กะว่าจะแต่งลงเด็กดีเป็นเป้าหมายหลักครับตอนนี้แต่งไปไกลแล้ว ไม่เน้นส่งสำนักพิมพ์ เน้นยอดวิวเป็นหลัก แผนการอัพนิยายหรือช่วงเวลาก็แพลนไว้แล้ว แต่แต่งไปแต่งมามีปัญหาใหญ่อยู่ประการหนึ่ง ผมมีความรู้สึกประหลาดประมาณว่าสไตล์การแต่งที่ผมชอบ ไม่ใช่สไตล์ที่กลุ่มเป้าหมายชอบ ผมไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็จริงแต่มันแว้บเข้ามาเลย ผมก็ไม่แน่ใจ เอาเป็นว่ารบกวนขอความเห็นทุกท่านหน่อยครับ
มี 2 แบบนะครับ A กับ B รบกวนแค่แบบละตอนครับ ผมจะกลับไปดอง เอ๊ย แต่งต่อยามว่าง
A แบบที่ผมชอบ (1)
เด็กผู้หญิง ในกองไฟมหึมา
ร่างของเธอถูกมัดติดกับเสา สูงเหนือพื้นดิน
เธอร่ำไห้ ร่ำไห้ท่ามกลางเสียงสาปทอด่าแช่ง คบเพลิง และกรวดหิน
และรอบกายนั้น เงาร่างของผู้คนวูบไหวราวกับกำลังเต้นรำ
ภาพที่เห็นลดต่ำลง เป็นปลายเท้า และฝ่ามือที่กำแน่นจนสั่นระริก
ความฝันของใครกัน นี่ข้ากำลังมองเห็นความฝันของใครกันแน่
“พี่จ๋า ช่วยหนูด้วย”
อ๊าก !!!
กองหนังสือพิมพ์รูปร่างคล้ายมนุษย์ถูกแหวกออกด้วยมือของร่างเล็กที่อยู่ข้างใต้
ความฝัน? เด็กชายผู้หนึ่งผุดลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบ ใบหน้าซีดขาว เหงื่อไคลโทรมกาย
เสียงร้องของเขาสร้างความตกใจแก่ผู้คนในสวนสาธารณะโดยรอบ สาวแก่แม่บ้านที่เพิ่งกลับมาจากการจ่ายตลาด คนรักสุขภาพที่มาวิ่งออกกำลังกาย หรือแม้แต่ผู้ที่พาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น พวกเขามุงดูเด็กหนุ่มด้วยความคิดที่ว่า
โอ้ ไอ้หนูนี่ยังไม่ตาย ก่อนหน้านั้นพวกเขานึกว่าเด็กผู้นี้ได้ตายไปแล้วและศพของเขาถูกคลุมด้วยหนังสือพิมพ์เพื่ออำพราง ชายแก่คนหนึ่งขยับแว่นตาของเขาจากนั้นหยีตาจนรูจมูกขยายออกมองเห็นขนจมูกชัดเจน
ถ้าเอ็งยังไม่ตายแล้วเอ็งเข้าทำอะไรใต้นั้นนะ? ทุกคนคิด แต่ไม่มีใครกล้าถาม
ส่วนตัวเด็กน้อย เขาไม่สนใจผู้ใด เขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงความฝันของเขา เอามือทั้งสองข้างแนบใบหน้า เขาแบมือทั้งสองข้างของตัวเอง เขาพินิจมัน พลิกมือกลับหน้ากลับหลังก่อนจะสังเกตเห็นถึงสายตาของผู้คนโดยรอบ “มีอะไร?” เด็กน้อยในกองหนังสือพิมพ์ขึ้นเสียง “ก็อากาศมันหนาวนี่นาเข้าใจคนจนมั้ย?”
สั้นง่ายและชัดเจน ผู้คนโดยรอบไม่พูดตอบกระไรแต่พยักหน้าในใจเงียบๆ
เขา อยู่อย่างคนจรใช้ชีวิตอย่างคนจรในต่างถิ่นมาร่วม 2 ปีตั้งแต่เขาอายุ 11
ดื่มน้ำในอ่างสาธารณะ ใช้ห้องน้ำสาธารณะ อาศัยนาฬิกาสาธารณะ ย่างนกพิราบสาธารณะ
“หยับหยับ”
สำหรับการหลับนอนในที่สาธารณะในช่วงอากาศเย็น เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนจรถึงต้องกรนให้ดัง มันช่วยให้มนุษย์ป้าระวังสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วย ถึงแม้บางวันเขาจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกองปฏิกูล เด็กหนุ่มชายตามองนาฬิกา พ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือก่อนจะถูมือเข้าหากันและถูลำตัวเพื่อสร้างความอบอุ่นจากนั้นรีบวิ่งออกไปทำงานของเขา มันไม่ใช่งานส่งหนังสือพิมพ์หรืออะไรที่ใกล้เคียงกัน เขาเคยลองไปสมัครแล้ว บางครั้งสิ่งสำคัญไม่ใช่อายุหรือการรับรอง แต่เป็นสัญชาติ ความกลมกลึงของถันและบั้นท้ายใหญ่ๆซึ่งเขาไม่มี
“มีมนุษยธรรมแก่ชาวซอเนาะซ์!!!”
ชายวัยกลางคนโพกผ้าสี

กล่าวปราศรัยกับผู้สัญจรบนเวทีง่ายๆที่ทำจากไม้ ตาข่าย และยางรถยนต์
“รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชน ได้โปรดเห็นแก่พวกเขาผู้บริสุทธิ์”
ผู้คนต่างชูป้ายและร่ำร้องจนเหงื่อโทรมกาย พวกเขามาจากต่างที่ต่างทาง บ้างเป็นพลเมือง บ้างก็ไม่ใช่
เสื้อของพวกเขาเป็นสี
“หยับหยับ” ในขณะที่ทุกคนกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเหนื่อยยาก เด็กน้อยคนหนึ่งกินขนมปังและซุปฟรีในซุ้มอาหารไม่สนใจผู้ใด หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งรินน้ำใส่แก้วให้กับเขาแล้วกล่าว “ค่อยๆกินนะจ๊ะไม่ต้องรีบร้อน”
“ช่วยกรุณาห่อให้ผมเหมือนทุกทีนะฮะคุณป้ามาเบล ผมหมายถึง พี่สาวมาเบล” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่มอง
“แหมๆ พี่สงพี่สาวอะไรกันเจ้าหนูนี่ ป้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ เอาไข่ด้วยไหม”
มาเบลส่ายหน้ารัวๆ โบกมือข้างหนึ่งลง มืออีกข้างหนึ่งแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มจนแก้มปริ
“พี่สาวนี่นอกจากจะหน้าตางดงามแล้วยังจิตใจงดงามด้วยนะฮะ” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่มอง
“แหมๆ งดงงงดงามอะไรกันเจ้าหนูนี่ ป้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ เอาเนื้อทอดด้วยไหม”
มาเบลส่ายหน้ารัวๆ โบกมือข้างหนึ่งลง มืออีกข้างหนึ่งแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มจนแก้มปริ
“พี่สาวนี่นอกจากจะจิตใจงดงามแล้วยังหน้าตางดงามด้วยนะฮะ” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่มอง
“แหมๆ ปากหวานจริงเจ้าหนูนี่ ป้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ เอาอีกชุดไหม ไว้เป็นมื้อเย็น”
มาเบลส่ายหน้ารัวๆ โบกมือข้างหนึ่งลง มืออีกข้างหนึ่งแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มจนแก้มปริ
...
มาเบลเป็นหญิงวัยกลางคนอายุ 46 เธอเป็นแม่ครัวอาสาคนหนึ่งของกลุ่ม เธอไม่ใช่พวกบ้ายอ อย่างไรก็ตาม ขาออกจากซุ้มเขาได้เสบียงมาสามถุง ใครจะรู้เขาอาจจะได้มากกว่านี้ก็ได้ถ้ามันไม่หมดซะก่อน
อากาศเย็นแบบนี้เก็บไว้ได้หลายเวลา เด็กน้อยยิ้มอย่างยินดี เขายัดอาหารใส่เป้ของเขาและมุ่งหน้าเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม แต่ทันใดนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาดักหน้าเขา เขาแต่งชุดสีเดียวกับผู้ชุมนุมเพียงแต่แขนเสื้อของเขามีแถบสี

ติดอยู่แบบเดียวกับหลายๆคนที่อยู่ไม่ไกลออกไป
“ว่าไงไอ้หนู มาคนเดียวหรือ” ชายผู้นั้นถามขึ้น
“ฮะ ใช่ฮะ” เด็กน้อยตอบด้วยท่าทีสบายๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ
“แล้วกระเป๋านั่นใส่อะไรไว้” ชายผู้นั้นถามต่อ ก้มหลังย่อขาลงเล็กน้อย วางมือทั้งสองข้างไว้ที่หัวเข่า
“ฮะ ก็มีเสื้อผ้าไว้เปลี่ยน อาหารน้ำดื่ม หมูออมสิน” เด็กน้อยตอบพลางเปิดกระเป๋ายืนยัน จ้องผู้ถามตาแป๋ว
“เด็กอย่างนายมาชุมนุมกับเค้าด้วยหรือ ทำไมล่ะ?” เขาถือไฟฉายอันเล็กเปิดๆปิดๆแกว่งไปแกว่งมา
“ฮะ ทั้งหมดก็เพื่อชาวซอเน๊าะซ์ ในขณะที่พวกเรามีกินมีใช้อย่างฟุ่มเฟือยพวกเขาต้องอยู่อย่างอดอยาก”
“เห็นมั้ย ขนาดเด็กมันยังเข้าใจเลย” เขาเหยียดกายตั้งตรงหันหน้าไปพูดกับเพื่อนของเขาก่อนจะย่อตัวนั่งยองๆเพื่อให้เข้ากับความสูงของเด็กน้อย “เฮ้อนี่ถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้มันก็ดี พรรคเรมิงแฮมนั่นแหล่ะที่ไม่ดี เอาหมากฝรั่งไหม?” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเขาและพบว่ามันลำบากที่จะล้วงอะไรซักอย่างออกมาในท่านั่งจนเขาต้องละสายตาจากเด็กน้อยไปมองที่กระเป๋ากางเกงของเขา บางทีเขาอาจจะกำลังคิดว่าควรหยิบมันออกมาก่อนที่จะนั่ง แต่จะให้ลุกๆนั่งๆก็ใช่ที่ เขาหยิบหมากฝรั่งขึ้นมาได้ในที่สุดและส่งมันให้กับเด็กน้อย มันเป็นหมากฝรั่งแบบดับกลิ่นไม่ใช่แบบเป่าลูกโป่ง
“ไม่รู้สิ ผมแค่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่านับถือที่พวกคุณสละเวลามาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขอบคุณฮะพี่ชาย”
“ฮะๆ ไอ้หนูนี่ ข้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ อย่าว่าแต่จะเรียกพี่ ข้าอายุมากพอจะเป็นพ่อเอ็งได้แล้ว”
“ไม่ๆ ผมไม่ได้จะยอนา คุณดูอ่อนนะ ซัก 35”
“ข้าเพิ่ง 28” เสียงของชายผู้นั้นเข้มขึ้นเล็กน้อย หัวคิ้วเริ่มปรากฏรอยย่น
บลูชิท
ไอ้ยามหน้าแก่เอ๊ย
นี่แกคิดจะมีลูกตั้งแต่อายุ 15 เลยหรือ?
“โอ้จริงหรือดูเหมือนผมจะเลือกใช้คำผิดไปหน่อย คุณดูภูมิฐานนะเหมือนคนมีความรู้ มองผ่านๆแล้วมันยากที่จะบอกอายุจริงไหม” เด็กน้อยฝายมือทั้งสองข้างออก ขยับมันช้าๆให้สอดคล้องกับจังหวะการพูดของเขา
“โอ้? งั้นเชียว?” ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้น ท่าทีผ่อนคลายลง
“ใช่เลย คุณคงผ่านอะไรมามากสินะ ตาของคุณบอกอย่างนั้นนะ”
“แล้วตาของนายมันบอกอะไรล่ะไอ้หนู?” ชายผู้นั้นย้อนถาม
“บอกว่าผมเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาไงล่า” เด็กน้อยกางแขนยกขาข้างหนึ่งหมุนตัวด้วยส้นเท้าแล้วกล่าวท้วงติง “นี่แน่ะพี่ชาย ผมก็เป็นสหายร่วมอุดมการณ์นา คุณสอบสวนผมอย่างกับผมเป็นหัวขโมยงั้นแหล่ะ”
“ฮะๆก็จริงโทษทีนะไอ้หนู แต่คนเยอะปัญหามันก็เยอะ มันเป็นแบบนั้นแหล่ะ จริงสิเอาลูกอมไหมล่ะ”
เขายิ้มกว้าง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ละสายตาจากเด็กน้อย
“อุ่นไหมฮะ?” เด็กน้อยถามเสียงเรียบ นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า สายตาจับจ้องไปที่ท้ายทอยของชายผู้นั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ อย่างเงียบเชียบ เขาค่อยๆอ้อมไปข้างหลังชายผู้นั้น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า เอียงคอเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอออกจนน้ำลายสออยู่ที่มุมปากข้างที่อยู่ต่ำกว่า
กริ๊ก … บางอย่างในกระเป๋าของเขาส่งเสียงเบาๆ
ชายผู้นั้นควักลูกอมขึ้นมาได้ในที่สุด เขานำมันมาแนบแก้มของตน “หา? ก็ไม่นี่ ถ้าอุ่นแล้วเป็นยังไง?”
“งั้นก็ขอบคุณฮะ” สีหน้าของเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เขาแบมือรับและกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพจากนั้นหายเข้าไปในฝูงชน
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม”
ฝูงชนชูกำปั้นร่ำร้อง เด็กน้อยสวมหมวก ดึงปีกหมวกลงมาปิดหน้า
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“ระวังหน่อยไอ้หนู”
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“โว้ว ใจเย็นไอ้ตัวเล็ก”
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“แหมเด็กอายุเท่านี้ก็มีด้วย // น่ารักจังมาคนเดียวหรือเรา // หลงกับผู้ปกครองหรือเปล่า”
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“อุ๊บ แกเป็นบ้ารึไงวะ

เอ๊ย // จอห์น ไม่เอาน่า เขาเป็นแค่เด็กนะ // ฮึ่ม ไปให้พ้นเลยนะไอ้เวร”
เด็กน้อยเดินทะลุออกมาจากฝูงชน เขารีบวิ่งเข้าตรอก ชักธนบัตรออกจากกระเป๋าเงิน 3-4 ใบแล้วทิ้งกระเป๋าลงกับพื้น จากนั้นเอาธนบัตรใส่ไว้ใต้พื้นรองเท้า ส่วนที่เป็นอุปกรณ์หรือของชิ้นเล็กๆถูกยัดลงช่องลับในกระเป๋า มือถือถูกถอดซิมออก เศษเหรียญถูกใส่ลงไปในกระปุกออมสิน
เมื่อวานฉันมาจากทิศตะวันออก วันนี้ฉันมาจากทิศตะวันตก พรุ่งนี่ฉันจะไปทิศเหนือหรือทิศใต้
เด็กน้อยหยิบเหรียญเงินขึ้นมาเหรียญหนึ่ง ใช้นิ้วโป้งดีดมันขึ้นไปในอากาศ รับด้วยหลังมือ
เขายิ้มบางๆแล้วเดินจากไป
“หน่วยปราบจลาจล!” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
ฝูงชนกลับกลายเป็นชุลมุนวุ่นวาย
“เฮ้หนีเถอะ” พวกเขาแตกฮือ ควันสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วจากทิศที่เขาจากมา มันมีละอองน้ำด้วย
“โฮ่ รุ้งกินน้ำสวยแฮะ” เด็กน้อยยืนมองชอบใจก่อนจะหันหลังจากไป แต่แล้วเขาก็หยุดเท้าลง
เดี๋ยวสิ ถ้าการชุมนุมล่มฉันก็จะไม่มีขนมปังกิน
ในตอนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนเริ่มวิ่งออกจากลานชุมชุม มีเด็กคนหนึ่งวิ่งสวนเข้าไป เขาเกาศีรษะของตนอย่างแรง ฉีกเสื้อผ้าของตัวเอง คลุกตัวลงกับพื้น จากนั้นวิ่งขึ้นไปหาชายวัยกลางคนบนเวทีที่กำลังหันซ้ายหันขวาทำหน้าเลิ่กลั่กราวกับจะร้องไห้ ท่าทางอยากจะเผ่นเต็มทน
หมอนี่ ดูก็รู้ว่าแบ็คไม่แข็ง
เด็กน้อยถอนหายใจก่อนจะตบขาอ่อนของเขาอย่างแรงเพื่อเรียกสติ เมื่อชายคนนั้นมองลงมาเด็กน้อยก็กล่าว
“โย่พี่ชาย ดูเหมือนพี่ชายกำลังมีปัญหานะ ทำไมพี่ชายไม่ลองทำแบบนี้ดูล่ะ ...”
หน่วยปราบจลาจลดันลึกเข้าไปในฝูงชน
ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า เขาสวมแว่นตา ยกวิทยุขึ้นมาคุย
“ใช่ไอ้หมอนั่นแหล่ะ แล้วก็ผู้ชายคนนั้น คนที่กำลังสู้กับคนของเราอยู่ เขาชื่อเฮนรี่ ดูเขาสิ ผมเพิ่งเคยเห็นไอ้โง่ที่ติดแถบที่แขนเสื้อบอกว่าตัวเองอยู่ไหนนี่แหล่ะ” ชายที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าว
ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าหรี่ตาพิจารณาลักษณะเค้าหน้าของคนที่ติดแถบสีแล้วกล่าวตอบ
“ไม่ต้องไปคนสนใจพวกนั้น สนใจพวกที่ระบุมาก็พอ”
“ครับท่าน เราล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว อีกไม่นานล่ะเราได้ตัวมันแน่ เฮ้ นั่นอะไรน่ะ”
ชายบนเวทีชูร่างของเด็กคนหนึ่งขึ้น
“และนี่ก็คือเด็กชาวซอเนาะซ์ที่พวกเขาปล่อยให้ต้องทนทุกข์กับภัยสงคราม โอ พระเจ้า จะต้องมีอีกซักกี่คน อีกกี่คนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้ก่อนี้ จะว่าไปพวกเขาก็คือแพะรับบาปของนโยบายที่ผิดพลาดของเรมิงแฮม พวกเขาบริสุทธิ์ ประชาชนชาวบริทาเนีย ผมขอวิงวอนในฐานะเพื่อนมนุษย์และพลเมืองชาวบริทาเนีย ได้โปรด” เขาตีหน้าเศร้าราวกับสูญเสียบุพการี
กล้องหลายตัวถูกชี้ไปที่เขา มีทั้งมือถือและกล้องพกพาไปจนถึงกล้องตัวใหญ่
“แว๊แฮแฮ ด่ำได่เดื๊อกดิ่งเด๋า” เด็กน้อยร้องไห้โยเยฟังไม่ได้ศัพท์
ช่วยวิจารณ์นิยายแบบจัดหนักหน่อยครับ ต่างโลกครับแต่ค่อนข้างเล่นแรง เนื้อหาในกระทู้ครับ
มี 2 แบบนะครับ A กับ B รบกวนแค่แบบละตอนครับ ผมจะกลับไปดอง เอ๊ย แต่งต่อยามว่าง
A แบบที่ผมชอบ (1)
เด็กผู้หญิง ในกองไฟมหึมา
ร่างของเธอถูกมัดติดกับเสา สูงเหนือพื้นดิน
เธอร่ำไห้ ร่ำไห้ท่ามกลางเสียงสาปทอด่าแช่ง คบเพลิง และกรวดหิน
และรอบกายนั้น เงาร่างของผู้คนวูบไหวราวกับกำลังเต้นรำ
ภาพที่เห็นลดต่ำลง เป็นปลายเท้า และฝ่ามือที่กำแน่นจนสั่นระริก
ความฝันของใครกัน นี่ข้ากำลังมองเห็นความฝันของใครกันแน่
“พี่จ๋า ช่วยหนูด้วย”
อ๊าก !!!
กองหนังสือพิมพ์รูปร่างคล้ายมนุษย์ถูกแหวกออกด้วยมือของร่างเล็กที่อยู่ข้างใต้
ความฝัน? เด็กชายผู้หนึ่งผุดลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบ ใบหน้าซีดขาว เหงื่อไคลโทรมกาย
เสียงร้องของเขาสร้างความตกใจแก่ผู้คนในสวนสาธารณะโดยรอบ สาวแก่แม่บ้านที่เพิ่งกลับมาจากการจ่ายตลาด คนรักสุขภาพที่มาวิ่งออกกำลังกาย หรือแม้แต่ผู้ที่พาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น พวกเขามุงดูเด็กหนุ่มด้วยความคิดที่ว่า โอ้ ไอ้หนูนี่ยังไม่ตาย ก่อนหน้านั้นพวกเขานึกว่าเด็กผู้นี้ได้ตายไปแล้วและศพของเขาถูกคลุมด้วยหนังสือพิมพ์เพื่ออำพราง ชายแก่คนหนึ่งขยับแว่นตาของเขาจากนั้นหยีตาจนรูจมูกขยายออกมองเห็นขนจมูกชัดเจน
ถ้าเอ็งยังไม่ตายแล้วเอ็งเข้าทำอะไรใต้นั้นนะ? ทุกคนคิด แต่ไม่มีใครกล้าถาม
ส่วนตัวเด็กน้อย เขาไม่สนใจผู้ใด เขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงความฝันของเขา เอามือทั้งสองข้างแนบใบหน้า เขาแบมือทั้งสองข้างของตัวเอง เขาพินิจมัน พลิกมือกลับหน้ากลับหลังก่อนจะสังเกตเห็นถึงสายตาของผู้คนโดยรอบ “มีอะไร?” เด็กน้อยในกองหนังสือพิมพ์ขึ้นเสียง “ก็อากาศมันหนาวนี่นาเข้าใจคนจนมั้ย?”
สั้นง่ายและชัดเจน ผู้คนโดยรอบไม่พูดตอบกระไรแต่พยักหน้าในใจเงียบๆ
เขา อยู่อย่างคนจรใช้ชีวิตอย่างคนจรในต่างถิ่นมาร่วม 2 ปีตั้งแต่เขาอายุ 11
ดื่มน้ำในอ่างสาธารณะ ใช้ห้องน้ำสาธารณะ อาศัยนาฬิกาสาธารณะ ย่างนกพิราบสาธารณะ
“หยับหยับ”
สำหรับการหลับนอนในที่สาธารณะในช่วงอากาศเย็น เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนจรถึงต้องกรนให้ดัง มันช่วยให้มนุษย์ป้าระวังสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วย ถึงแม้บางวันเขาจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกองปฏิกูล เด็กหนุ่มชายตามองนาฬิกา พ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือก่อนจะถูมือเข้าหากันและถูลำตัวเพื่อสร้างความอบอุ่นจากนั้นรีบวิ่งออกไปทำงานของเขา มันไม่ใช่งานส่งหนังสือพิมพ์หรืออะไรที่ใกล้เคียงกัน เขาเคยลองไปสมัครแล้ว บางครั้งสิ่งสำคัญไม่ใช่อายุหรือการรับรอง แต่เป็นสัญชาติ ความกลมกลึงของถันและบั้นท้ายใหญ่ๆซึ่งเขาไม่มี
“มีมนุษยธรรมแก่ชาวซอเนาะซ์!!!”
ชายวัยกลางคนโพกผ้าสี
“รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชน ได้โปรดเห็นแก่พวกเขาผู้บริสุทธิ์”
ผู้คนต่างชูป้ายและร่ำร้องจนเหงื่อโทรมกาย พวกเขามาจากต่างที่ต่างทาง บ้างเป็นพลเมือง บ้างก็ไม่ใช่
เสื้อของพวกเขาเป็นสี
“หยับหยับ” ในขณะที่ทุกคนกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างเหนื่อยยาก เด็กน้อยคนหนึ่งกินขนมปังและซุปฟรีในซุ้มอาหารไม่สนใจผู้ใด หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งรินน้ำใส่แก้วให้กับเขาแล้วกล่าว “ค่อยๆกินนะจ๊ะไม่ต้องรีบร้อน”
“ช่วยกรุณาห่อให้ผมเหมือนทุกทีนะฮะคุณป้ามาเบล ผมหมายถึง พี่สาวมาเบล” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่มอง
“แหมๆ พี่สงพี่สาวอะไรกันเจ้าหนูนี่ ป้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ เอาไข่ด้วยไหม”
มาเบลส่ายหน้ารัวๆ โบกมือข้างหนึ่งลง มืออีกข้างหนึ่งแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มจนแก้มปริ
“พี่สาวนี่นอกจากจะหน้าตางดงามแล้วยังจิตใจงดงามด้วยนะฮะ” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่มอง
“แหมๆ งดงงงดงามอะไรกันเจ้าหนูนี่ ป้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ เอาเนื้อทอดด้วยไหม”
มาเบลส่ายหน้ารัวๆ โบกมือข้างหนึ่งลง มืออีกข้างหนึ่งแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มจนแก้มปริ
“พี่สาวนี่นอกจากจะจิตใจงดงามแล้วยังหน้าตางดงามด้วยนะฮะ” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่มอง
“แหมๆ ปากหวานจริงเจ้าหนูนี่ ป้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ เอาอีกชุดไหม ไว้เป็นมื้อเย็น”
มาเบลส่ายหน้ารัวๆ โบกมือข้างหนึ่งลง มืออีกข้างหนึ่งแตะริมฝีปากที่ยกยิ้มจนแก้มปริ
...
มาเบลเป็นหญิงวัยกลางคนอายุ 46 เธอเป็นแม่ครัวอาสาคนหนึ่งของกลุ่ม เธอไม่ใช่พวกบ้ายอ อย่างไรก็ตาม ขาออกจากซุ้มเขาได้เสบียงมาสามถุง ใครจะรู้เขาอาจจะได้มากกว่านี้ก็ได้ถ้ามันไม่หมดซะก่อน
อากาศเย็นแบบนี้เก็บไว้ได้หลายเวลา เด็กน้อยยิ้มอย่างยินดี เขายัดอาหารใส่เป้ของเขาและมุ่งหน้าเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม แต่ทันใดนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาดักหน้าเขา เขาแต่งชุดสีเดียวกับผู้ชุมนุมเพียงแต่แขนเสื้อของเขามีแถบสี
“ว่าไงไอ้หนู มาคนเดียวหรือ” ชายผู้นั้นถามขึ้น
“ฮะ ใช่ฮะ” เด็กน้อยตอบด้วยท่าทีสบายๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ
“แล้วกระเป๋านั่นใส่อะไรไว้” ชายผู้นั้นถามต่อ ก้มหลังย่อขาลงเล็กน้อย วางมือทั้งสองข้างไว้ที่หัวเข่า
“ฮะ ก็มีเสื้อผ้าไว้เปลี่ยน อาหารน้ำดื่ม หมูออมสิน” เด็กน้อยตอบพลางเปิดกระเป๋ายืนยัน จ้องผู้ถามตาแป๋ว
“เด็กอย่างนายมาชุมนุมกับเค้าด้วยหรือ ทำไมล่ะ?” เขาถือไฟฉายอันเล็กเปิดๆปิดๆแกว่งไปแกว่งมา
“ฮะ ทั้งหมดก็เพื่อชาวซอเน๊าะซ์ ในขณะที่พวกเรามีกินมีใช้อย่างฟุ่มเฟือยพวกเขาต้องอยู่อย่างอดอยาก”
“เห็นมั้ย ขนาดเด็กมันยังเข้าใจเลย” เขาเหยียดกายตั้งตรงหันหน้าไปพูดกับเพื่อนของเขาก่อนจะย่อตัวนั่งยองๆเพื่อให้เข้ากับความสูงของเด็กน้อย “เฮ้อนี่ถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้มันก็ดี พรรคเรมิงแฮมนั่นแหล่ะที่ไม่ดี เอาหมากฝรั่งไหม?” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเขาและพบว่ามันลำบากที่จะล้วงอะไรซักอย่างออกมาในท่านั่งจนเขาต้องละสายตาจากเด็กน้อยไปมองที่กระเป๋ากางเกงของเขา บางทีเขาอาจจะกำลังคิดว่าควรหยิบมันออกมาก่อนที่จะนั่ง แต่จะให้ลุกๆนั่งๆก็ใช่ที่ เขาหยิบหมากฝรั่งขึ้นมาได้ในที่สุดและส่งมันให้กับเด็กน้อย มันเป็นหมากฝรั่งแบบดับกลิ่นไม่ใช่แบบเป่าลูกโป่ง
“ไม่รู้สิ ผมแค่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่านับถือที่พวกคุณสละเวลามาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขอบคุณฮะพี่ชาย”
“ฮะๆ ไอ้หนูนี่ ข้าไม่ใช่พวกบ้ายอหรอกนะ อย่าว่าแต่จะเรียกพี่ ข้าอายุมากพอจะเป็นพ่อเอ็งได้แล้ว”
“ไม่ๆ ผมไม่ได้จะยอนา คุณดูอ่อนนะ ซัก 35”
“ข้าเพิ่ง 28” เสียงของชายผู้นั้นเข้มขึ้นเล็กน้อย หัวคิ้วเริ่มปรากฏรอยย่น
บลูชิท
ไอ้ยามหน้าแก่เอ๊ย
นี่แกคิดจะมีลูกตั้งแต่อายุ 15 เลยหรือ?
“โอ้จริงหรือดูเหมือนผมจะเลือกใช้คำผิดไปหน่อย คุณดูภูมิฐานนะเหมือนคนมีความรู้ มองผ่านๆแล้วมันยากที่จะบอกอายุจริงไหม” เด็กน้อยฝายมือทั้งสองข้างออก ขยับมันช้าๆให้สอดคล้องกับจังหวะการพูดของเขา
“โอ้? งั้นเชียว?” ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้น ท่าทีผ่อนคลายลง
“ใช่เลย คุณคงผ่านอะไรมามากสินะ ตาของคุณบอกอย่างนั้นนะ”
“แล้วตาของนายมันบอกอะไรล่ะไอ้หนู?” ชายผู้นั้นย้อนถาม
“บอกว่าผมเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาไงล่า” เด็กน้อยกางแขนยกขาข้างหนึ่งหมุนตัวด้วยส้นเท้าแล้วกล่าวท้วงติง “นี่แน่ะพี่ชาย ผมก็เป็นสหายร่วมอุดมการณ์นา คุณสอบสวนผมอย่างกับผมเป็นหัวขโมยงั้นแหล่ะ”
“ฮะๆก็จริงโทษทีนะไอ้หนู แต่คนเยอะปัญหามันก็เยอะ มันเป็นแบบนั้นแหล่ะ จริงสิเอาลูกอมไหมล่ะ”
เขายิ้มกว้าง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ละสายตาจากเด็กน้อย
“อุ่นไหมฮะ?” เด็กน้อยถามเสียงเรียบ นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า สายตาจับจ้องไปที่ท้ายทอยของชายผู้นั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ อย่างเงียบเชียบ เขาค่อยๆอ้อมไปข้างหลังชายผู้นั้น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า เอียงคอเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอออกจนน้ำลายสออยู่ที่มุมปากข้างที่อยู่ต่ำกว่า
กริ๊ก … บางอย่างในกระเป๋าของเขาส่งเสียงเบาๆ
ชายผู้นั้นควักลูกอมขึ้นมาได้ในที่สุด เขานำมันมาแนบแก้มของตน “หา? ก็ไม่นี่ ถ้าอุ่นแล้วเป็นยังไง?”
“งั้นก็ขอบคุณฮะ” สีหน้าของเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เขาแบมือรับและกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพจากนั้นหายเข้าไปในฝูงชน
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม”
ฝูงชนชูกำปั้นร่ำร้อง เด็กน้อยสวมหมวก ดึงปีกหมวกลงมาปิดหน้า
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“ระวังหน่อยไอ้หนู”
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“โว้ว ใจเย็นไอ้ตัวเล็ก”
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“แหมเด็กอายุเท่านี้ก็มีด้วย // น่ารักจังมาคนเดียวหรือเรา // หลงกับผู้ปกครองหรือเปล่า”
“มีมนุษยธรรม มีมนุษยธรรม” เด็กน้อยตะโกนพลางเบียดลึกเข้าในฝูงชน
“อุ๊บ แกเป็นบ้ารึไงวะ
เด็กน้อยเดินทะลุออกมาจากฝูงชน เขารีบวิ่งเข้าตรอก ชักธนบัตรออกจากกระเป๋าเงิน 3-4 ใบแล้วทิ้งกระเป๋าลงกับพื้น จากนั้นเอาธนบัตรใส่ไว้ใต้พื้นรองเท้า ส่วนที่เป็นอุปกรณ์หรือของชิ้นเล็กๆถูกยัดลงช่องลับในกระเป๋า มือถือถูกถอดซิมออก เศษเหรียญถูกใส่ลงไปในกระปุกออมสิน
เมื่อวานฉันมาจากทิศตะวันออก วันนี้ฉันมาจากทิศตะวันตก พรุ่งนี่ฉันจะไปทิศเหนือหรือทิศใต้
เด็กน้อยหยิบเหรียญเงินขึ้นมาเหรียญหนึ่ง ใช้นิ้วโป้งดีดมันขึ้นไปในอากาศ รับด้วยหลังมือ
เขายิ้มบางๆแล้วเดินจากไป
“หน่วยปราบจลาจล!” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
ฝูงชนกลับกลายเป็นชุลมุนวุ่นวาย
“เฮ้หนีเถอะ” พวกเขาแตกฮือ ควันสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วจากทิศที่เขาจากมา มันมีละอองน้ำด้วย
“โฮ่ รุ้งกินน้ำสวยแฮะ” เด็กน้อยยืนมองชอบใจก่อนจะหันหลังจากไป แต่แล้วเขาก็หยุดเท้าลง
เดี๋ยวสิ ถ้าการชุมนุมล่มฉันก็จะไม่มีขนมปังกิน
ในตอนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนเริ่มวิ่งออกจากลานชุมชุม มีเด็กคนหนึ่งวิ่งสวนเข้าไป เขาเกาศีรษะของตนอย่างแรง ฉีกเสื้อผ้าของตัวเอง คลุกตัวลงกับพื้น จากนั้นวิ่งขึ้นไปหาชายวัยกลางคนบนเวทีที่กำลังหันซ้ายหันขวาทำหน้าเลิ่กลั่กราวกับจะร้องไห้ ท่าทางอยากจะเผ่นเต็มทน
หมอนี่ ดูก็รู้ว่าแบ็คไม่แข็ง
เด็กน้อยถอนหายใจก่อนจะตบขาอ่อนของเขาอย่างแรงเพื่อเรียกสติ เมื่อชายคนนั้นมองลงมาเด็กน้อยก็กล่าว
“โย่พี่ชาย ดูเหมือนพี่ชายกำลังมีปัญหานะ ทำไมพี่ชายไม่ลองทำแบบนี้ดูล่ะ ...”
หน่วยปราบจลาจลดันลึกเข้าไปในฝูงชน
ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า เขาสวมแว่นตา ยกวิทยุขึ้นมาคุย
“ใช่ไอ้หมอนั่นแหล่ะ แล้วก็ผู้ชายคนนั้น คนที่กำลังสู้กับคนของเราอยู่ เขาชื่อเฮนรี่ ดูเขาสิ ผมเพิ่งเคยเห็นไอ้โง่ที่ติดแถบที่แขนเสื้อบอกว่าตัวเองอยู่ไหนนี่แหล่ะ” ชายที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าว
ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าหรี่ตาพิจารณาลักษณะเค้าหน้าของคนที่ติดแถบสีแล้วกล่าวตอบ
“ไม่ต้องไปคนสนใจพวกนั้น สนใจพวกที่ระบุมาก็พอ”
“ครับท่าน เราล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว อีกไม่นานล่ะเราได้ตัวมันแน่ เฮ้ นั่นอะไรน่ะ”
ชายบนเวทีชูร่างของเด็กคนหนึ่งขึ้น
“และนี่ก็คือเด็กชาวซอเนาะซ์ที่พวกเขาปล่อยให้ต้องทนทุกข์กับภัยสงคราม โอ พระเจ้า จะต้องมีอีกซักกี่คน อีกกี่คนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้ก่อนี้ จะว่าไปพวกเขาก็คือแพะรับบาปของนโยบายที่ผิดพลาดของเรมิงแฮม พวกเขาบริสุทธิ์ ประชาชนชาวบริทาเนีย ผมขอวิงวอนในฐานะเพื่อนมนุษย์และพลเมืองชาวบริทาเนีย ได้โปรด” เขาตีหน้าเศร้าราวกับสูญเสียบุพการี
กล้องหลายตัวถูกชี้ไปที่เขา มีทั้งมือถือและกล้องพกพาไปจนถึงกล้องตัวใหญ่
“แว๊แฮแฮ ด่ำได่เดื๊อกดิ่งเด๋า” เด็กน้อยร้องไห้โยเยฟังไม่ได้ศัพท์