ข้อคิดเรื่องการให้และรับในปีใหม่ปี 2560ฟังและขอนำมาเล่าต่อจากรายการวิทยุที่ฟังนะครับ ท่านได้รับอะไรมาแชร์กันได้ด้วยครับ

กระทู้สนทนา
เมื่อสองวันที่แล้วผมไปเยี่ยมน้องชายที่ที่ทำงานของเขาที่ตีนเขาใหญ่
ขากลับผ่านนครนายกและฟังรายการวิทยุ fm 96.5 คลื่นความคิด
จำชื่อรายการไม่ได้ แต่ข้อคิดรายการภาคดึกคืนนั้น จำได้ว่าก่อนรายการ tonight it ข้อคิดดีมากครับ
ผมขออภัยที่จำชื่อ พิธีกรกับวิทยากรไม่ได้ ทั้งสองท่านเป็นสุภาพสตรี ที่เล่าเรื่องราวได้ดีมากๆครับ

แต่ผมจะขอเอามาเล่าและเรียบเรียงในมุมความคิดของผมเสริมเข้าไปด้วย
เห็นด้วยหรือเห็นแย้งอย่างไรเสริมได้นะครับ

ในรายการวันนั้นกล่าวว่าในเทศกาลปีใหม่นั้นเรานิยมให้ของขวัญกัน
และการให้ของขวัญมีสองแบบคือ

ของขวัญ ที่เป็น
นามธรรม
เช่น ความคิด ความรัก ความปราถนาดี คำอวยพรและกำลังใจดีๆ
อันนี้ทำง่ายครับ  social network ทุกวันนี้และโทรศัพท์ ทั้งสมาร์ทและไม่สมาร์ทช่วยให้เราทำเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นมากๆครับ
อยู่ที่ว่า เราจะเอาอะไรใส่ไปในความตั้งใจที่เป็นของขวัญแบบนามธรรมแบบนี้ไปให้เขา ให้คิดก่อนมอบก็ดีแม้จะเป็นของขวัญในแบบนามธรรม

รูปธรรม
เช่น กระเช้าปีใหม่ กระเช้าผลไม้  เครื่องดื่มสุขภาพ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ ของโอกาสพิเศษที่มีมูลค่าและราคาที่ตั้งใจจะมอบให้ เป็นต้น


แต่มันมีหลักง่ายๆ ทั้งการเป็นผู้ให้และผู้รับอยู่ดังนี้เท่าที่ฟังรายการวันนั้นและผมเห็นด้วยเลยนะครับ


หลักของผู้ให้คือ
1. ให้ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์   ไม่ควรหวังผลตอบแทน เช่น ให้เ่ท่าไรต้องได้กลับคืนมามากกว่า คิดแบบนี้ก็เป็นทุกข์แล้วครับ
ให้แล้วเขาต้องรับเรามากขึ้น ให้แล้วเขาต้องโพสต์ facebook IG ชมสิ่งนั้นมากๆ หรือให้สิ่งนั้นแล้วเราต้องได้งานได้สิ่งตอบแทน ในเร็ววันนั้น

การให้ก็บอกแล้วว่า เหมือนกับ จาคะครับ คือเราต้องเสียสละให้เป็น ให้แล้วต้องเป็นสุขไม่ใช่ให้แล้วทำให้เราบีบคั้นในจิตใจตนเองครับ

2. การให้นั้นต้องเป็นการให้ที่ เป็นประโยชน์กับผู้รับ เช่น ถ้าเอาเครื่องคิดเลขไปให้สาวสวยสไตลด์ห้องแป้งใน pantip ของเรา มันก็อาจจะเป็นประโยชน์
กับเขาแต่มันไม่ใช่เรื่องต้นๆ ที่เขาอยากได้ มันอาจจะรู้สึกไม่ดีที่เขาได้รับด้วยซ้ำ ดังนั้น จะให้อะไรนั้นควรให้ในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์และไม่เป็น
ภาระกับผู้รับ เช่น สั่งเฟอร์นิเจอร์ไปให้ แต่ยากในการติดตั้งและขนย้ายอันนี้ก็ลำบากกันทั้งคู่ ต้องดูความเหมาะสมด้วยนะครับ

3. การให้นั้นต้องเป็นการให้ที่ไม่เกินกำลัง งบประมาณ สติปัญญา และความสามารถของเรา เช่น ต้องการให้โอกาสพิเศษกับคนรัก แล้วซื้อ iphone 7 โดยที่ไม่มีเงินเหลือใช้จ่ายหรือทานอาหารเลย มันจะเป็นทุกข์ทั้งผู้ให้และถ้าผู้รับรู้ทีหลังและเขาห่วงเราจริงๆ อันนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องดี
ดูกำลังและงบประมาณทำตามสิ่งที่เหมาะสมดีที่สุดครับ

4. การให้นั้นต้องให้ให้ถูกเวลา อย่างของขวัญปีใหม่ก็ต้องให้ในช่วงนี้ หมายถึงระหว่าง 1- 5 ม.ค. อันนี้หลักผมเองนะครับและคิดว่าคงจะเป็นการดี
อย่างช่วงที่ผมบวชช่วงที่ผ่านมา มีเพื่อนทราบทีหลัง ส่ง อัฐบริขาร (ขออภัยหากสะกดผิดนะครับ) มันก็ดีครับ แต่มันไม่ได้เหมาะกับช่วงเวลาแล้ว
ก็เลยต้องบริจาคให้วัดต่อไป เป็นต้น

    และในข้อนี้นั้น ต้องให้ในเวลาที่ผู้รับ สะดวกรับ ข้อนี้อาจจะลดข้อจำกัดหากเป็นไปรณีย์หรือมีบริการส่งเพราะว่าไม่ได้ส่งด้วยตัวเอง
แต่ถ้าเป็นการส่งด้วยตัวเอง นอกจากจะดูในเวลา ไม่เป็นยามวิกาล หรือ เวลาเช้าตรู่จนเกินไปนั้น ก็คงต้องดูว่า เวลานั้นผู้รับ
อารมณ์ปกติไหม ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งอารมณ์แจ่มใส น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ

5. การให้นั้นต้องพร้อมทำใจว่า ผู้รับมีสิทธิในการเลือกที่จะรับ หรือเลือกที่จะไม่รับก็ได้เพราะว่าเป็นการให้จากความตั้งใจของเรา

ดังนั้น หากผู้รับไม่สะดวกรับ หรือปฎิเสธ ก็ต้องเข้าใจในเหตุผลของเขา ไม่ว่าเขาจะอธิบายหรือไม่อธิบายต่อก็ตาม
ในกรณีที่ไม่อธิบายนั้น เหตุผลก็คือ เราไม่สามารถเดาได้ตอนนั้น แต่ก็ควรบอกเขาว่า ไม่เป็นไรครับ ถือว่าให้ทราบความตั้งใจ
ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อกันแล้ว

ยังไงก็ขอให้มีความสุขมากๆ สวัสดีปีใหม่ มันจะดีกว่าการประชดประชันว่า มีน้ำใจแต่ไม่ยอมรับกัน มันจะดีกว่ามากครับ



คราวนี้กรณีของผู้รับบ้าง
ในกรณีของการเป็นผู้รับนั้น มีหลักง่ายๆ ที่ควรลองนำไปปรับดูดังนี้นะครับ

1.ไม่ควรเปรยหรือกดดันว่า  โอ้ย ปีนี้โทรศัพท์เสีย อยากได้โทรศัพท์ใหม่จัง จะมีใครซื้อให้ไหมน้อ แล้วก็ไปกดดันอีกคน
อันนี้จะทำให้เราติดนิสัย เป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรเองนะครับ ยังไงก็ต้องระวังด้วย
ถ้าคนที่เขาตั้งใจจะให้กับเราเขาจะให้กับเราเองครับ มันจะมีความสุขด้วยกันทั้งคู่ครับ

2. ไม่ควรรับของแล้ว กล่าวตำหนิ หรือดูแคลน อีกฝ่ายทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น ขอบคุณนะ แต่ปีที่แล้วเคยได้กระเช้าดีกว่านี้นะ หรือ ขอบคุณนะ
แต่ดูเหมือนของลดราคานะคะ อะไรแบบนี้ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจนะครับ ควรจะดูความเหมาะสม

และก็ไม่ควรพูดเวอร์อวกาศจนเกินไป เช่น ไม่มีอะไรเทียบจากฟ้าสู่แดนดินเลยของชิ้นนี้ ทั้งๆนี้ มันมีคุณค่าในน้ำใจแต่มันก็ไม่ขนาดนั้น
เขาจะดูว่าเราไม่จริงใจเอาครับ

3. อย่ารับแล้วสัญญาอะไรที่ทำให้เรามีข้อผูกมัดที่ทำไม่ได้ มันจะทำให้เราเสียความเชื่อมั่นที่ดีไป เช่น ขอบคุณนะ จะรับรักและเป็นแฟนที่ดี
หรือ เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวทะเล อะไรพวกนี้ ล้วนมีความหมายกับผู้ให้ทั้งนั้น ดังนั้นอะไรที่มีผลต่อการผูกมัดระวังคำพูดของเราไว้จะเป็นการดีที่สุดครับ
ให้ใช้ประโยค ขอบคุณและเห็นคุณค่าของสิ่งในความตั้งใจของเขาก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากครับ

4. ถ้าทราบว่าจะมีให้และรับ และสร้างเงื่อนไขในการรับที่ทำให้ผู้ให้รู้สึกอึดอัด  กรณีนี้ คือ ไม่ใช่ให้มาพบตอน 11- 12 น.เท่านั้น ช้ากว่านี้ไม่ได้
แทนที่ จะพูดแบบนั้น ถ้าใช้ทางออกว่า ผมว่างตอน 11- 12 น.ถ้าไม่ทัน เราจะพอนัดเวลาใหม่กันได้ไหมครับ หรือสถานที่อื่นได้ไหม
หรือถ้าไม่ทันจริงๆ ผมขอมอบหมายให้แม่บ้านของบ้านผมรับแทนไว้ก่อนได้ไหมครับ เป็นต้น มันดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่าไหมครับ เสนอไว้นะครับ

5. การรับนั้นจะต้องไม่ผิดต่อศีลธรรมหรือหน้าที่การงาน ไม่ขัดผลประโยชน์ที่ดีทางจริยธรรม เช่น ตอนสมัยคุณพ่อผมยังรับราชการ ท่านจะบอกทุกคน
เลยว่า หากของมีมูลค่า ขอรับด้วยใจแทนนะครับ เอาเป็นว่าตามระเบียบราชการ ไม่ควรเกิน 3 พันบาทแต่ความจริงไม่เกินพันดีที่สุด จะได้อยู่ในใจกันได้นานๆ อันนั้นคือผมจำจากคุณพ่อผมนะครับ

แต่สมัยนี้ก็ดูตามฐานะและความเหมาะสมได้ แต่ที่สำคัญ อย่าให้รู้สึกว่าให้ของขวัญจนเป็นสินบนดีที่สุดครับ



ผมเป็นคนเขียนและเรียบเรียงไม่เก่งนะครับ
ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบพระคุณที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านครับ
และขอให้ทุกท่านประสบความโชคดี มีกำลังร่างกายที่ดี สติปัญญาที่สมูบรณ์ สุขภาพที่แข็งแรง ให้ผ่านทุกอุปสรรคไปอีก 364 วันข้างหน้าได้นะครับ

ขอบพระคุณครับ

แท็ก รายการวิทยุด้วยเพราะว่าข้อคิดนี้ฟังจากรายการวิทยุ fm96.5 คลื่นความคิดนะครับ ขอบคุณครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่