สวัสดีทุกคนค่ะ เราไปเกาหลีมาเมื่อวันที่ 26-31 ธันวาคม 2559 เป็นทริปที่ประทับใจมาก ไปกับแฟน 2 คน
ทั้งติดตม. เจอหิมะตกเป็นวันๆ แก้ผ้าอาบน้ำกับคนเกาหลี พูดภาษาอังกฤษกับอาจุมม่า เดามั่วๆ ซื้อตั๋วรถไฟ ปั่นจักรยานกลางอากาศติดลบ
นั่งรถฟรี กินวิตามันซีวันละขวด นอนเบียดกันบนพื้นจนหลังเกือบไหม้ ไม่ได้ซื้อของที่อยากได้เพราะต้องใช้ตังให้พอ กระเป๋าซิปแตก
และอีกมากมายที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เราสองคนค่ะ ภาพความประทับใจจะเป็นยังไง ตามไปดูกันเล้ย....

หลังจากผ่านตม. มาได้ ด้วยเอกสารจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบินขากลับ และการตอบคำถามที่มั่นใจ
เราก็มุ่งหน้าไปที่แรกคืออุทยานแห่งชาติซอรัคซานค่ะ อยู่ที่เมืองซกโช จังหวัดกังวอนโด ทางภาคตะวันออกของกรุงโซลค่ะ
อุทยานแห่งนี้น่าจะโดดเด่นที่สุดในฤดูใบไม้ร่วงค่ะ แต่เราไปตอนหน้าหนาวเราก็ว่าสวยมากสำหรับเรา เป็นความทรงจำที่เราจะตราไว้นานเท่านานค่ะ
วันแรกที่เราไปถึงหิมะยังไม่ตก แต่หลังจากนอนไปคืนเดียวตื่นมา วิวก็กลายเป็นเมืองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ

เรานั่งรถเมล์สาย 7-1 จากที่พักไปห้านาที ก็ถึงหน้าอุทยานค่ะ ซึ่งตอนแรกเรานึกว่าจะมีแต่คนไทย
เพราะเราเห็นในโปรแกรมทัวร์ เค้าชอบพามาที่ซอรัคซานกัน แต่ที่ไหนได้ คนเกาหลีเองก็มากันเพียบค่ะ เค้าดูตื่นเต้นเหมือนกัน
มีทั้งคู่รัก เพื่อนฝูง แม่ลูก แล้วก็แกงค์อาจุมม่าค่ะ

หากจะขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาจะต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปค่ะ หากใครไปเองหรือไปกับทัวร์แล้วมีเวลา ขอแนะนำให้ขึ้นไปชมวิวด้านบนค่ะ
เพราะคุณจะได้อยู่บนเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ประหนึ่งว่าอยู่ในหนังฮอลลีวู้ดค่ะ

ทั้งนี้ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังนะคะ เพราะที่นี่เค้าค่อนข้างไว้ใจวิจารณญาณของนักท่องเที่ยว บางจุดก็อาจจะเดินตกเหวได้ เพราะไม่มีราวกั้น
ดังนั้น เราเดินอยู่ตรงกลางๆ ดีกว่าค่ะ

ระหว่างที่ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ เจ้าหน้าที่ก็เปิดเพลงให้เข้ากับบรรยากาศ โดยเพลงที่ถูกเลือกนั้นได้แก่.....เพลงประกอบการ์ตูนเรื่อง Frozen นั่นเอง
Let it go! Let it go! หิมะก็ตกอย่างพรั่งพรูค่ะ ดังนั้นผู้ที่จะไปควรเตรียมรองเท้ากันน้ำ และเสื้อที่กันน้ำได้ไปนะคะ เพื่อความอบอุ่นของร่างกาย
ือีกมุมนึงของภูเขาก็จะมีวัดค่ะ ซึ่งไม่มีใครเดินไปเท่าไหร่ แต่เราไปค่ะ

มองเห็นกันไหมคะ วัดแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ

มีโคมไฟอยู่โคมนึงพอเป็นพิธีค่ะ แต่เราก็ชอบนะ สวยดี

หลังจากดูวิว ดูสถานที่กันจนหนำใจ เราก็นั่งเคเบิลคาร์ลงไปด้านล่างค่ะ เพื่อเดินทางกลับไปที่พัก เก็บของกลับโซล
ตอนที่เรามาเรานั่งรถเมล์มาแค่ 5 นาที เราจึงนึกว่ามันใกล้ค่ะ ตอนกลับเราเลยเดินกลับ
ที่ไหนได้ เดินกลางหิมะกันอยู่ครึ่งชั่วโมงค่ะ กว่าจะถึงที่พัก เล่นเอาเปียกปอนกันไปหมด แต่โชคดีที่ที่พักมีที่ผิงไฟ
เราจึงเอาสิ่งที่เปียกๆ ไปตากแปบเดียวก็แห้งค่ะ สบายหายห่วง
วันต่อมาเราไปเที่ยวพระราชวังเคียงบก เรือนจำซอแดมุน หมู่บ้านบุกชน แล้วก็โซลทาวเวอร์ค่ะ
ตามแบบฉบับที่ทัวร์ไปกัน ตอนแรกเราคิดว่าจะน่าเบื่อ ไม่ค่อยน่าสนใจ แต่แท้ที่จริงมันสวยงาม แตกต่างจากเมืองไทย
และน่าสนใจสมกับเป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศเกาหลีค่ะ แม้แต่คนเกาหลีก็ไปเที่ยวกันไม่น้อยเลยทีเดียว
หากใครยังไม่เคยไป อย่าเพิ่งเชื่อคนที่บอกว่าไม่มีอะไรค่ะ ไม่แน่คุณอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไปค่ะ

พระราชวังเคียงบกกว้างมากค่ะ มีหลายชั้น และอยู่ในทำเลใจกลางเมือง ด้านหน้าเป็นตึก ด้านหลังเป็นภูเขา วันที่เราไปโชคดีไม่ต้องเสียเงินเข้าชมค่ะ

ส่วนพิพิธภัณฑ์เรือนจำซอแดมุน ต้องนั่งรถไฟไปอีกค่ะ มีเด็กวัยรุ่นไปกันเยอะ และมีเด็กเล็กๆ ไปทัศนศึกษาด้วยค่ะ

สถานที่แห่งนี้สร้างโดยญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกค่ะ เอาไว้ขังนักโทษที่ต่อต้านญี่ปุ่น ด้านในจะมีรูปถ่าย ข้าวของต่างๆ ของนักโทษ
และเครื่องทรมาน มีวัยรุ่นเกาหลีดูวีดีโอแล้วน้ำตาซึมด้วยค่ะ เราก็น้ำตาซึมนะ เพราะฟังไม่รู้เรื่องง่ะ

สำหรับหมู่บ้านบุกชน เราถูกใจของกินข้างทางมาก เพราะตอนนั้นอากาศกำลังเย็น แล้วเราได้กินเต้าหู้ปลาอุ่นๆ กับน้ำซุปร้อนๆ
ทำเอาสดชื่นกันเลยทีเดียว

โซล ทาวเวอร์ ไปแล้วนึกถึงกรุงเทพขึ้นมาทันใด เนื่องจากเราเองก็อยากชมวิวกรุงเทพจากมุมสูงบ้าง
เราคิดว่ากรุงเทพเองก็สวย จึงอยากให้ในอนาคตมีสถานที่ฮอตฮิตที่ไม่แพงมาก และกว้างขวางพอที่จะชมวิวกรุงเทพ

วันต่อมาเราไปปั่นจักรยานที่เมืองชุนชอนกันค่ะ ซึ่งได้ไอเดียมาจากกระทู้หนึ่งเงาในเกาหลีในพันทิปนี่เองค่ะ
เห็นรูปแล้วอยากไปมาก เพราะรู้สึกว่ามันโรแมนติค แล้วก็น่าสนใจดี ซึ่งการเดินทางเราต้องซื้อตั๋วรถไฟแยกต่างหากจากบัตรทีมันนี่ค่ะ
ซึ่งไม่รู้ว่ากดภาษาอังกฤษยังไง เลยกดมั่วๆ ไปกับภาษาเกาหลีค่ะ ดีที่อ่านคำว่าชุนชอนซึ่งเป็นสถานีปลายทางออกค่ะ
ที่นี่เวลาจะเป๊ะมาก ตามที่บอกในตั๋วเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงเดียวจากโซล ชมวิวข้างทางเพลินๆ ก็ถึงที่หมายแล้วค่ะ
เราเช่าจักรยานกันคนละคัน ปั่นแค่ 2 ชั่วโมงเนื่องจากตอนเราไปถึงจะสี่โมงแล้ว นานกว่านั้นเค้าก็ไม่ให้เช่าค่ะ เพราะมันเป็นตอนกลางคืน
น้ำที่ทะเลสาบเป็นสีน้ำเงินค่ะ อากาศเย็นสบาย แฟนได้จักรยานแบบเท่ๆ ส่วนเราได้จักรยานแม่บ้านค่ะ

เราปั่นกันไปถึงสวนสาธารณะ ซึ่งมีคนมาเล่นกีฬากัน ทั้งฟุตบอล เทนนิส สเก็ตบอร์ด เล่นรองเท้าสเก็ต
และเนื่องจากเป็นฤดูหนาว เค้าเลยมีลานไอซ์สเก็ตให้เล่นด้วยค่ะ

หากใครไปถึงชุนชอนแล้วก็อย่าลืมแวะไปกินไก่ทอดทักคัลบี้ที่ชิคเก้น ทักคัลบี้ สตรีท นะคะ เรากับแฟนชอบมาก
เรียกว่าเป็นของขึ้นชื่อ เพราะทั้งซอยจะเป็นร้านไก้ทอดทักคัลบี้หมดเลย อร่อยมากๆ ราคาเท่ากันทุกร้าน

กลับจากชุนชอนเราก็ย้ายมาที่พักใหม่ซึ่งเป็นเกสต์เฮาส์แบบบ้านค่ะ ที่นี่เป็นที่แรกที่เตียงไม่อุ่น เราจึงต้องเอาผ้าปูนอนที่พื้น
แล้วเจ้าของก็เปิดฮีทเตอร์ให้ร้อนเกินไป จนหลังเราเกือบจะไหม้เลยทีเดียวค่ะ แต่ก็มีข้อดีคือ ที่พักนี้สนุกสนาน มีเพื่อนๆ พูดคุยกันเยอะค่ะ
มีแมว หมา เกาหลีให้เราได้ชื่นชมค่ะ
วันถัดมาเราไปกินหม้อไฟกันที่ตลาดปลาโนรยางจิน ไปไหว้พระที่วัดโชเกชา ไปนั่งชิลๆ ที่ร้านกาแฟ ก่อนจะไปย่านฮงแดเพื่อซื้อของฝาก
กินมื้อเย็นเป็นหมูกะทะเกาหลี ปิดท้ายด้วยรายการเด็ดคืออาบน้ำที่จิมจิลบังค่ะ

สำหรับที่จิมจิลบังที่เราชื่นชอบนั้นไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เนื่องจากมัวแต่ตื่นตะลึงตกใจ และด้านในถ่ายรูปไม่ได้
เราเลือกอาบแถวๆ ที่พักแถวย่านฮงแดค่ะ ไม่ค่อยมีชาวต่างชาติ เราไม่กล้าไปที่ๆ พันทิปมีรีวิว เนื่องจากกลัวเจอคนไทย อายอ่ะ
เป็นประสบการณ์แก้ผ้าสาธารณะครั้งแรกตอนโตของเราที่เราประทับใจค่ะ เนื่องจากเรารู้สึกว่ามันจริงใจดี พอเห็นคนแก้ผ้าแล้ว
เราได้สัจธรรมว่ามนุษย์เราท้ายที่สุดแล้วก็เหมือนๆ กัน สิ่งของนอกกายก็ไม่เท่าไหร่ พออากาศหนาวๆ ก็มาแก้ผ้าอาบน้ำในที่อุ่นๆ รวมกัน
มีความสุข สบายกายร่วมกัน ชีวิต ณ จุดนั้นก็แทบจะไม่อยากได้อะไรอีก
ใครอยากไปเกาหลีก็ไปเลยค่ะ ไม่สายที่จะไป เตรียมตัวไปให้พร้อม เราใช้เงินไปประมาณสามหมื่น รวมทุกอย่าง
ได้รับประสบการณ์มากมายที่เกินจะคุ้มกับเงินเท่านี้ค่ะ แต่เป็นเงินที่เราหามาเองจากการทำงานนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ บ๊ายบาย
เกาหลีใต้ เที่ยวเกือบง่ายละ อีกนิดนึง แต่ไปเหอะ!
ทั้งติดตม. เจอหิมะตกเป็นวันๆ แก้ผ้าอาบน้ำกับคนเกาหลี พูดภาษาอังกฤษกับอาจุมม่า เดามั่วๆ ซื้อตั๋วรถไฟ ปั่นจักรยานกลางอากาศติดลบ
นั่งรถฟรี กินวิตามันซีวันละขวด นอนเบียดกันบนพื้นจนหลังเกือบไหม้ ไม่ได้ซื้อของที่อยากได้เพราะต้องใช้ตังให้พอ กระเป๋าซิปแตก
และอีกมากมายที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เราสองคนค่ะ ภาพความประทับใจจะเป็นยังไง ตามไปดูกันเล้ย....
หลังจากผ่านตม. มาได้ ด้วยเอกสารจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบินขากลับ และการตอบคำถามที่มั่นใจ
เราก็มุ่งหน้าไปที่แรกคืออุทยานแห่งชาติซอรัคซานค่ะ อยู่ที่เมืองซกโช จังหวัดกังวอนโด ทางภาคตะวันออกของกรุงโซลค่ะ
อุทยานแห่งนี้น่าจะโดดเด่นที่สุดในฤดูใบไม้ร่วงค่ะ แต่เราไปตอนหน้าหนาวเราก็ว่าสวยมากสำหรับเรา เป็นความทรงจำที่เราจะตราไว้นานเท่านานค่ะ
วันแรกที่เราไปถึงหิมะยังไม่ตก แต่หลังจากนอนไปคืนเดียวตื่นมา วิวก็กลายเป็นเมืองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ
เรานั่งรถเมล์สาย 7-1 จากที่พักไปห้านาที ก็ถึงหน้าอุทยานค่ะ ซึ่งตอนแรกเรานึกว่าจะมีแต่คนไทย
เพราะเราเห็นในโปรแกรมทัวร์ เค้าชอบพามาที่ซอรัคซานกัน แต่ที่ไหนได้ คนเกาหลีเองก็มากันเพียบค่ะ เค้าดูตื่นเต้นเหมือนกัน
มีทั้งคู่รัก เพื่อนฝูง แม่ลูก แล้วก็แกงค์อาจุมม่าค่ะ
หากจะขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาจะต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปค่ะ หากใครไปเองหรือไปกับทัวร์แล้วมีเวลา ขอแนะนำให้ขึ้นไปชมวิวด้านบนค่ะ
เพราะคุณจะได้อยู่บนเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ประหนึ่งว่าอยู่ในหนังฮอลลีวู้ดค่ะ
ทั้งนี้ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังนะคะ เพราะที่นี่เค้าค่อนข้างไว้ใจวิจารณญาณของนักท่องเที่ยว บางจุดก็อาจจะเดินตกเหวได้ เพราะไม่มีราวกั้น
ดังนั้น เราเดินอยู่ตรงกลางๆ ดีกว่าค่ะ
ระหว่างที่ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ เจ้าหน้าที่ก็เปิดเพลงให้เข้ากับบรรยากาศ โดยเพลงที่ถูกเลือกนั้นได้แก่.....เพลงประกอบการ์ตูนเรื่อง Frozen นั่นเอง
Let it go! Let it go! หิมะก็ตกอย่างพรั่งพรูค่ะ ดังนั้นผู้ที่จะไปควรเตรียมรองเท้ากันน้ำ และเสื้อที่กันน้ำได้ไปนะคะ เพื่อความอบอุ่นของร่างกาย
ือีกมุมนึงของภูเขาก็จะมีวัดค่ะ ซึ่งไม่มีใครเดินไปเท่าไหร่ แต่เราไปค่ะ
มองเห็นกันไหมคะ วัดแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะค่ะ
มีโคมไฟอยู่โคมนึงพอเป็นพิธีค่ะ แต่เราก็ชอบนะ สวยดี
หลังจากดูวิว ดูสถานที่กันจนหนำใจ เราก็นั่งเคเบิลคาร์ลงไปด้านล่างค่ะ เพื่อเดินทางกลับไปที่พัก เก็บของกลับโซล
ตอนที่เรามาเรานั่งรถเมล์มาแค่ 5 นาที เราจึงนึกว่ามันใกล้ค่ะ ตอนกลับเราเลยเดินกลับ
ที่ไหนได้ เดินกลางหิมะกันอยู่ครึ่งชั่วโมงค่ะ กว่าจะถึงที่พัก เล่นเอาเปียกปอนกันไปหมด แต่โชคดีที่ที่พักมีที่ผิงไฟ
เราจึงเอาสิ่งที่เปียกๆ ไปตากแปบเดียวก็แห้งค่ะ สบายหายห่วง
วันต่อมาเราไปเที่ยวพระราชวังเคียงบก เรือนจำซอแดมุน หมู่บ้านบุกชน แล้วก็โซลทาวเวอร์ค่ะ
ตามแบบฉบับที่ทัวร์ไปกัน ตอนแรกเราคิดว่าจะน่าเบื่อ ไม่ค่อยน่าสนใจ แต่แท้ที่จริงมันสวยงาม แตกต่างจากเมืองไทย
และน่าสนใจสมกับเป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศเกาหลีค่ะ แม้แต่คนเกาหลีก็ไปเที่ยวกันไม่น้อยเลยทีเดียว
หากใครยังไม่เคยไป อย่าเพิ่งเชื่อคนที่บอกว่าไม่มีอะไรค่ะ ไม่แน่คุณอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไปค่ะ
พระราชวังเคียงบกกว้างมากค่ะ มีหลายชั้น และอยู่ในทำเลใจกลางเมือง ด้านหน้าเป็นตึก ด้านหลังเป็นภูเขา วันที่เราไปโชคดีไม่ต้องเสียเงินเข้าชมค่ะ
ส่วนพิพิธภัณฑ์เรือนจำซอแดมุน ต้องนั่งรถไฟไปอีกค่ะ มีเด็กวัยรุ่นไปกันเยอะ และมีเด็กเล็กๆ ไปทัศนศึกษาด้วยค่ะ
สถานที่แห่งนี้สร้างโดยญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกค่ะ เอาไว้ขังนักโทษที่ต่อต้านญี่ปุ่น ด้านในจะมีรูปถ่าย ข้าวของต่างๆ ของนักโทษ
และเครื่องทรมาน มีวัยรุ่นเกาหลีดูวีดีโอแล้วน้ำตาซึมด้วยค่ะ เราก็น้ำตาซึมนะ เพราะฟังไม่รู้เรื่องง่ะ
สำหรับหมู่บ้านบุกชน เราถูกใจของกินข้างทางมาก เพราะตอนนั้นอากาศกำลังเย็น แล้วเราได้กินเต้าหู้ปลาอุ่นๆ กับน้ำซุปร้อนๆ
ทำเอาสดชื่นกันเลยทีเดียว
โซล ทาวเวอร์ ไปแล้วนึกถึงกรุงเทพขึ้นมาทันใด เนื่องจากเราเองก็อยากชมวิวกรุงเทพจากมุมสูงบ้าง
เราคิดว่ากรุงเทพเองก็สวย จึงอยากให้ในอนาคตมีสถานที่ฮอตฮิตที่ไม่แพงมาก และกว้างขวางพอที่จะชมวิวกรุงเทพ
วันต่อมาเราไปปั่นจักรยานที่เมืองชุนชอนกันค่ะ ซึ่งได้ไอเดียมาจากกระทู้หนึ่งเงาในเกาหลีในพันทิปนี่เองค่ะ
เห็นรูปแล้วอยากไปมาก เพราะรู้สึกว่ามันโรแมนติค แล้วก็น่าสนใจดี ซึ่งการเดินทางเราต้องซื้อตั๋วรถไฟแยกต่างหากจากบัตรทีมันนี่ค่ะ
ซึ่งไม่รู้ว่ากดภาษาอังกฤษยังไง เลยกดมั่วๆ ไปกับภาษาเกาหลีค่ะ ดีที่อ่านคำว่าชุนชอนซึ่งเป็นสถานีปลายทางออกค่ะ
ที่นี่เวลาจะเป๊ะมาก ตามที่บอกในตั๋วเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงเดียวจากโซล ชมวิวข้างทางเพลินๆ ก็ถึงที่หมายแล้วค่ะ
เราเช่าจักรยานกันคนละคัน ปั่นแค่ 2 ชั่วโมงเนื่องจากตอนเราไปถึงจะสี่โมงแล้ว นานกว่านั้นเค้าก็ไม่ให้เช่าค่ะ เพราะมันเป็นตอนกลางคืน
น้ำที่ทะเลสาบเป็นสีน้ำเงินค่ะ อากาศเย็นสบาย แฟนได้จักรยานแบบเท่ๆ ส่วนเราได้จักรยานแม่บ้านค่ะ
เราปั่นกันไปถึงสวนสาธารณะ ซึ่งมีคนมาเล่นกีฬากัน ทั้งฟุตบอล เทนนิส สเก็ตบอร์ด เล่นรองเท้าสเก็ต
และเนื่องจากเป็นฤดูหนาว เค้าเลยมีลานไอซ์สเก็ตให้เล่นด้วยค่ะ
หากใครไปถึงชุนชอนแล้วก็อย่าลืมแวะไปกินไก่ทอดทักคัลบี้ที่ชิคเก้น ทักคัลบี้ สตรีท นะคะ เรากับแฟนชอบมาก
เรียกว่าเป็นของขึ้นชื่อ เพราะทั้งซอยจะเป็นร้านไก้ทอดทักคัลบี้หมดเลย อร่อยมากๆ ราคาเท่ากันทุกร้าน
กลับจากชุนชอนเราก็ย้ายมาที่พักใหม่ซึ่งเป็นเกสต์เฮาส์แบบบ้านค่ะ ที่นี่เป็นที่แรกที่เตียงไม่อุ่น เราจึงต้องเอาผ้าปูนอนที่พื้น
แล้วเจ้าของก็เปิดฮีทเตอร์ให้ร้อนเกินไป จนหลังเราเกือบจะไหม้เลยทีเดียวค่ะ แต่ก็มีข้อดีคือ ที่พักนี้สนุกสนาน มีเพื่อนๆ พูดคุยกันเยอะค่ะ
มีแมว หมา เกาหลีให้เราได้ชื่นชมค่ะ
วันถัดมาเราไปกินหม้อไฟกันที่ตลาดปลาโนรยางจิน ไปไหว้พระที่วัดโชเกชา ไปนั่งชิลๆ ที่ร้านกาแฟ ก่อนจะไปย่านฮงแดเพื่อซื้อของฝาก
กินมื้อเย็นเป็นหมูกะทะเกาหลี ปิดท้ายด้วยรายการเด็ดคืออาบน้ำที่จิมจิลบังค่ะ
สำหรับที่จิมจิลบังที่เราชื่นชอบนั้นไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เนื่องจากมัวแต่ตื่นตะลึงตกใจ และด้านในถ่ายรูปไม่ได้
เราเลือกอาบแถวๆ ที่พักแถวย่านฮงแดค่ะ ไม่ค่อยมีชาวต่างชาติ เราไม่กล้าไปที่ๆ พันทิปมีรีวิว เนื่องจากกลัวเจอคนไทย อายอ่ะ
เป็นประสบการณ์แก้ผ้าสาธารณะครั้งแรกตอนโตของเราที่เราประทับใจค่ะ เนื่องจากเรารู้สึกว่ามันจริงใจดี พอเห็นคนแก้ผ้าแล้ว
เราได้สัจธรรมว่ามนุษย์เราท้ายที่สุดแล้วก็เหมือนๆ กัน สิ่งของนอกกายก็ไม่เท่าไหร่ พออากาศหนาวๆ ก็มาแก้ผ้าอาบน้ำในที่อุ่นๆ รวมกัน
มีความสุข สบายกายร่วมกัน ชีวิต ณ จุดนั้นก็แทบจะไม่อยากได้อะไรอีก
ใครอยากไปเกาหลีก็ไปเลยค่ะ ไม่สายที่จะไป เตรียมตัวไปให้พร้อม เราใช้เงินไปประมาณสามหมื่น รวมทุกอย่าง
ได้รับประสบการณ์มากมายที่เกินจะคุ้มกับเงินเท่านี้ค่ะ แต่เป็นเงินที่เราหามาเองจากการทำงานนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ บ๊ายบาย