หัวหน้าทีมกฎหมาย ปชป. เห็นด้วยนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมโดยสงบ พร้อมเยียวยาทั้งด้านการเงินและสภาพจิตใจ ขณะเดียวกันควรครอบคลุมไปถึงผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนคดีความผิด ม.112 และคดีอาญาร้ายแรง คดีทุจริตต้องดำเนินการตามกฎหมาย
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสุชน ชาลีเครือ กรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เสนอให้มีการนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองว่า ตนเห็นว่าคดีที่ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้คือคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นตัวการผู้สนับสนุน ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ใช้คนอื่นให้กระทำความผิด จะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมและต้องลงโทษสถานหนักกับบุคคลเหล่านี้
ส่วนอีกคดีหนึ่งที่ตนเห็นว่าไม่ควรจะนิรโทษกรรมก็คือคดีที่เป็นคดีอาญาร้ายแรงและคดีทุจริตทุกประเภท ตนเห็นว่าการนิรโทษกรรมควรจะดำเนินการให้กับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธซึ่ง มาตรา 63 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 บัญญัติรองรับสิทธิไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยรองรับความชอบของการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไว้แล้ว และจะต้องมีมาตรการเยียวยาทางด้านการเงินและเยียวยาทางด้านจิตใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบดังกล่าวโดยจัดเงินดูแลหรือจะเอาหาอาชีพที่เหมาะสม หรือมาตรการอื่นที่เหมาะกับผู้ชุมนุมดังกล่าวนั้น
นายวิรัตน์ กล่าวว่าวงเงินการเยียวยา แม้จะไม่ถึง 7.5 ล้านบาทต่อราย แต่ก็ควรจะให้ผู้ที่ทุพพลภาพ ป่วยเจ็บสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนและได้รับการยอมรับในสังคม โดยจะต้องมีมาตรการเยียวยาทางด้านการเงินและเยียวยาทางด้านจิตใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบทั้งการจัดเงินดูแล จัดหาอาชีพที่เหมาะสม หรือมาตรการอื่นที่เหมาะกับผู้ชุมนุมดังกล่าวนั้น ส่วนแนวทางต่อญาตินั้นควรให้ผู้ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ ป่วยเจ็บได้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนและได้รับการยอมรับในสังคม
สำหรับแนวทางที่จะนิรโทษกรรมควรให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยกร่างเป็นพระราชบัญญัติเพื่อจะได้รอบคอบรัดกุมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายซึ่งอาจจะพิจารณาโดยรวดเร็วหรือกระชับเพื่อจะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาโดยเร็ว
นายวิรัตน์กล่าวต่อว่าทั้งนี้มาตรการเยียวยานั้นควรคำนึงถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้คือจังหวัดยะลา,จังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาสซึ่งเกิดขึ้นเพราะการใช้นโยบายผิดพลาดในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 และเริ่มรุนแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2547 โดยใช้อำนาจข่มเหงรังแกพี่น้องใน 3 จังหวัดภาคใต้อย่างไม่เป็นธรรม ลุแก่อำนาจ โดยมีเหล่าบริวารรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนการใช้ความรุนแรงดังกล่าว จนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ไม่น้อยกว่า 20,000 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตมีทั้ง ทหาร ตำรวจ ครู พระภิกษุ โต๊ะอิหม่าม นักเรียน ผู้หญิง อาสาสมัคร และผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอีกประมาณ 7,000 คน มีผู้บาดเจ็บอีกนับ 10,000 คนมีผู้พิการและขาดไร้อุปการะ มากมายซึ่งคนเหล่านี้ควรได้รับการเยียวยาโดยมาตรการเยียวยาที่ใกล้เคียงกัน
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000000598
***********************************
ดีเจต้อย ติดคุกต่อไปนะ
วิรัตน์”หนุนนิรโทษผู้ชุมนุมอย่างสงบ ยกเว้นพวกผิด ม.112 คดีอาญา และทุจริต(ว้า งั้นเผาศาลากลาง ก็ไม่ได้ออกนะซิ)
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสุชน ชาลีเครือ กรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เสนอให้มีการนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองว่า ตนเห็นว่าคดีที่ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้คือคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นตัวการผู้สนับสนุน ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ใช้คนอื่นให้กระทำความผิด จะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมและต้องลงโทษสถานหนักกับบุคคลเหล่านี้
ส่วนอีกคดีหนึ่งที่ตนเห็นว่าไม่ควรจะนิรโทษกรรมก็คือคดีที่เป็นคดีอาญาร้ายแรงและคดีทุจริตทุกประเภท ตนเห็นว่าการนิรโทษกรรมควรจะดำเนินการให้กับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธซึ่ง มาตรา 63 รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 บัญญัติรองรับสิทธิไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยรองรับความชอบของการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไว้แล้ว และจะต้องมีมาตรการเยียวยาทางด้านการเงินและเยียวยาทางด้านจิตใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบดังกล่าวโดยจัดเงินดูแลหรือจะเอาหาอาชีพที่เหมาะสม หรือมาตรการอื่นที่เหมาะกับผู้ชุมนุมดังกล่าวนั้น
นายวิรัตน์ กล่าวว่าวงเงินการเยียวยา แม้จะไม่ถึง 7.5 ล้านบาทต่อราย แต่ก็ควรจะให้ผู้ที่ทุพพลภาพ ป่วยเจ็บสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนและได้รับการยอมรับในสังคม โดยจะต้องมีมาตรการเยียวยาทางด้านการเงินและเยียวยาทางด้านจิตใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบทั้งการจัดเงินดูแล จัดหาอาชีพที่เหมาะสม หรือมาตรการอื่นที่เหมาะกับผู้ชุมนุมดังกล่าวนั้น ส่วนแนวทางต่อญาตินั้นควรให้ผู้ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ ป่วยเจ็บได้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนและได้รับการยอมรับในสังคม
สำหรับแนวทางที่จะนิรโทษกรรมควรให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยกร่างเป็นพระราชบัญญัติเพื่อจะได้รอบคอบรัดกุมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายซึ่งอาจจะพิจารณาโดยรวดเร็วหรือกระชับเพื่อจะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาโดยเร็ว
นายวิรัตน์กล่าวต่อว่าทั้งนี้มาตรการเยียวยานั้นควรคำนึงถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้คือจังหวัดยะลา,จังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาสซึ่งเกิดขึ้นเพราะการใช้นโยบายผิดพลาดในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 และเริ่มรุนแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2547 โดยใช้อำนาจข่มเหงรังแกพี่น้องใน 3 จังหวัดภาคใต้อย่างไม่เป็นธรรม ลุแก่อำนาจ โดยมีเหล่าบริวารรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนการใช้ความรุนแรงดังกล่าว จนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ไม่น้อยกว่า 20,000 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตมีทั้ง ทหาร ตำรวจ ครู พระภิกษุ โต๊ะอิหม่าม นักเรียน ผู้หญิง อาสาสมัคร และผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอีกประมาณ 7,000 คน มีผู้บาดเจ็บอีกนับ 10,000 คนมีผู้พิการและขาดไร้อุปการะ มากมายซึ่งคนเหล่านี้ควรได้รับการเยียวยาโดยมาตรการเยียวยาที่ใกล้เคียงกัน
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000000598
***********************************
ดีเจต้อย ติดคุกต่อไปนะ