ทำไงดีกับแม่ฉัน

กระทู้คำถาม
ในย่านชุมชนใจกลางเมือง ไม่น่าเชื่อว่ายังมีความยากจนอันค้นแค้นของคนยากจนชนิดที่เรียกได้ว่าลำบากสาหัสสากันหาเช้ากินค่ำ ที่แทบไม่พอเลี้ยงปากท้องของตนเอง แม้ว่าค่าแรงขั้นต่ำจะสามร้อยบาท แต่ในสังคมนี้ก็ยังมีคนที่มีอาชีพที่ไม่มีการกำหนดค่าแรงที่แน่นอนทำไปวันๆ ให้พอเพียงเพื่อประทังชีวิตได้เงินมาวันหนึ่งๆ อย่างสายใจที่เก็บขยะและของเก่าขายกินวันหนึ่งได้เงินมาเพียงไม่กี่บาท ไหนยังต้องเลี้ยงลูกที่เกิดมาร่วมชะตากรรมอีกหนึ่งคน ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการหาเศษขยะและของเก่า

“โอ้ย...ลำบากจริงโว้ย ชีวิตนี้กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทแต่ละสตางค์เก็บแทบตายได้มาเท่านี้” พลางดูธนบัตรสีแดงในมือสามใบที่ไม่รู้ว่าจะพอให้กินอย่ประทังชีวิตไปวันๆ ของสองแม่ลูกยาจกคู่นี้
“แล้วเอ็งจะไปทำมาหากินอะไร...ความรู้ก็ไม่มี...ผัวติดคุกหัวโต...มีลูกเด็กอีกตั้งคน” หญิงมีอายุคู่สนทนาและร่วมอาชีพเดียวกันกล่าวไปพลางเอาเท้าหยีบขวดน้ำอัดลมพลาสติกที่คุ้นเก็บได้ในถังขยะ

“ฉันบ่นอย่างงี้ทุกวันยังไม่ชินเองหรอพี่” สายใจหันไปพูดใส่ทำหน้ายิ้มแย้ม
“ชินน่ะมันชินอยู่หรอก...แต่เอ็งนะอีสายใจ ข้าได้ยินเอ็งบ่นอย่างงี้ตลอดว่าเงินไม่พอ เงินไม่พอ...เอ็งก็เอาเงินที่ไปเข้าบ่อนเล่นไพ่พนันของเอ็งเอามาเก็บออมมันไม่ดีกว่าหรือไงให้มันเพราๆ บ้างเถอะ” ยายเข่งพูดแบบทีเล่นทีจริง
ยายเข่งยังเตือนอีก “เดี๋ยวก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เห็นลูกมันได้ดิบได้ดีหรอก”

สายใจที่นิ่งฟังอยู่นาน และยังใคร่คิดตามด้วยย้อนไปว่า “ฉันบ่นนิดเดียว” ทำมือจีบตาม “พี่เทศน์ฉันยังกับเทศน์มหาชาติ”
สายใจนิ่งคิดอีกครู่ “ไอ้ฉันมันความรู้น้อย...ฉันก็อยากส่งเสริมให้นังช้อนมันได้เรียนให้มันเป็นเจ้าคนนายคนอย่างคนอื่นเขา แต่จะให้ทำไงได้ไอ้เรามันมีแค่นี้ให้มันเรียนเท่าที่แม่จนๆ อย่างฉันจะมีปัญญาหาได้...เท่าไหน เท่านั้น” แม่คนเดิมกล่าวเสริมอีก
“ไอ้ช้อนมันหัวไม่ค่อยดี...ตั้งแต่มันเรียนมาเนี่ยนะมันสอบได้แต่เลขสองตัวไม่เคยได้เลขตัวเดียวอย่างลูกพี่นิ...อีกคนลูกนังหมอนอาหารตามสั่ง” ร้านอาหารตามสั่งนังหมอนหรือน้าหมอนที่เด็กๆ ในชุมชนแออัดหรือสลัมกลางกรุงรู้จักดีในความจิตใจดีมีเมตตาหลายครั้งที่สายใจหรือใครหลายมักไปซื้อ จะเรียกให้ถูกบอกว่าไปเชื่อของดีกว่าสำหรับสายใจ ของที่ร้านนี้มิได้ขายแต่อาหารตามสั่ง แต่ยังเปิดร้านโชห่วยให้บริการคนในชุมชนด้วย
“ลูกยัยหมอนวันๆ ไม่เห็นมันทำอะไรป็นชิ้นเป็นอัน มันยังเรียนดีสอบได้เลขขตัวเดียวตลอด...ยังว่าและมันเรียนพิเศษด้วยสมัยนี้...ไอ้ช้อนฉันอย่าหวังเลย” ถอนหายใจพูดก่อนจะโดนยายเข่ง
“เอานั้นมันลูกเขา...ลูกเราเอ็งบอกอยู่นิว่าจะส่งเสียมันสุดความสามารถขของเอ็งนิ...อะไรเมื่อกี้นี้เอ็งยังพูดอยู่เลย” ยายเข่งย้อนมา

           “แม่...แม่” เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ ผิวคล่ำ ตาโตหน้าคมเนื้อตัวดูมอมแมมหลังจากการไปวิ่งเล่นอยู่กับ ฉงน เพื่อนต่างเพศห้าวเป้งสุดรัก กว่าเด็กน้อยจะกลับมาก็เกือบจะพลบค่ำ แววตาอันใสซื่อยังคงเรียนมารดาที่ยังคงนอนงัวเงียนไม่รู้ตื่น แต่เมื่อตื่นเท่านั้นและ
“จะเรียนอะไรนักหนาวะ...ข้าจะนอน” สายใจเพลียแดดมาแต่บ่ายจากที่ออกไปคุ้ยเขี่ยจากกองขยะอันป็นกิจวัตรที่เธอทำมาตลอดหลายสิบปี
“หนูหิว...มีอะไรกินบ้างละจ้ะ” สายใจตอบลูกสาวบบไปที “ไม่มี”
“เอ็งก็ไปขอแม่ชีที่วัดท่านซิ...รักมากนิเห็นไปหากันตลอดเลยไม่ใช่หรอ” เด็กน้อยได้ยินคำตอบเช่นนั้นจึงนิ่งเงียบ เพราะการที่แม่สายใจตอบเช่นนี้นั้นก็หมายความว่าต้องไปขอหาอาหารของวัดเข้ามากินอีกเหนื่อยใจป่วยการไปเปล่าที่จะมาเรียกปลุกแม่ที่เป็นอย่างที่เห็น แต่เด็กน้อยก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าเธอก็มีแม่ แม้จะไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรเท่าไรก็ตามอย่าน้อยก็ชี้ทางสว่างที่ทำให้ท้องไม่ต้องร้อง จ๊อก จ๊อก
แต่น่าเห็นใจผู้เป็นแม่เช่นกันบ่อยครั้งที่เธอไม่สามารถหาเงินได้ ด้วยการที่ขยะนั้นไม่พอเก็บ เนื่องด้วยบริเวณที่เธอหาของเก่าเก็บขยะขายอยู่นั้นมีเพื่อนร่วมอาชีพมากมายนัก เป็นเหตุให้สายใจต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่หรือบ้างครั้งตีสาม เพื่อไปหาขยะที่พอจหาได้มีราคาก่อนคนอื่นจำพวก กระป๋อง ขวดน้ำ ขวดแก้ว พลาสติกเอย

      แม้แต่วันที่ฝนตกสายใจจำต้องออกไปเก็บขยะช่วงเวลาเดียวกัน บางครั้งทำให้ล้มป่วยนอนซมด้วยพิษไข้จาหกที่ไปต่างฝนเป็นเวลานาน ไม่มีเงินซื้อข้าวปลาอาหารหรือยารักษาโรค สายใจจะให้ลูกสาวไปขอข้าวที่วัดพระหรือแม่ชีที่อาศัยอยู่ถัดออกมาหน่อยอยู่เป็นประจำ รวมไปถึงยารักษาโรคด้วย
ผ่านไปนานช้อนกลับมาพร้อมกับข้าวใส่ถุงแกง แกงถุงต่างๆ ที่ใส่ถุงมามากมาย อาหารพวกนี้ทางวัดได้มาจากการใส่บาตรของคนทั่วไปตอนที่พระออกไปบิณฑบาต

       สายใจลุกขึ้นจากพื้นบ้านที่เป็นไม้จากที่นอนมานานหลายชั่วโมง “ช้อนไปหยิบจานหยิบช้อนมาเร็ว” สายใจเร่งลูกปัดมือให้ลูกเข้าไปในครัว เด็กหญิงรีบวิ่งไปตามแม่สั่งอย่างแข็งขันไปที่ครัวนำช้อน จาน แต่ไม่มีส้อมเพราะมันไม่จำเป็น มีช้อนตักแกงมีจานไว้กินข้าวก็ดีแล้วสำหรับคนอย่างสองแม่ลูก ช้อน จานที่ว่านี้ล้วนแต่เป็นของวัดทั้งสิ้น ซื้อที่ไหนไม่มีตังค์จะซื้อ ส่วนครัวนั้นอย่าเรียกว่าเป็นครัวเลย

       บริเวณบ้านทั้งหมด็แทบจะเป็นบริเวณเดียวกันทั้งหมดมีสังกะสีผุล้อมบ้านไว้ทั้งสี่ด้าน แต่ละส่วนของบ้านห้องนอน ห้องครัว ที่นั่งเล่นกลางบ้านห้องที่ว่ามานี้ถูกแบ่งด้วยตู้หรือสังกะสีที่เหลือจากการล้อมบ้านมาทำ บ้านแบบที่ว่าชุมชนแออัดก็อยู่ติดๆ กันเป็นหลัง หหลังคาที่ขึ้นสีแดงอมน้ำตาลนั้นก็คราบสนิมที่เกิดในเนื้อสังกะสีหลังคา เมื่อเวลาฝนตกลงมาทีต้องเอาถ้วย ชาม ที่มีอยู่ในครัวมารองน้ำฝนที่ไหลหยดลงมาบนพื้นบ้าน การหาอาหารกับข้าวกับปลามากินนับว่าเป็นเรื่องยากแล้ว การที่มีบ้านโกโรโกโสนับว่าบุญแล้ว การซ่อมหลังคาจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นรูรั่วบางรูที่ไม่เกินความสามารถของเด็กน้อยได้ในช่วงท้ายของวิชาศิลปะที่เรียนเกี่ยวกับการปั้นเด็กน้อยจะหยิบดินน้ำมันติดมือมาอย่างตั้งใจเอามาอุดรูรั่วหลังคาบ้าน

      “แม่จ๋า...ทำไมบ้านเราถึงได้จนอย่างนี้” คำพูดสีหน้าอันใสซื่อของเด็กหญิงทำให้มารดานิ่งไปครู่หนึ่งขณะตักข้าวกินอย่างรีบร้อนหิวโหย
“จนแล้วมันไม่ดียังไง...ไหนบอกมาสิว่ายังไง...ไอ้ความจนนะ” สายใจวางจานที่ถือขึ้นมากินอย่างตะกรุมตะกราม พลางกินน้ำที่อยู่ในขันข้างถาดอาหารกินข้าวคำน้ำคำก่อนที่จะต่อว่าลูกน้อยกึ่งเตือนว่า
“เอ็งไปจำคำใครเขามาพูดจนเจินอะไร...เออจริงอยู่หรอกจนมันไม่ดี แต่ถ้ามันมีคงไม่มาขอข้าววัดกินหรอก” สายใจทำหน้าจริงจังมากในการพูดเรื่องแบบนี้เพราะความจนเหมือนเป็นเครื่องคอยย้ำเตือนที่ทำให้ตนต้องทะเยอทะยานก้าวไปข้างหน้าแต่สายใจไม่สามารถพูดถ้อยคำเช่นนี้ให้ลูกขของตนฟังได้เพราะแม้แต่ตัวของสายใจเองก็ยังเล่นพนันเข้าบ่อนเป็นหนี้เป็นสิน ได้แต่นั่งถอนหายใจโดยไม่รู้ว่าชะตาของตนและลูกในวันข้างหน้าจะพานพบกับสิ่งใดบ้าง
เด็กหญิงวิมุตต์กัญญ์ไม่มีทางล่วงรู้ความในใจของแม่ผ็ที่เลี้ยงดูหล่อนมาแต่ครั้นจำความได้ว่าแม่ตนนั้นคิดเช่นไร ความทรงจำของเด็กน้อยรู้ก็แต่เพียงว่า สายใจผู้เป็นแม่ไม่ค่อยเลี้ยงดูหรือเลี้ยวดูให้ดีอย่างลูกคนอื่นๆ ที่เธอเคยเห็นในงานวันแม่นั้นเป็นเป็นภาพที่ประทับใจที่อยากจะมีความทรงจำดีๆ แบบนั้นบ้างอย่างที่เพื่อนๆ ที่โรงเรียนของเธอมีกัน

           อีกหนึ่งเหตุผลที่วิมุตต์กัญญ์ตัวน้อยห่วงแม่มากคือแม่ของเธอนั้นเมื่อเก็บหายขยะของเก่านานวันเกิดความเหนื่อยหน่ายอย่างหาความสุขสำราญที่พอจะให้หญิงยาจกอย่างเธอเข้าถึงได้ สายใจคงจะแลเห็นว่ามีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นคือบ่อนการพนันที่อยู่ในชุมชนแออัด ซึ่งนักพนันที่เข้าบ่อนนี้เป็นประจำก็มีแต่จำพวกคนที่ว่างงาน เสเพล่ จริงๆ แล้วสายใจไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้จะเข้ามาอยู่ในวงจรอุบาทว์การพนัน ทั้งๆ ที่เธอเองก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีลูกน้อยก็เคยเตือนมารดาผู้เขลาปัญญาบ่อยครั้ง แต่ความเขลาที่เธอมีแท้จริงคือความไม่รู้ต่างหาก ไม่รู้ว่าเมื่อลองมันจะติดเมื่อติดมันเลิกยากเรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นหรอกว่ามีการศึกษาหรือไม่มีแล้วจะไม่รู้ความดีความเลวล้วนมีอยู่ในทุกตัวคน เพียงเราจะยับยั้งมันได้หรือไม่ สำหรับสายใจแล้วไม่อาจห้ามได้ผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้ เงินที่ได้มาจากการเก็บขยะจึงสูญไปไม่เหลือหลอ

           “เอ็งอยู่เฝ้าบ้านเดี๋ยวข้าเป็นเล่น...นั้นและเอ็งก็รู้” สายใจกินข้าวด้วยเร่งรีบก่อนบอกลาเด็กน้อยใหอยู้เฝ้าบ้าน แม้จะเตือนผู้เป็นแม่มาหลายครั้งแล้วก็ตามแต่เห็นได้ด้วยตาและความเยาว์วัยของช้อนที่รู้ว่าแม่นั้นไม่เคยนำพาความคิดของตนเองเลย เพียงการกระทำเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอปลดปล่อยความอัดอั้นที่มีอยู่ในหัวใจออกมาได้นั้นคือการถอนหายใจแรงๆ “เฮ้อ...แม่กู”
     ยังมีอีกหนึ่งที่พึ่งที่เด็กหญิงพอจะนึกออกยามที่เธอไม่รู้ว่าจะไปหาที่พึ่งยามร้อนใจร้อยกาย บริเวณลานโพอันวิเวกเย็นสงบเหล่าบรรดาชีนุ่งห่มขาว หญิงสาว สาวใหญ่ก็มากต่างจะเดินจงกลมหาที่ทางสงบจิตใจจากสิ่งแวดล้อมอันเลวร้ายที่ต้องพบเจอตลอดวัน เวลา หรือกระทั้งชีวิต บางครั้งหากลานโพธิ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาก็ถือว่าป็นลานกระโดดโลดเต้นอย่างดีของเด็กน้อยและบรรดาเพื่อนพ้องที่ชุมชนแออัดไม่อาจสามรถจะหาที่กว้างกวางพอที่จะเล่นได้ เด็กๆในชุนชนมักจะเล่นสนุกสนานตามภาษากันที่แห่งนี้
“ช้อนๆ ข้าเห็นเอ็งยืนมองต้นโพธิ์มาตั้งนานแล้วมันมีอะไรดีวะ” เพื่อนตัวกระเปี๊ยกของเด็กหญิงสงสัยว่าทำไมเพื่อนตัวดำๆ คนหนึ่งถึงได้ยืนมองต้นโพธิ์อยู่เป็นนานสองนาน
“ เย็นนะ สงบดี อากาศก็ดีอย่างมีที่กว้างๆ เอาไว้วิ่งเล่น ยืนเล่นแบบลานโพธิ์นี้บ้างอะหงน” เพื่อนตัวน้อยยิ้มไปทำตาปอยราวกับซึมซับความเย็นจากลมแผ่วเย็นแถวนั้นเข้าไปเต็มจนชุ่มชื่นปอด
“เอ็งก็แปลกนะ คนอื่นเข้าเล่นขายของ กระโดดยาง แต่เอ็งกลับมายืนเฉยอยู่คนเดียวประหลาดแท้” ช้อนหันหน้ามาหลังจากที่ยืนมองใบโพธิ์ที่ห้อยติดบนก้านกิ่งราวกระดิ่งที่ต้องลม
ไม่เห็นแปลกเลย คนอื่นเขาทำอะไรก็เรื่องของเขาสิ ฉันจะยืนเฉยไม่ได้หรือไง” ช้อนมีสีหน้าเรียบๆตอบเด็กชาย
“อุตสาห์ชวนออกมาเล่นก็ไม่เล่น” ฉงนทำหน้ามุ่ย เด็กหญิงหัวเราะ “เล่นเสร็จฉันขอไปหาแม่ชีหน่อยนะ อยากจะคุยกับท่านตั้งหลายเรื่องแน่ะ” ช้อนยิ้ม
“นั้นไงแม่ชีกวาดใบไม้อยู่ลิบนั้น” เด็กชายทำปากสูงชี้ไปทางด้านข้างที่อยู่ไกลออกไป
แม่ชีผู้นี้เป็นคนที่ช้อนเคารพนับถืออย่างมากเพราะแม่ชีคือคนที่สอนให้หล่อนอ่านออกเขียนได้เป็นคนแรกก่อนที่จะไปเข้าโรงเรียน ช้อนระลึกถึงความดีที่แม่ชีผู้นี้ทำไว้กับตัวของเธอเอง และแม่ชีผู้นี้และที่นำมาเธอมาให้รู้จักโรงเรียน เพื่อนที่ดีอย่างเจ้าฉงน เพราะแม่ชีคือคนที่พาเธอไปเข้าเรียนในโรงเรียน อีกยังคอยพร่ำสอนเด็กหญิงให้รู้ในทางที่ชอบที่ควร เด็กหญิงวิ่งปรี่เข้าไปไหว้แม่ชี แม่ชีที่ก้มๆ เงยๆอยู่กับการกวาดพื้นปูน แม่ชีเห็นช้อนดังนั้นแล้วมองดูช้อนและฉงนที่เข้ามา

“ไงเรามีอะไรหรือถึงได้วิ่งมาขนาดนี้” น้ำเสียงดั่งกระดิ่งใสของแม่ชีทำให้ช้อนรู้สึกดีและสงบลงจากที่ได้รับลมเย็นและความร่มรื่นของต้นโพธิ์ ช้อนตอบไปด้วยความซื่อไม่มีสิ่งใดเจือปนใจของเด็กน้อยเลย
“แม่ไปเล่นบ่อยมาก...คิดๆ แล้วหนูก็กลุ้มใจ แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงคะแม่ชี มาได้ยืนใต้ต้นโพธิ์นี่ละค่ะทำให้สบายใจขึ้นมาหน่อยนึงลืมเรื่องไม่ดีไปบ้าง” สาวตัวน้อยพูดจาฉะฉานอย่างผู้ใหญ่ทำให้เด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ อดแซวไม่ได้ว่า
“ตัวแค่นี้มีเรื่องต้องให้กลุ้มใจด้วย” สิ้นคำพูดสองเกลอต่างก็หัวเราะ
“หัวเราะจนเห็นฟันขาวสามสิบสองเชียวนะเราสองคนว่ายังไงช้อนมีเรื่องอะไรบอกแม่ชีได้นะ แม่ชีช่วยได้ถ้าหากไม่เหลือบ่ากว่าแรง” เด็กสาวนั่งเล่าเรื่องราวที่เกิดที่บ้านให้แม่ชีฟังทุกอย่างแบบละเอียดชนิดที่ฟังต้องจดจำทุกลายละเอียด
แม่ชีนิ่งเงียบไปครู่นึงเพื่อคิดถึงหนทางแก้ไขปัญหา
“แม่ชีคิดว่าควรทำอย่างไรดีคะ” ช้อนเงยหน้ามองแม่ชีที่กำลังยืนครุ่นคิด
“มันก็ไม่ได้ต่างจากที่ช้อนเอามาเล่าให้แม่ชีฟังเลยนี่...ถึงได้ไปเกือบทุกวันบางวันถึงขนาดไม่กลับบ้านกลับช่องงานการไม่ทำ”
“จะทำยังดีคะ หนูเคยพูดเตือนไปหลายครั้งก็แล้วแต่แม่ไม่ได้นำพาคำพูดหนูเลยคะแม่ชี” ช้อนตัดพ้อให้แม่ชีและฉงนฟัง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วแม่ชีก็คิดได้ว่า
“หนูอย่าไปคิดเช่นนั้นสิ” แม่ชีจริงจังหลังจากได้ยินคำพูดของเด็กที่ว่า “มิได้นำพา”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่