ผมเห็นว่าอาจจะจริงและไม่จริง เพราะ
1.จริง เพราะ รมว. รมช. จะมาจากทหาร แพทย์ นักการเมือง ที่ไม่มีความรู้เรื่องการศึกษา เจ้าหน้าที่ชงอะไรให้ก็ว่าตามนั้น เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องทำผลงานเพื่อเลื่อนระดับสูงขึ้น เช่น เรื่องแรก ยุคหนึ่งห้ามท่องสูตรคูณ ห้ามท่องอาขยาน ว่าเป็นนกแก้วนกขุนทอง ยี่สิบปีผ่านไปเด็กไทยคูณเลขไม่เป็นขายของคิดเงินไม่ถูก นักวิชาการบอกว่าครูเข้าใจผิดเองไม่ได้ห้าม เรื่องที่สอง ห้ามสอบตกซ้ำชั้น ในรายงานของสถานศึกษาจะไม่มีช่องซ้ำชั้น หมายความว่า ในหนึ่งปีเด็กมาเรียนวันหนึ่งก็ได้เลื่อนชั้น อ่านไม่ออก คิดเลขไม่เป็นก็ได้เลื่อนชั้น โดยให้เหตุผลว่า เด็กซ้ำชั้นหนึ่งคนรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก เด็กเหล่านั้นมีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอพอเรียนชั้นสูงขึ้นไปไม่ไหวก็ออกกลางคัน ก็มีนโยบายห้ามออกกลางคัน นโยบายผิดพลาดมีอีกมาก ประเทศเราเสียหายมูลค่าเท่าไร ถ้าคิดเป็นเงินประมาณไม่ได้ มีใครรับผิดชอบบ้าง สุดท้ายโทษครูและโรงเรียนที่ทำตามนโยบายเหล่านั้น ตอนนี้จับตาดูนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ขณะที่ให้ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ สั่งให้เพิ่มชั่วโมงเรียน ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วิชาอื่นๆให้บูรณาการกันเอาเอง ปรับแก้หลักสูตรทุกปี
2.ไม่จริง เพราะเด็กไทยเรียนรู้อย่างหนักยิ่งกว่าเด็กสมัยก่อน แต่เครื่องมือวัดผล O-net ป.6 PISA ที่เป็นตัววัดผลให้อาจารย์มหาวิทยาลัยออกหรือด๊อกเตอร์ที่ไม่เคยสอนออกข้อสอบ ตามหลักการผู้สอนต้องเป็นผู้สอบ(อย่าเข้าใจผิดว่านักวิชาการจะฉลาดทุกคน) ผิดหลักการสร้างเครื่องมือวัดผลที่ดี คงเข้าใจว่าเด็กประถมศึกษามี IQ เท่ากับนักศึกษามหาวิทยาลัยกระมัง บางข้อครูยังทำไม่ได้เลย จึงอยากให้ผู้ออกข้อสอบไปศึกษาหลักการสร้างเครื่องมือวัดผลที่ดีใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ข้อสอบจะต้องมีความยากง่ายเหมาะสม หมายความว่า เด็ก 10-20 % ทำคะแนนได้สูงสุดและต่ำสุด อีก 80 % จะอยู่ระดับปานกลาง (สถิติเป็นรูปหลังเต่า) ผลสอบ O-net ที่ผ่านมาเด็กไทยทำได้ไม่ถึง 50 % ทั้งประเทศ สทศ.น่าจะอับอายมากกว่า ขอยกตัวอย่างเพียงข้อเดียวเพื่อประกอบการพิจารณา
ความเห็น : ถ้าต้องการให้การศึกษาไทยดีขึ้นจะต้องลงโทษผู้ที่กำหนดนโยบายการศึกษาผิดพลาด เพราะถือว่าทำร้ายทำลายเด็กไทยและประเทศชาติ สถานศึกษาและครูจะต้องปฏิบัติตามนโยบายจึงไม่น่าจะเป็นความผิดในระดับปฏิบัติการ
ท่านเห็นว่าการศึกษาประเทศไทยล้มเหลวจริงหรือไม่ เพราะอะไร
1.จริง เพราะ รมว. รมช. จะมาจากทหาร แพทย์ นักการเมือง ที่ไม่มีความรู้เรื่องการศึกษา เจ้าหน้าที่ชงอะไรให้ก็ว่าตามนั้น เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องทำผลงานเพื่อเลื่อนระดับสูงขึ้น เช่น เรื่องแรก ยุคหนึ่งห้ามท่องสูตรคูณ ห้ามท่องอาขยาน ว่าเป็นนกแก้วนกขุนทอง ยี่สิบปีผ่านไปเด็กไทยคูณเลขไม่เป็นขายของคิดเงินไม่ถูก นักวิชาการบอกว่าครูเข้าใจผิดเองไม่ได้ห้าม เรื่องที่สอง ห้ามสอบตกซ้ำชั้น ในรายงานของสถานศึกษาจะไม่มีช่องซ้ำชั้น หมายความว่า ในหนึ่งปีเด็กมาเรียนวันหนึ่งก็ได้เลื่อนชั้น อ่านไม่ออก คิดเลขไม่เป็นก็ได้เลื่อนชั้น โดยให้เหตุผลว่า เด็กซ้ำชั้นหนึ่งคนรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก เด็กเหล่านั้นมีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอพอเรียนชั้นสูงขึ้นไปไม่ไหวก็ออกกลางคัน ก็มีนโยบายห้ามออกกลางคัน นโยบายผิดพลาดมีอีกมาก ประเทศเราเสียหายมูลค่าเท่าไร ถ้าคิดเป็นเงินประมาณไม่ได้ มีใครรับผิดชอบบ้าง สุดท้ายโทษครูและโรงเรียนที่ทำตามนโยบายเหล่านั้น ตอนนี้จับตาดูนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ขณะที่ให้ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ สั่งให้เพิ่มชั่วโมงเรียน ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วิชาอื่นๆให้บูรณาการกันเอาเอง ปรับแก้หลักสูตรทุกปี
2.ไม่จริง เพราะเด็กไทยเรียนรู้อย่างหนักยิ่งกว่าเด็กสมัยก่อน แต่เครื่องมือวัดผล O-net ป.6 PISA ที่เป็นตัววัดผลให้อาจารย์มหาวิทยาลัยออกหรือด๊อกเตอร์ที่ไม่เคยสอนออกข้อสอบ ตามหลักการผู้สอนต้องเป็นผู้สอบ(อย่าเข้าใจผิดว่านักวิชาการจะฉลาดทุกคน) ผิดหลักการสร้างเครื่องมือวัดผลที่ดี คงเข้าใจว่าเด็กประถมศึกษามี IQ เท่ากับนักศึกษามหาวิทยาลัยกระมัง บางข้อครูยังทำไม่ได้เลย จึงอยากให้ผู้ออกข้อสอบไปศึกษาหลักการสร้างเครื่องมือวัดผลที่ดีใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ข้อสอบจะต้องมีความยากง่ายเหมาะสม หมายความว่า เด็ก 10-20 % ทำคะแนนได้สูงสุดและต่ำสุด อีก 80 % จะอยู่ระดับปานกลาง (สถิติเป็นรูปหลังเต่า) ผลสอบ O-net ที่ผ่านมาเด็กไทยทำได้ไม่ถึง 50 % ทั้งประเทศ สทศ.น่าจะอับอายมากกว่า ขอยกตัวอย่างเพียงข้อเดียวเพื่อประกอบการพิจารณา
ความเห็น : ถ้าต้องการให้การศึกษาไทยดีขึ้นจะต้องลงโทษผู้ที่กำหนดนโยบายการศึกษาผิดพลาด เพราะถือว่าทำร้ายทำลายเด็กไทยและประเทศชาติ สถานศึกษาและครูจะต้องปฏิบัติตามนโยบายจึงไม่น่าจะเป็นความผิดในระดับปฏิบัติการ