อัตตาคือตัวตน แต่ว่าตามความเข้าใจทั่วไปแล้ว
ก็คือตัวเอง ตัวของเรา การรับรู้ของเรา ตัวเราตัวเขา
ยาวไปถึง ว่าเราคือใคร เขาคือใคร
โดยเราจะตระหนักถึงเราใน2กรณีด้วยกันคือ
1)เมื่อจะพยายามไขว่คว้าเพื่อตัวเอง
2)เมื่อเรากระทำสิ่งใดออกไปต้องรับกรรมนั้น
อนึ่งอัตตาจึงหมายถึงการพัวพันด้วยกรรมและผลแห่งกรรมประการหนึ่งด้วย
อัตตามีการเกิดที่อธิบายไว้ในปกิจสมุปบาท อัตตาจึงเป็นอวิชา
อัตตามีทุกข์จากเกิดแก่เจ็บตายและการใช้ชีวิต
กล่าวโดยย่ออัตตาคือสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นตัวเอง
อนัตตานั้นตรงกันข้ามและอยู่เหนืออัตตา
เพราะเกิดจากความรู้ความเข้าใจในอัตตา แล้วคลายความยึดมั่นจึงรู้สภาพอนัตตา
คืออนัตตาที่อยู่เหนือตัวเอง(ความเขลา)อยู่เหนือกรรมและผลแห่งกรรม
อนัตตาในที่นี้จึงเป็นสภาวะธรรมที่ปล่อยวางแบบดับเย็น ไม่มีเกิด_ดับ และความตาย
คือความจริงที่รับรู้ได้ด้วยสติปัญญา คือการรู้ธรรมะ
คือการพิจรณาดูเหตุดูปัจจัย คือเหตุและผล
พอได้พบกับอัตตาคือก็ตัวผมเองธรรมดานี่แหละครับ
เป็นความตระหนัก ที่เคยชินครับ
ว่าตามหลักวิชาการมันเป็นการเกิดตามปกิจสมุปบาทประมานนั้น
อนัตตาจึงได้แก่สภาวะเมื่อเกิดความรู้เห็นความจริงนี้แล้วปล่อยวาง
ขออธิบายเพิ่มเติมอย่างนี้ว่า
คือเดิมทีเริ่มแรกเราจะพิจรณาการเกิดดับของจิตสังขารคือความคิดปรุงแต่ง
ว่าเป็นทุกข์ไม่เที่ยงเป็นอนัตตาไม่สามารถบังคับได้อะไรทำนองนั้น
เราก็ดับทุกข์นั้นได้บ้างชั่วคราวและเหมือนจะรู้มากขึ้นทุกที(แต่ก็เหมือนจะไม่รู้จริง)
ความเกิดแก่เจ็บความตายการปรุงแต่งอัตตาในบทนี้จะเป็นต้นเหตุสำคัญ
และเป็นLast boss ก็คือตัวเองนี่แหละครับ
พ้นจากนี้เราจะพบพุทธะแห่งอนันตสภาวะผู้มีพระภาคเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ
และเป็นสิ่งที่จะเอาชนะมารได้
จะไม่มีการทำเพื่อตัวเองแบบเดิมๆครับ
เพราะว่าเมล็ดของอัตตาที่เคยแตกกิ่งก้านเป็นตัณหาและพยาบาท
และสร้างมายากลิ้งกลอกแลเหมือนว่าตนดีอยู่แต่เดิมนั้นถูกพุทธะถอนทิ้งไปเสียด้วย
ก็คงจะดีขึ้นมั้งนิสัยอะไรพวกนั้นเพราะจะไม่เห็นแก่ตัวและอยากพอกพูนอีก
พุทธะนั้นเกิดขึ้นคล้ายๆกับการเผชิญหน้ากับตัวเอง
ไม่ใช่การมีสติดึงอารมณ์เพื่อไม่ปรุงแต่งตามธรรมดาของการฝึก
คือคล้ายๆกับในmvเพลงประกอบซีรี่ย์พระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าเผชิญหน้ากับพญามาร
และคล้ายๆกับที่เจ้าชายดัสแทนเผลอกดไปที่ด้ามของกฤชศักดิ์สิทธิ์ในปริ้นออฟเปอร์เซีย
กล่าวคือมันจะทวนกระแสการปรุงแต่งตัวเองกับความว่างของการไม่เป็นสภาวะอย่างมาก อนึ่งคือที่พุทธะปรากฎ
เป็นคล้ายๆกับญาณเพราะเกิดการรับรู้และถ่ายถอนความเห็นแก่ตัวออกด้วย
ในความเข้าใจว่ามันเป็นเพียงการพอกพูนและมายา
คุณน่าจะลองเชื่อดูนะเผื่อจะเข้าใจอัตตากับอนัตตาเพิ่มมากขึ้น
จะขอนิยามให้เพิ่มเติมแล้วกันเพื่อการเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ได้
นั่นคืออัตตากับอนัตตาที่ผมประจักษ์เป็นเรื่องของภาวะและอภาวะ โดยตรง
เป็นสิ่งที่เกิดตามเหตุปัจจัย เป็นความทุกข์ และการดับทุกข์
ผมจึงเห็นอนัตตาว่าคือสติปัญญา คือสัจะ คือมรรค คือผล คือญาณ คือญาณทัสนะ คือธรรมะ คือความดี คือไม่ประมาท คือผู้ไม่ตาย
ดังนี้เป็นอธิ นะเอย
ความรู้ในอัตตาและอนัตตา(เพิ่มเติม)
ก็คือตัวเอง ตัวของเรา การรับรู้ของเรา ตัวเราตัวเขา
ยาวไปถึง ว่าเราคือใคร เขาคือใคร
โดยเราจะตระหนักถึงเราใน2กรณีด้วยกันคือ
1)เมื่อจะพยายามไขว่คว้าเพื่อตัวเอง
2)เมื่อเรากระทำสิ่งใดออกไปต้องรับกรรมนั้น
อนึ่งอัตตาจึงหมายถึงการพัวพันด้วยกรรมและผลแห่งกรรมประการหนึ่งด้วย
อัตตามีการเกิดที่อธิบายไว้ในปกิจสมุปบาท อัตตาจึงเป็นอวิชา
อัตตามีทุกข์จากเกิดแก่เจ็บตายและการใช้ชีวิต
กล่าวโดยย่ออัตตาคือสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นตัวเอง
อนัตตานั้นตรงกันข้ามและอยู่เหนืออัตตา
เพราะเกิดจากความรู้ความเข้าใจในอัตตา แล้วคลายความยึดมั่นจึงรู้สภาพอนัตตา
คืออนัตตาที่อยู่เหนือตัวเอง(ความเขลา)อยู่เหนือกรรมและผลแห่งกรรม
อนัตตาในที่นี้จึงเป็นสภาวะธรรมที่ปล่อยวางแบบดับเย็น ไม่มีเกิด_ดับ และความตาย
คือความจริงที่รับรู้ได้ด้วยสติปัญญา คือการรู้ธรรมะ
คือการพิจรณาดูเหตุดูปัจจัย คือเหตุและผล
พอได้พบกับอัตตาคือก็ตัวผมเองธรรมดานี่แหละครับ
เป็นความตระหนัก ที่เคยชินครับ
ว่าตามหลักวิชาการมันเป็นการเกิดตามปกิจสมุปบาทประมานนั้น
อนัตตาจึงได้แก่สภาวะเมื่อเกิดความรู้เห็นความจริงนี้แล้วปล่อยวาง
ขออธิบายเพิ่มเติมอย่างนี้ว่า
คือเดิมทีเริ่มแรกเราจะพิจรณาการเกิดดับของจิตสังขารคือความคิดปรุงแต่ง
ว่าเป็นทุกข์ไม่เที่ยงเป็นอนัตตาไม่สามารถบังคับได้อะไรทำนองนั้น
เราก็ดับทุกข์นั้นได้บ้างชั่วคราวและเหมือนจะรู้มากขึ้นทุกที(แต่ก็เหมือนจะไม่รู้จริง)
ความเกิดแก่เจ็บความตายการปรุงแต่งอัตตาในบทนี้จะเป็นต้นเหตุสำคัญ
และเป็นLast boss ก็คือตัวเองนี่แหละครับ
พ้นจากนี้เราจะพบพุทธะแห่งอนันตสภาวะผู้มีพระภาคเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ
และเป็นสิ่งที่จะเอาชนะมารได้
จะไม่มีการทำเพื่อตัวเองแบบเดิมๆครับ
เพราะว่าเมล็ดของอัตตาที่เคยแตกกิ่งก้านเป็นตัณหาและพยาบาท
และสร้างมายากลิ้งกลอกแลเหมือนว่าตนดีอยู่แต่เดิมนั้นถูกพุทธะถอนทิ้งไปเสียด้วย
ก็คงจะดีขึ้นมั้งนิสัยอะไรพวกนั้นเพราะจะไม่เห็นแก่ตัวและอยากพอกพูนอีก
พุทธะนั้นเกิดขึ้นคล้ายๆกับการเผชิญหน้ากับตัวเอง
ไม่ใช่การมีสติดึงอารมณ์เพื่อไม่ปรุงแต่งตามธรรมดาของการฝึก
คือคล้ายๆกับในmvเพลงประกอบซีรี่ย์พระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าเผชิญหน้ากับพญามาร
และคล้ายๆกับที่เจ้าชายดัสแทนเผลอกดไปที่ด้ามของกฤชศักดิ์สิทธิ์ในปริ้นออฟเปอร์เซีย
กล่าวคือมันจะทวนกระแสการปรุงแต่งตัวเองกับความว่างของการไม่เป็นสภาวะอย่างมาก อนึ่งคือที่พุทธะปรากฎ
เป็นคล้ายๆกับญาณเพราะเกิดการรับรู้และถ่ายถอนความเห็นแก่ตัวออกด้วย
ในความเข้าใจว่ามันเป็นเพียงการพอกพูนและมายา
คุณน่าจะลองเชื่อดูนะเผื่อจะเข้าใจอัตตากับอนัตตาเพิ่มมากขึ้น
จะขอนิยามให้เพิ่มเติมแล้วกันเพื่อการเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ได้
นั่นคืออัตตากับอนัตตาที่ผมประจักษ์เป็นเรื่องของภาวะและอภาวะ โดยตรง
เป็นสิ่งที่เกิดตามเหตุปัจจัย เป็นความทุกข์ และการดับทุกข์
ผมจึงเห็นอนัตตาว่าคือสติปัญญา คือสัจะ คือมรรค คือผล คือญาณ คือญาณทัสนะ คือธรรมะ คือความดี คือไม่ประมาท คือผู้ไม่ตาย
ดังนี้เป็นอธิ นะเอย