คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
กฎหมายฉบับนี้ ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณจะบุกเข้าไปค้นในบ้านใครก็ได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้น
ด้วยเหตุผลง่ายๆ ...........สงสัยว่า......
ความไม่น่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นดีอยู่แล้ว
แต่มันจะเกิดกับผู้ที่กำลังจะใช้กฎหมายนี้เป็นสำคัญ
ฉันทาคติ เป็นความรู้สึกที่หักห้ามได้ยากในมนุษย์ฉันใด
การใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างไม่เท่าเทียม มีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่นอนในฉันนั้น
ด้วยเหตุผลง่ายๆ ...........สงสัยว่า......
ความไม่น่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นดีอยู่แล้ว
แต่มันจะเกิดกับผู้ที่กำลังจะใช้กฎหมายนี้เป็นสำคัญ
ฉันทาคติ เป็นความรู้สึกที่หักห้ามได้ยากในมนุษย์ฉันใด
การใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างไม่เท่าเทียม มีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่นอนในฉันนั้น
my skye ถูกใจ, สุภาพบุรุษผิวสีแทน ถูกใจ, hootho ถูกใจ, ยิ้มแล้วโลกสดใส ถูกใจ, ตกขอบ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3333622 ถูกใจ, peejim ซึ้ง, สมาชิกหมายเลข 3185627 ซึ้ง, สมาชิกหมายเลข 3533461 ถูกใจ, ทาร์ซานเจ้าป่า ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
การเมือง
JJNY : อดีตเลขาฯสมช. เชื่อ สงครามไซเบอร์ ต้าน กม.คอมพ์ ส่อยืดเยื้อ กระทบไทยแลนด์ 4.0
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึง กลุ่มแฮกเกอร์ทั้งในและต่างปรเทศโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ เพื่อต่อต้านพ.ร.บ.คอมพ์ ว่า ปริมาณรายชื่อคัดค้าน 360,000 คน ผนวกกับกลุ่มแฮกเกอร์ของต่างประเทศที่เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มภายในประเทศเพื่อโจมตีระบบของหน่วยงานราชการ และการออกแถลงการณ์ข้อห่วงกังวลการละเมิดสิทธิจากยูเอ็น รัฐบาลควรตั้งข้อสังเกตเพื่อหยิบยกนำมาพิจารณา จำเป็นต้องรับฟังด้วยการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกัน แต่ดูจากท่าทีของรัฐบาลแล้ว คงไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มเคลื่อนไหวก็จะไม่หยุดโจมตี จนกว่ากฎหมายจะเริ่มประกาศใช้ หรือประกาศใช้ไปแล้ว และผลที่ตามมาคือ ไม่ใช่แค่ความมั่นคงจะเสียหาย แต่จะลุกลามไปยังความเชื่อมั่นและการลงทุนทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ย้ายฐานการติดตั้งเซิฟเวอร์ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยไปยังประเทศอื่น การผลักดันกฎหมายคอมพิวเตอร์ครั้งนี้ ทำให้ภาพรวมของการปรับครม.เพื่อรับมือเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
“ความพร้อมของหน่วยงานราชการไม่เพียงพอต่อการรับมือการโจมตีทางเทคนิคขั้นสูงแบบนี้ได้ อาจมีแค่บางหน่วยงานที่เกี่ยวกับความมั่นคงบางหน่วยเท่านั้นที่ทำได้ เช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้ว แต่เขาจะแก้ปัญหาเหล่านี้ที่การให้ความรู้กับคน สร้างจิตสำนึกแยกแยะ สิ่งที่ควรทำไม่ควรทำตั้งแต่เด็ก เพราะรู้ว่า ไม่อาจระงับการโจมตีผ่านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วได้เด็ดขาด” พล.ท.ภราดร กล่าว และว่า ทั้งนี้ เชื่อว่า พ.ร.บ.คอมพ์ จะต้องได้รับการปรับแก้ เมื่อเห็นผลกระทบจากการบังคับใช้ ทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ ในสมัยของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนในแง่ความมั่นคงทางไซเบอร์ กฏหมายความมั่นคงที่มีอยู่ก็เพียงพอต่อการป้องกัน เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็กินความถึงเรื่องที่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ด้วย หากเกิดภัยคุกคามในสถานการณ์พิเศษ กฎหมายนี้ก็สามารถรับมือได้ ต่างจากพ.ร.บ.ที่มุ่งเน้นสืบสภาพการณ์ทั้งในยามปกติและไม่ปกติ