จั่วหัวอย่างนี้ไม่ใช่ไม่ชอบนะครับ ชอบครับ ชอบมากด้วย พยายามจะดันให้เป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากเรื่องหนึ่งแต่พยายามแล้วมันดันไม่ขึ้น เพราะ...?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีมาก สอบผ่านมาตรฐานหนังดียุคนี้ ขอชมว่าทีมสร้างเรื่องนี้เก่งจริงในทุกองค์ประกอบ ภาพดี ออกดาร์คหน่อย ชอบครับ เพลงประกอบดี ถ่ายทำดี การแสดงดี และที่ชมว่าเก่งมาจากความแปลกใจอีกหลายเรื่อง
เรื่องแรก ตอนดูไปครึ่งชั่วโมงแรกเริ่มสงสัยว่าทำไมโปรดักชั่นถึงต้องทำแบบโบราณเหมือนภาค IV, V, VI มันดูเชย ระบบควบคุมยังใช้การกดปุ่ม คือ ถ้าจะทำให้ทันสมัยอย่างภาค I, II, III คนดูก็คงเข้าใจนะว่าสามภาคนั้นมันสร้างมาแต่เก่าก่อน ให้อภัยได้ แต่...ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากดูไปสักพักหนังสามารถดึงให้ผมเข้าไปสัมผัสถึงมนต์เสน่ห์ในภาค IV, V, VI ที่เดิมคิดว่าเป็นตำนานแห่งความทรงจำกลับมาได้ เออ...เก่ง วิธีนี้ได้ผลจริง (แต่น่าเสียดายสิ่งที่มันถีบตัวออกห่างจากภาค IV, V, VI คือการขาดอารมณ์ขันที่สามภาคนั้นมี)
เรื่องสอง ก่อนไปดูเรื่องนี้ไม่ได้ตามข่าวใดๆเลย ไม่รู้จักดารานำทั้งหญิงและชาย เห็นนางเอกใน trailer ก็รู้สึกเฉยๆ เห็นพระเอกตอนแรกยังสงสัยว่าเป็นตัวประกอบหรือเปล่า อย่าบอกนะว่าเป็นพระเอก แต่พอดูจนจบยอมรับว่าแสดงใช้ได้เลย และที่ต้องชมคือฝ่าย casting คือดาราสองคนนี้ดูดี แสดงเก่งแต่ขาดพลังหรือ charisma อย่างที่ดาราดังควรมี เพราะสิ่งที่หนังต้องการคือพระรองกับนางรองที่ต้องไม่โดดเด่นไปกว่าพระเอกหรือนางเอกในภาค IV, V, VI เออ... Casting เก่งจริง (ต้องขออภัยแฟนคลับของดาราทั้งสอง เขาอาจจะดังแล้วทั้งคู่ อันนี้คือวัดจากคนที่ไม่รู้จักว่ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ)
เรื่องสาม Forest Whitager ที่เล่นเป็น ซอร์ เกอรีล่า ตอนแก่ดูดีกว่าตอนหนุ่ม งงเหมือนกัน ข้อนี้คงไม่เกี่ยวแต่ทำให้แปลกใจได้อีก
หนังเรื่องนี้มีความเป็น action-drama ค่อนข้างมาก ข้อนี้ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร นับแต่ผมเห็นคริสเตียน เบลกับเซอร์ เคน ปะทะคารมกันใน Batman Begins นั่นคือครั้งแรกที่ผมแปลกใจที่เห็นดราม่าในหนัง scifi-fantasy หลังจากนั้นก็มีมาตลอดโดยเฉพาะเรื่องนี้คาแรกเตอร์แต่ละคนดุดันและปะทะคารมกันสุดๆเรื่องหนึ่ง
ข้อสุดท้ายที่ทำให้ผมแปลกใจและตรงกับที่จั่วหัวไว้ก็คือ เรื่องนี้เกี่ยวกับการได้มาซึ่งแบบแปลนของ Death Star ซึ่งผมว่ามันเบาไปนิด คือ ถ้าพูดถึงเรื่องการสร้างหนังสักเรื่องหนึ่งหนังเรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลยและบรรลุเป้าหมายในแต่ละส่วนได้ดีด้วย ปัญหาอยู่ที่ตอนก่อนสร้างหรือคนต้นคิดที่นำประเด็นนี้มาสร้างเป็นหนังต่างหาก เรื่องการได้แบบแปลนของ Death Star มันเป็นองค์ประกอบเล็กๆสำหรับภาค IV, V, VI ซึ่งจะพูดถึงหรือไม่พูดถึงก็ได้ ถ้าจะพูดถึงก็อาจจะเป็นส่วนเล็กๆที่ใดที่หนึ่งในภาคใดภาคหนึ่งก็ได้ แต่พอทำเรื่องเล็กๆให้มัน epic ยิ่งใหญ่มากกว่าภาค IV, V, VI ผมว่ามันออกจะผิดสัดส่วนไปหน่อยนะ เหมือนคุณกำลังจะปีนเขาไปเที่ยวภูกระดึงแต่ระหว่างทางคุณเห็นดอกหญ้าเล็กๆสักต้น คุณชื่นชมมันและมันก็จบตรงนั้นอย่างสวยงาม แต่ตอนนี้คุณเปลี่ยนใจหยิบเรื่องดอกหญ้ามาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ใหญ่เสียจนคุณเลิกสนใจตัวหลักคือทริปท่องเที่ยวภูกระดึงซะงั้น หรือคุณกำลังจะไปดูหอเอนปิซาระหว่างทางคุณแวะกินกาแฟในร้านเล็กๆแห่งหนึ่ง มันควรเป็นสิ่งเล็กๆที่สวยงามในมุมหนึ่งของไดอารี่ของคุณแต่กลายเป็นว่าคุณเขียนเรื่องกาแฟซะเว่อร์วัง หอเอนปิซ่าช่างมันละไม่เอาละ
นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกกับเรื่องนี้ คือ ยิ่งคุณทำหนังเรื่องนี้ได้ดีเท่าไรผมก็ยิ่งชอบแต่...เออมันจะเว่อร์แซงหน้าเรื่องหลักไปหรือเปล่าเนี่ย มันดูโดดเกินไปจนทำให้ภาพรวมของซีรี่ส์นี้ดูผิดสัดส่วนชอบกล
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ แถมตัวเด่นเรื่องนี้ต้องตายทั้งหมดเพราะไม่ปรากฎในภาคต่อมา มาใหญ่เคลมเร็ว ไฟล์ทบังคับ ยิ่งแปลกเข้าไปอีก ถ้าจะกลับมาดูหลายรอบเพราะเป็นหนังในด่วงใจแต่แรงจูงใจคือแค่ไปเอาแบบแปลนผมว่ามันเบาไป การพยายามสร้าง story ว่าเบื้องหลังมีครอบครัวหนึ่ง มีเรื่องราวมากมายผมว่ามันเยอะไปหน่อย
อย่างไรต้องขออภัยหากขัดใจคนที่ชอบ ผมก็รำพึงรำพันตามความรู้สึกที่ดูแค่นั้น
Star Wars: Rouge One ดุดัน จริงจัง สวนทางกับหัวใจของเรื่องที่เบาไปนิด (Spoil)
ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีมาก สอบผ่านมาตรฐานหนังดียุคนี้ ขอชมว่าทีมสร้างเรื่องนี้เก่งจริงในทุกองค์ประกอบ ภาพดี ออกดาร์คหน่อย ชอบครับ เพลงประกอบดี ถ่ายทำดี การแสดงดี และที่ชมว่าเก่งมาจากความแปลกใจอีกหลายเรื่อง
เรื่องแรก ตอนดูไปครึ่งชั่วโมงแรกเริ่มสงสัยว่าทำไมโปรดักชั่นถึงต้องทำแบบโบราณเหมือนภาค IV, V, VI มันดูเชย ระบบควบคุมยังใช้การกดปุ่ม คือ ถ้าจะทำให้ทันสมัยอย่างภาค I, II, III คนดูก็คงเข้าใจนะว่าสามภาคนั้นมันสร้างมาแต่เก่าก่อน ให้อภัยได้ แต่...ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากดูไปสักพักหนังสามารถดึงให้ผมเข้าไปสัมผัสถึงมนต์เสน่ห์ในภาค IV, V, VI ที่เดิมคิดว่าเป็นตำนานแห่งความทรงจำกลับมาได้ เออ...เก่ง วิธีนี้ได้ผลจริง (แต่น่าเสียดายสิ่งที่มันถีบตัวออกห่างจากภาค IV, V, VI คือการขาดอารมณ์ขันที่สามภาคนั้นมี)
เรื่องสอง ก่อนไปดูเรื่องนี้ไม่ได้ตามข่าวใดๆเลย ไม่รู้จักดารานำทั้งหญิงและชาย เห็นนางเอกใน trailer ก็รู้สึกเฉยๆ เห็นพระเอกตอนแรกยังสงสัยว่าเป็นตัวประกอบหรือเปล่า อย่าบอกนะว่าเป็นพระเอก แต่พอดูจนจบยอมรับว่าแสดงใช้ได้เลย และที่ต้องชมคือฝ่าย casting คือดาราสองคนนี้ดูดี แสดงเก่งแต่ขาดพลังหรือ charisma อย่างที่ดาราดังควรมี เพราะสิ่งที่หนังต้องการคือพระรองกับนางรองที่ต้องไม่โดดเด่นไปกว่าพระเอกหรือนางเอกในภาค IV, V, VI เออ... Casting เก่งจริง (ต้องขออภัยแฟนคลับของดาราทั้งสอง เขาอาจจะดังแล้วทั้งคู่ อันนี้คือวัดจากคนที่ไม่รู้จักว่ารู้สึกแบบนั้นจริงๆ)
เรื่องสาม Forest Whitager ที่เล่นเป็น ซอร์ เกอรีล่า ตอนแก่ดูดีกว่าตอนหนุ่ม งงเหมือนกัน ข้อนี้คงไม่เกี่ยวแต่ทำให้แปลกใจได้อีก
หนังเรื่องนี้มีความเป็น action-drama ค่อนข้างมาก ข้อนี้ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร นับแต่ผมเห็นคริสเตียน เบลกับเซอร์ เคน ปะทะคารมกันใน Batman Begins นั่นคือครั้งแรกที่ผมแปลกใจที่เห็นดราม่าในหนัง scifi-fantasy หลังจากนั้นก็มีมาตลอดโดยเฉพาะเรื่องนี้คาแรกเตอร์แต่ละคนดุดันและปะทะคารมกันสุดๆเรื่องหนึ่ง
ข้อสุดท้ายที่ทำให้ผมแปลกใจและตรงกับที่จั่วหัวไว้ก็คือ เรื่องนี้เกี่ยวกับการได้มาซึ่งแบบแปลนของ Death Star ซึ่งผมว่ามันเบาไปนิด คือ ถ้าพูดถึงเรื่องการสร้างหนังสักเรื่องหนึ่งหนังเรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลยและบรรลุเป้าหมายในแต่ละส่วนได้ดีด้วย ปัญหาอยู่ที่ตอนก่อนสร้างหรือคนต้นคิดที่นำประเด็นนี้มาสร้างเป็นหนังต่างหาก เรื่องการได้แบบแปลนของ Death Star มันเป็นองค์ประกอบเล็กๆสำหรับภาค IV, V, VI ซึ่งจะพูดถึงหรือไม่พูดถึงก็ได้ ถ้าจะพูดถึงก็อาจจะเป็นส่วนเล็กๆที่ใดที่หนึ่งในภาคใดภาคหนึ่งก็ได้ แต่พอทำเรื่องเล็กๆให้มัน epic ยิ่งใหญ่มากกว่าภาค IV, V, VI ผมว่ามันออกจะผิดสัดส่วนไปหน่อยนะ เหมือนคุณกำลังจะปีนเขาไปเที่ยวภูกระดึงแต่ระหว่างทางคุณเห็นดอกหญ้าเล็กๆสักต้น คุณชื่นชมมันและมันก็จบตรงนั้นอย่างสวยงาม แต่ตอนนี้คุณเปลี่ยนใจหยิบเรื่องดอกหญ้ามาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ใหญ่เสียจนคุณเลิกสนใจตัวหลักคือทริปท่องเที่ยวภูกระดึงซะงั้น หรือคุณกำลังจะไปดูหอเอนปิซาระหว่างทางคุณแวะกินกาแฟในร้านเล็กๆแห่งหนึ่ง มันควรเป็นสิ่งเล็กๆที่สวยงามในมุมหนึ่งของไดอารี่ของคุณแต่กลายเป็นว่าคุณเขียนเรื่องกาแฟซะเว่อร์วัง หอเอนปิซ่าช่างมันละไม่เอาละ
นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกกับเรื่องนี้ คือ ยิ่งคุณทำหนังเรื่องนี้ได้ดีเท่าไรผมก็ยิ่งชอบแต่...เออมันจะเว่อร์แซงหน้าเรื่องหลักไปหรือเปล่าเนี่ย มันดูโดดเกินไปจนทำให้ภาพรวมของซีรี่ส์นี้ดูผิดสัดส่วนชอบกล [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ถ้าจะกลับมาดูหลายรอบเพราะเป็นหนังในด่วงใจแต่แรงจูงใจคือแค่ไปเอาแบบแปลนผมว่ามันเบาไป การพยายามสร้าง story ว่าเบื้องหลังมีครอบครัวหนึ่ง มีเรื่องราวมากมายผมว่ามันเยอะไปหน่อย
อย่างไรต้องขออภัยหากขัดใจคนที่ชอบ ผมก็รำพึงรำพันตามความรู้สึกที่ดูแค่นั้น