ตอนแรกๆ ผมว่าจะเอามาเขียนการ์ตูนนิดๆ หน่อยๆ แต่ผมยังไม่คุ้นชินกับเม้าท์ปากกา เลยว่าใช้เวลานานแน่ ก่อนที่จะลืม เลยว่าเอามาโพสรีวิวเลยดีกว่า
ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่เน้นเที่ยวแบบ 100 % เพราะผมไปเยี่ยมเพื่อนผมที่มาเลเซีย เขาได้จัดงานอีเวนเล็กๆ ซึ่งมีคนเข้างาน 40 - 60 คน แต่กลับมีเรื่องให้เล่าเยอะเพราะกลับเจอเหตุการณ์อะไรไม่คาดคิดเยอะเหมือนกัน เลยเหมือนเป็นคำแนะนำสำหรับคนไหนที่วางแผนจะไปกัวลาลัมเปอร์ไปในตัวนะครับ
ก่อนอื่นเลย ก่อนทริปไปกัวลาลัมเปอร์เนี่ย พวกผมวางแผนไป 3 คน (รวมผมด้วย) ครับ โดยตอนแรกๆ จะใช้โปรแอร์เอเชียที่ราคาถูกๆ โดยผมให้เพื่อนผมที่เขาขอไปด้วยเลือกที่พักล่วงหน้า ที่ผมให้เขาเลือก เพราะเห็นว่าเขาเคยไปญี่ปุ่นมา และเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียด (คือเนิร์ดสายวิทย์) และผมบอกเลยว่าเน้นถูกๆ เพราะตอนช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมไปญี่ปุ่นเพื่อไปทำงาน + เที่ยว + เปย์ของ ดังนั้นช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผมไปกัวลาลัมเปอร์นั้นผมจะมีงบไม่เยอะ เลยต้องเอาที่พักถูกๆ ซึ่งผมบอกทั้งสองคนแล้วว่าผมมันพวกซุกหัวนอน นอนที่ไหนก็ได้ที่มันนอนสบาย (ผมมันสายชอป เน้นกินถูก แต่เอาเงินเปย์ของชอป)
แต่จริงๆ น่าเสียดายตรงที่ว่าตอนช่วงที่โปรโมชั่นออกนั้น เพื่อนผมลังเลว่าจะไปหรือไม่ไปดี ซึ่งก็แบบที่ทุกท่านคิดนะแหละครับ ตอนช่วงที่โปรโมชั่นออกนั้น ถ้ามัวแต่ลังเล ราคาจะดีดขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด พวกผมได้ในราคาไม่ถูกมาก (คือมันถูกแหละ แต่มันควรจะได้ถูกกว่านี้ 2 พันบาท) ทั้งๆ ที่ผมเตือนล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าราคาออกแล้วโอเคกัน จะจ่ายเลย (เพราะผมต้องรอเพื่อนโอนเงินมาให้) ซึ่งเพราะความลังเล เลยทำให้ได้ราคาไม่ถูกมาก
(ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสายเที่ยวแบบราคาประหยัด แต่ผมเคยคว้าตั๋วไปกลับสิงคโปร์พร้อมที่พักได้ในราคาแค่ 3 พันบาท ไป 4 คืนด้วยครับ)
แต่แน่นอนว่าเรื่องที่คาดไม่ถึง เรื่องที่เพื่อนผมลังเลกันจนราคาขึ้นนั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่เรื่องที่ผมเจอตอนไปกัวลาลัมเปอร์นั้นกลับเป็นเรื่องที่อยากจะเอามาแชร์กันครับ
เริ่มต้นเดินทาง
บอกตรงๆ เลยครับว่าส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เคยคิดอยากจะไปกัวลาลัมเปอร์หรือมาเลเซียมาก่อน ถ้าผมจะไป ผมอยากไปสิงคโปร์ , ญี่ปุ่น หรือเกาหลีมากกว่า (แต่ก็นั่นแหละ ผมมันคนจน เลยไมได้ไปบ่อยๆ) ผมรู้แค่ว่า มาเลเซียธรรมชาติสวยกว่าบ้านเรา และมีกีฬาสีแดง-เหลืองไม่ต่างจากเรา แต่ที่ผมไปก็อย่างที่บอกก็คือ เพื่อนผมเขาจัดงานอีเวน ผมเลยไปเยี่ยมเขาและชมงานเขาไปในตัว ดังนั้น ทริปนี้จึงเน้นอยู่แค่ที่จัดงานเท่านั้น ไม่ได้ออกไปไหนไกลเลย
พวกผมเริ่มต้นเดินทางโดยขึ้นสายการบินแอร์เอเชีย สายการบินยอดนิยมที่ตบสายการบินอื่นด้วยโปรราคาถูกจนเจ๊เกียวต้องร้อง โดยเครื่องออกตอน 8 โมง พวกผมจึงเดินทางมาสนามบินกันตอน 6 โมงเช้า (ตามธรรมเนียมที่ต้องมาถึงสนามบินก่อน 2 - 3 ชั่วโมง) ซึ้งเมื่อผมเจอเพื่อน...
คนนึง ใส่ชุดแบบไปเที่ยว มีเป๋าเป้ รองเท้าผ้าใบ ก็ปกติ
แต่อีกคน.... กางเกงขายาวและเสื้อสีเดียวกันแบบชุดนอน (อารมณ์ชุดอยู่บ้าน) กระเป๋าลากไปเล็กๆ และ... รองเท้าแตะ (คืออารมณ์เหมือนไม่ใช่คนไปเที่ยว แต่เหมือนคนจะออกไปซื้อของ 7-11 ใกล้บ้าน)
เมื่อถาม ไหงแต่งตัวแบบนั้น เขาบอก กัวลาลัมเปอร์ก็ไม่ต่างจากกรุงเทพไม่ใช่เหรอ ? เลยจะไปแบบสบายๆ....
เอิ่ม.... สบายไปมั้งผมว่า
อารมณ์เมื่อผมเดินทางมาถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ก็ให้อารมณ์คล้ายกับบ้านเราไม่มีผิด คือภาพวิวทิวทัศน์ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย แต่รู้สึกโล่งๆ สำคัญคือ ตอนเครื่องลง ผมเห็นต้นไม้แบบอื้อหือฟู่ฟ่ามาก อารมณ์สนามบินที่นี่มันน่าจะแบบสุวรรณภูมิบ้านเรา แต่บ้านเราเนี่ยโล่งเตียนซะ....
ตอนช่องผ่าน ตม. (แน่นอนว่าผมไม่ได้ถ่าย) พวกเราจะต้องต่อคิวกันตรงช่อง อาเซียน แต่แถวยาวเฟื้อยมาก บอกได้เลยว่าเตรียมรอผ่านตรวจ 15 - 20 นาทีได้เลย เพราะนานมาก แต่สำคัญที่ผมแปลกใจเล็กน้อยก็คือ ไม่มีใบ ตม. ให้กรอกเข้า (ลองถามคนอื่นๆ ที่มาด้วยกัน เขาก็บอกไมได้) ซึ่งผมก็ค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมไม่มีใบ ตม. ให้เขียน แต่พอถึงตอนตรวจก็ผ่านปกติไม่มีอะไร
หลังจากรับกระเป๋าแล้ว เนื่องจากสนามบินของกัวลาลัมเปอร์ไม่มีรถไฟเข้าเมืองแบบราคาถูก (คือ มีแต่ราคาพิเศษ ครึ่งชั่วโมงเข้าเมือง แต่ต้องเสียคนละ 500 กว่าบาท ซึ่งพวกผมเป็นคนจน เลยไม่เอาทางนั้น) ดังนั้นทางเลือกก็คือ ซื้อตั๋วรถบัสเข้าเมือง ซึ่งตกคนละ 100 บาท ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงหนึ่ง
เมื่อถึงเวลาแล้ว ก็ตรงออกทางออกตรงที่ขายตั๋วไปเลย จะมีรถบัสที่มี จนท มายืนรอหยิบกระเป๋าเราใส่เข้าไปช่องใต้รถเลย พวกเราก็เดินขึ้นไปบนรถชิวๆ อ้อ เรื่องตำแหน่งที่นั่งที่จองตอนซื้อนั้น... ไม่รู้ทำไมให้เราเลือก เพราะตอนเราขึ้นไปก็ดันมีใครนั่งไม่รู้ เราก็ต้องเสียบนั่งตรงไหนก็ได้ที่ว่างๆ ซึ่งเหมือนคนอื่นๆ ก็ทำแบบเดียวกัน
ทันทีที่รถออก ผมก็คิดในใจด้วยความตื่นเต้น.... กำลังจะได้เข้าเมืองแล้ว....
ดึ๋ง! ดึ่ง!
คือ.... รถตกหลุมบ้าง ถนนไม่เรียบ นูนออกมาจนผมนี่ตัวแทบกระโดดจากที่นั่งเลย
เอิ่ม.... ถนนไปสุวรรณภูมิบ้านเรายังเรียบกว่าถนนบ้านพี่อีกมั้ง ..... = = v
แต่ที่แน่ๆ วิวข้างทางเป็นอะไรที่ผมตื่นตามาก เพราะ "สีเขียวเต็มไปหมด" คือมองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว จนไม่เหมือนเข้าเมืองหลวงเลย
รถจะมาส่งเราตรงสถานี KL Sentral ที่จะอารมณ์แบบจุดศูนย์กลางของรถไฟสายต่างๆ ของในเมือง พวกผมก็เดินขึ้นไปข้างบน ตามทางที่พวกผมไปเลย คือจะต้องไปรถไฟโมโนเรลครับ
ขึ้นมาแล้วเป็นห้างอย่าได้แปลกใจนะครับ เพราะมันติดกับห้างนั่นเอง
ทีนี้ก็ได้เวลาจ่ายตั๋วครับ คล้ายๆ กับ MRT บ้านเราที่เป็นระบบสัมผัส แต่ครั้งแรกของพวกเราที่ซื้อตั๋วรถไฟนั้น กลับไม่รู้ว่ามันไม่รับแบงค์ใหญ่ พอดีมีคนมาเลเซียมาเห็น เลยออกเงินให้เราฟรีๆ สำหรับซื้อตั๋ว ตอนนั้นนี่โค้งแล้วโค้งอีก เป็นความประทับใจแรกของความมีนํ้าใจของคนมาเลเซียเลย
รถไฟโมโนเรลก็คล้ายๆ กับ BTS บ้านเรา แต่เคลื่อนที่ได้ช้า และความห่างของแต่ละสถานีจะไม่ยาวนัก แต่ราคามันก็ดันถูกแบบเดียวกันกับ MRT บ้านเราเลย
ที่พักของพวกผมนั้นคือ 33 STAR HOTEL .... บอกตรงๆ กันตรงนี้เลยครับว่า "อย่าเลือกที่นี่" ด้วยเหตุผลว่า
1. ระยะทางจากสถานีรถไฟโมโนเรลไปยังที่พัก เดินข้ามถนน และต้องเข้าไปในซอย ใช้เวลาเดิน 10 - 15 นาที
2. เป็นตึกแถวเล็กๆ แต่ข้างหน้าดัน.... กำลังก่อสร้าง ?
3. ชั้นสองเป็นศูนย์อาหาร แต่กลิ่นบุหรี่โคตรฟุ้ง ผมเริ่มเห็นลางหายนะก็ตอนนั้น แต่ผมก็พยายามไม่คิดอะไร
4.โรงแรมอยู่ชั้น 3 พอพวกผมบอกว่าผมจอง + จ่ายแล้วในนามแอร์เอเชีย GO "กลับไม่มีรายชื่อผมในฐานะคนจอง" ผมก็คิดในใจ Here แล้วไหมหละ เพราะที่นี่ใช้ระบบ "จด" (แล้วจะมีคอมตั้งข้างหน้าทำไม ?) แต่สุดท้ายเขาก็เขียนชือ่ผมไปเพิ่ม แล้วก็จดรหัสจอง แล้วก็ให้กุญแจมา
ประตูไม่มี!! มีแต่ผ้าม่าน!!
นี่มันโรงแรมม่านรูดเร้ออออออออออ!!
เพื่อนผมที่เป็นรุ่นน้องนี่ หน้าแบบว่าเขาประหลาดใจมาก เขาบอกเลยว่า "แบบนี้ใครขรี้ที กลิ่นไม่ฟุ้งกระจายทั้งห้องเลยเรอะ"
นี่มันสถานที่ฆาตกรรมด้วยการรมแก๊สชัดๆ เลยสิแบบนี้ ?
แต่ก็นะ พวกผมมากันแบบคนจน เพื่อนผมที่มาด้วยเงินก็ไมได้พกมาเยอะ ก็จะบ่นอะไรไม่ได้
อาหารมื้อแรกของมาเลเซีย ผมไปกินข้าวราดแกงบ้านเรา ซึ่งแปลกดีเหมือนกัน เพราะเขาจะให้เราตักเอง แล้วตักเท่าไหร่ก็ได้ด้วย
อ้อนิดนึง ผมเป็นเก๊าครับ ถึงอาการจะไม่ออก แต่ผมก็จะไม่เสี่ยงกินไก่ (คงนึกภาพออกนะครับว่า ผมกำลังเดินทางอยู่ในประเทศที่มีไก่ a lots) ดังนั้น ผมจึงได้กินแต่ปลาซะส่วนใหญ่
บันทึก 3 +1 หายนะสั้นๆ เดินทางกัวลาลัมเปอร์ 4 วัน 3 คืน กับ 3 หนุ่ม ซิงๆ
ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่เน้นเที่ยวแบบ 100 % เพราะผมไปเยี่ยมเพื่อนผมที่มาเลเซีย เขาได้จัดงานอีเวนเล็กๆ ซึ่งมีคนเข้างาน 40 - 60 คน แต่กลับมีเรื่องให้เล่าเยอะเพราะกลับเจอเหตุการณ์อะไรไม่คาดคิดเยอะเหมือนกัน เลยเหมือนเป็นคำแนะนำสำหรับคนไหนที่วางแผนจะไปกัวลาลัมเปอร์ไปในตัวนะครับ
ก่อนอื่นเลย ก่อนทริปไปกัวลาลัมเปอร์เนี่ย พวกผมวางแผนไป 3 คน (รวมผมด้วย) ครับ โดยตอนแรกๆ จะใช้โปรแอร์เอเชียที่ราคาถูกๆ โดยผมให้เพื่อนผมที่เขาขอไปด้วยเลือกที่พักล่วงหน้า ที่ผมให้เขาเลือก เพราะเห็นว่าเขาเคยไปญี่ปุ่นมา และเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียด (คือเนิร์ดสายวิทย์) และผมบอกเลยว่าเน้นถูกๆ เพราะตอนช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมไปญี่ปุ่นเพื่อไปทำงาน + เที่ยว + เปย์ของ ดังนั้นช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผมไปกัวลาลัมเปอร์นั้นผมจะมีงบไม่เยอะ เลยต้องเอาที่พักถูกๆ ซึ่งผมบอกทั้งสองคนแล้วว่าผมมันพวกซุกหัวนอน นอนที่ไหนก็ได้ที่มันนอนสบาย (ผมมันสายชอป เน้นกินถูก แต่เอาเงินเปย์ของชอป)
แต่จริงๆ น่าเสียดายตรงที่ว่าตอนช่วงที่โปรโมชั่นออกนั้น เพื่อนผมลังเลว่าจะไปหรือไม่ไปดี ซึ่งก็แบบที่ทุกท่านคิดนะแหละครับ ตอนช่วงที่โปรโมชั่นออกนั้น ถ้ามัวแต่ลังเล ราคาจะดีดขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด พวกผมได้ในราคาไม่ถูกมาก (คือมันถูกแหละ แต่มันควรจะได้ถูกกว่านี้ 2 พันบาท) ทั้งๆ ที่ผมเตือนล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าราคาออกแล้วโอเคกัน จะจ่ายเลย (เพราะผมต้องรอเพื่อนโอนเงินมาให้) ซึ่งเพราะความลังเล เลยทำให้ได้ราคาไม่ถูกมาก
(ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสายเที่ยวแบบราคาประหยัด แต่ผมเคยคว้าตั๋วไปกลับสิงคโปร์พร้อมที่พักได้ในราคาแค่ 3 พันบาท ไป 4 คืนด้วยครับ)
แต่แน่นอนว่าเรื่องที่คาดไม่ถึง เรื่องที่เพื่อนผมลังเลกันจนราคาขึ้นนั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่เรื่องที่ผมเจอตอนไปกัวลาลัมเปอร์นั้นกลับเป็นเรื่องที่อยากจะเอามาแชร์กันครับ
เริ่มต้นเดินทาง
บอกตรงๆ เลยครับว่าส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เคยคิดอยากจะไปกัวลาลัมเปอร์หรือมาเลเซียมาก่อน ถ้าผมจะไป ผมอยากไปสิงคโปร์ , ญี่ปุ่น หรือเกาหลีมากกว่า (แต่ก็นั่นแหละ ผมมันคนจน เลยไมได้ไปบ่อยๆ) ผมรู้แค่ว่า มาเลเซียธรรมชาติสวยกว่าบ้านเรา และมีกีฬาสีแดง-เหลืองไม่ต่างจากเรา แต่ที่ผมไปก็อย่างที่บอกก็คือ เพื่อนผมเขาจัดงานอีเวน ผมเลยไปเยี่ยมเขาและชมงานเขาไปในตัว ดังนั้น ทริปนี้จึงเน้นอยู่แค่ที่จัดงานเท่านั้น ไม่ได้ออกไปไหนไกลเลย
พวกผมเริ่มต้นเดินทางโดยขึ้นสายการบินแอร์เอเชีย สายการบินยอดนิยมที่ตบสายการบินอื่นด้วยโปรราคาถูกจนเจ๊เกียวต้องร้อง โดยเครื่องออกตอน 8 โมง พวกผมจึงเดินทางมาสนามบินกันตอน 6 โมงเช้า (ตามธรรมเนียมที่ต้องมาถึงสนามบินก่อน 2 - 3 ชั่วโมง) ซึ้งเมื่อผมเจอเพื่อน...
คนนึง ใส่ชุดแบบไปเที่ยว มีเป๋าเป้ รองเท้าผ้าใบ ก็ปกติ
แต่อีกคน.... กางเกงขายาวและเสื้อสีเดียวกันแบบชุดนอน (อารมณ์ชุดอยู่บ้าน) กระเป๋าลากไปเล็กๆ และ... รองเท้าแตะ (คืออารมณ์เหมือนไม่ใช่คนไปเที่ยว แต่เหมือนคนจะออกไปซื้อของ 7-11 ใกล้บ้าน)
เมื่อถาม ไหงแต่งตัวแบบนั้น เขาบอก กัวลาลัมเปอร์ก็ไม่ต่างจากกรุงเทพไม่ใช่เหรอ ? เลยจะไปแบบสบายๆ....
เอิ่ม.... สบายไปมั้งผมว่า
อารมณ์เมื่อผมเดินทางมาถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ก็ให้อารมณ์คล้ายกับบ้านเราไม่มีผิด คือภาพวิวทิวทัศน์ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย แต่รู้สึกโล่งๆ สำคัญคือ ตอนเครื่องลง ผมเห็นต้นไม้แบบอื้อหือฟู่ฟ่ามาก อารมณ์สนามบินที่นี่มันน่าจะแบบสุวรรณภูมิบ้านเรา แต่บ้านเราเนี่ยโล่งเตียนซะ....
ตอนช่องผ่าน ตม. (แน่นอนว่าผมไม่ได้ถ่าย) พวกเราจะต้องต่อคิวกันตรงช่อง อาเซียน แต่แถวยาวเฟื้อยมาก บอกได้เลยว่าเตรียมรอผ่านตรวจ 15 - 20 นาทีได้เลย เพราะนานมาก แต่สำคัญที่ผมแปลกใจเล็กน้อยก็คือ ไม่มีใบ ตม. ให้กรอกเข้า (ลองถามคนอื่นๆ ที่มาด้วยกัน เขาก็บอกไมได้) ซึ่งผมก็ค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมไม่มีใบ ตม. ให้เขียน แต่พอถึงตอนตรวจก็ผ่านปกติไม่มีอะไร
หลังจากรับกระเป๋าแล้ว เนื่องจากสนามบินของกัวลาลัมเปอร์ไม่มีรถไฟเข้าเมืองแบบราคาถูก (คือ มีแต่ราคาพิเศษ ครึ่งชั่วโมงเข้าเมือง แต่ต้องเสียคนละ 500 กว่าบาท ซึ่งพวกผมเป็นคนจน เลยไม่เอาทางนั้น) ดังนั้นทางเลือกก็คือ ซื้อตั๋วรถบัสเข้าเมือง ซึ่งตกคนละ 100 บาท ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงหนึ่ง
เมื่อถึงเวลาแล้ว ก็ตรงออกทางออกตรงที่ขายตั๋วไปเลย จะมีรถบัสที่มี จนท มายืนรอหยิบกระเป๋าเราใส่เข้าไปช่องใต้รถเลย พวกเราก็เดินขึ้นไปบนรถชิวๆ อ้อ เรื่องตำแหน่งที่นั่งที่จองตอนซื้อนั้น... ไม่รู้ทำไมให้เราเลือก เพราะตอนเราขึ้นไปก็ดันมีใครนั่งไม่รู้ เราก็ต้องเสียบนั่งตรงไหนก็ได้ที่ว่างๆ ซึ่งเหมือนคนอื่นๆ ก็ทำแบบเดียวกัน
ทันทีที่รถออก ผมก็คิดในใจด้วยความตื่นเต้น.... กำลังจะได้เข้าเมืองแล้ว....
ดึ๋ง! ดึ่ง!
คือ.... รถตกหลุมบ้าง ถนนไม่เรียบ นูนออกมาจนผมนี่ตัวแทบกระโดดจากที่นั่งเลย
เอิ่ม.... ถนนไปสุวรรณภูมิบ้านเรายังเรียบกว่าถนนบ้านพี่อีกมั้ง ..... = = v
แต่ที่แน่ๆ วิวข้างทางเป็นอะไรที่ผมตื่นตามาก เพราะ "สีเขียวเต็มไปหมด" คือมองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว จนไม่เหมือนเข้าเมืองหลวงเลย
รถจะมาส่งเราตรงสถานี KL Sentral ที่จะอารมณ์แบบจุดศูนย์กลางของรถไฟสายต่างๆ ของในเมือง พวกผมก็เดินขึ้นไปข้างบน ตามทางที่พวกผมไปเลย คือจะต้องไปรถไฟโมโนเรลครับ
ขึ้นมาแล้วเป็นห้างอย่าได้แปลกใจนะครับ เพราะมันติดกับห้างนั่นเอง
ทีนี้ก็ได้เวลาจ่ายตั๋วครับ คล้ายๆ กับ MRT บ้านเราที่เป็นระบบสัมผัส แต่ครั้งแรกของพวกเราที่ซื้อตั๋วรถไฟนั้น กลับไม่รู้ว่ามันไม่รับแบงค์ใหญ่ พอดีมีคนมาเลเซียมาเห็น เลยออกเงินให้เราฟรีๆ สำหรับซื้อตั๋ว ตอนนั้นนี่โค้งแล้วโค้งอีก เป็นความประทับใจแรกของความมีนํ้าใจของคนมาเลเซียเลย
รถไฟโมโนเรลก็คล้ายๆ กับ BTS บ้านเรา แต่เคลื่อนที่ได้ช้า และความห่างของแต่ละสถานีจะไม่ยาวนัก แต่ราคามันก็ดันถูกแบบเดียวกันกับ MRT บ้านเราเลย
ที่พักของพวกผมนั้นคือ 33 STAR HOTEL .... บอกตรงๆ กันตรงนี้เลยครับว่า "อย่าเลือกที่นี่" ด้วยเหตุผลว่า
1. ระยะทางจากสถานีรถไฟโมโนเรลไปยังที่พัก เดินข้ามถนน และต้องเข้าไปในซอย ใช้เวลาเดิน 10 - 15 นาที
2. เป็นตึกแถวเล็กๆ แต่ข้างหน้าดัน.... กำลังก่อสร้าง ?
3. ชั้นสองเป็นศูนย์อาหาร แต่กลิ่นบุหรี่โคตรฟุ้ง ผมเริ่มเห็นลางหายนะก็ตอนนั้น แต่ผมก็พยายามไม่คิดอะไร
4.โรงแรมอยู่ชั้น 3 พอพวกผมบอกว่าผมจอง + จ่ายแล้วในนามแอร์เอเชีย GO "กลับไม่มีรายชื่อผมในฐานะคนจอง" ผมก็คิดในใจ Here แล้วไหมหละ เพราะที่นี่ใช้ระบบ "จด" (แล้วจะมีคอมตั้งข้างหน้าทำไม ?) แต่สุดท้ายเขาก็เขียนชือ่ผมไปเพิ่ม แล้วก็จดรหัสจอง แล้วก็ให้กุญแจมา
ประตูไม่มี!! มีแต่ผ้าม่าน!!
นี่มันโรงแรมม่านรูดเร้ออออออออออ!!
เพื่อนผมที่เป็นรุ่นน้องนี่ หน้าแบบว่าเขาประหลาดใจมาก เขาบอกเลยว่า "แบบนี้ใครขรี้ที กลิ่นไม่ฟุ้งกระจายทั้งห้องเลยเรอะ"
นี่มันสถานที่ฆาตกรรมด้วยการรมแก๊สชัดๆ เลยสิแบบนี้ ?
แต่ก็นะ พวกผมมากันแบบคนจน เพื่อนผมที่มาด้วยเงินก็ไมได้พกมาเยอะ ก็จะบ่นอะไรไม่ได้
อาหารมื้อแรกของมาเลเซีย ผมไปกินข้าวราดแกงบ้านเรา ซึ่งแปลกดีเหมือนกัน เพราะเขาจะให้เราตักเอง แล้วตักเท่าไหร่ก็ได้ด้วย
อ้อนิดนึง ผมเป็นเก๊าครับ ถึงอาการจะไม่ออก แต่ผมก็จะไม่เสี่ยงกินไก่ (คงนึกภาพออกนะครับว่า ผมกำลังเดินทางอยู่ในประเทศที่มีไก่ a lots) ดังนั้น ผมจึงได้กินแต่ปลาซะส่วนใหญ่