควรเลย แต่ก็ไม่เป็นไรยังไงก็ได้มาเดินกินปลาดิบถึงตลาดปลาชื่อดังของญี่ปุ่นก็โอเคแล้ว  ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเราควรจะไปเดินตรงไหน มันมีหลายซอกหลายซอยเหมือนกัน เอาเป็นว่าให้ดูไว้ ตรงไหนคนเยอะๆก็เดินเข้าไปในซอยนั้นล่ะครับ ที่เหลือก็ตามใจปากแล้วฟาดให้เรียบ มีให้กินตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอยแถมมีหลายซอยอีก555


       เสร็จจากตลาดปลาชนิดที่ว่าตัวยังไม่หายเหม็น เราเปลี่ยนอารมณ์แบบโคตรคอนทราสมาเดินช้อปกันที่ย่านหรูที่นึกว่าอยู่ New York นั่นก็คือย่าน Ginza นั่นเอง ย่านนี้คอแบรนด์เนมห้ามพลาดครับ Shop ทั้งหลายตั้งเรียงรายรอดูดเงินในกระเป๋ายาวไปตามสองฝั่งถนนเลยทีเดียว ใครสายแบรนด์เนมผมว่าที่นี่เดินง่ายกว่าพวก Shibuya – Harajuku เยอะ อีกอย่างผมชอบ location ที่นี่นะถนนมันสวยดี ฟีลคล้ายๆนิวยอร์กเลย


      ก่อนกลับที่พักเราก็นั่งรถไฟกันยาวๆไป Odiba เพื่อที่จะไปถ่ายรูปกับ Gundam ยักษ์ที่เค้ากำลังจะรื้อในปีหน้าแล้ว  ความจริงผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่ แต่พอไปเห็นใกล้ๆก็รู้สึกว่ามันโคตรเท่ห์เลย ซึ่งนอกจากกันดั้มแล้ว ที่โอไดบะยังมี Ferris Wheel ชิงช้าสวรรค์ที่มีความสูงติดอันดับโลก และ Rainbow Bridge หรือสะพานสายรุ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของโอไดบะอีกด้วย ความจริงผมถ่ายรูปมานะครับแต่ไปเสิร์ชกูเกิลเอาดีกว่า จะได้รู้สึกว่ามันน่าไปขนาดไหน 555 (ฝีมือกาก)

Day7 > harajuku – Cat Street - Shibuya

    มาญี่ปุ่นทั้งทีจะไม่เดินย่านฮิตอย่างชิบูย่า ฮาราจุกุได้ไง เริ่มต้นวันแบบใสๆด้วยการไป Slow life กับศาลเจ้าเมจิย่านฮาราจุกุ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่ที่ผมชอบมากๆเลยครับ มันเป็นเหมือนปอดกลางเมืองเลย ทางเข้าศาลเจ้าเป็นอุโมงค์ต้นไม้ยาวประมาณกิโลได้มั้งโคตรร่มรื่น ด้านในวัดก็เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่สวยงามเลย โดยที่ก่อนมาผมอ่านจากหนังสือไกด์บุ๊ค เค้าบอกว่าถ้าโชคดีก็จะได้เห็นพิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นที่ศาลเจ้าแห่งนี้ และความโชคดีมันก็เกิดกับผมครับ เค้ามีงานแต่งพอดี!!! สวยงามมากครับ


         จากศาลเจ้าเมจิเราก็เดินไปตามย่าน Harajuku เพื่อที่จะเดินไป Cat Street และเชื่อมเข้าสู่ Shibuya ทั้งสามที่นี้จะเป็นย่านวัยรุ่นย่านแฟชั่นคล้ายๆกันหมดครับ จะต่างก็ตรงบรรยากาศของแต่ละย่านนี่แหละ เริ่มกันที่ Harajuku ก่อนเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเย็นวันศุกร์ หรือใกล้เทศกาลอะไรยังไง เหมือนกูเดินอยู่สงกรานต์สีลมเลยจริงๆ 5555 คนโคตรเยอะ อยากตะโกนถามว่าไปไหนก๊านนน!!! ยังดีที่อากาศหนาวและบ้านเมืองมันน่าเดินนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหน้าร้อนจะเป็นยังไง ส่วนใครสาวก LINE แวะไปแบ๊วกันที่ LINE FRIENDS STORE กันได้ครับ อยู่ในฮาราจุกุนี่แหละ


       หายใจได้โล่งขึ้น หลังจากเลี้ยวเข้าซอย Cat Street ถนนเล็กๆที่โคตรชิล สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านเก๋ๆจากแบรนด์ท้องถิ่นสลับกับแบรนด์ใหญ่ที่มีให้เห็นบ้าง ย่านนี้สายช้อปชิลๆต้องมานะ มันชิลจริง

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่