แฟนฟิก SOTUS พี่อาทิตย์ + ก้องภพ - เพียงฝนพรำ -

ตอนก่อนหน้า ลอยกระทง http://pantip.com/topic/35788561

ฝน

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก !

          เสียงเคาะประตูสามครั้งทำให้ก้องภพซึ่งกำลังจ่อสมาธิอยู่กับงานจำต้องละจากโน้ตบุ๊ก เดินไปเปิดประตู พอเห็นว่าคนเรียกเป็นใครเขาก็ส่งยิ้มให้

          “อ้าวแม่! มีอะไรหรือครับ”

          ก้องภพถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางเบี่ยงตัวเพื่อให้มารดาเดินเข้าไปนั่งในห้อง แต่อีกฝ่ายกลับสอดตามองลอดช่องว่างไปยังโต๊ะทำงาน พอเห็นกองเอกสารกับโน้ตบุ๊กที่ยังคงเปิดค้างไว้ นางก็สั่นศีรษะ

          “ยังทำงานอยู่อีกหรือ นี่มันจะตีหนึ่งแล้ว เอาไว้ทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้นี่ลูก”

          มารดาเตือนด้วยความเป็นห่วง เพราะก้องภพตั้งหน้าทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำนับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาช่วยกิจการของครอบครัว ยิ่งระยะหลังสุขภาพของบิดาไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนพี่สาวคนโตที่เคยแบ่งเบาภาระก็วุ่นวายกับลูกสองคนแถมพี่เขยยังมีโครงการเปิดร้านอาหารย่านธุรกิจ ทำให้ไม่มีเวลามาช่วย ภาระส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับพี่สาวคนรองที่ยังครองตัวเป็นโสด ช่วงที่ก้องภพยังอยู่มหาวิทยาลัย ทุกอย่างก็ยังไม่มีปัญหาอะไรแต่ตอนที่กำลังเรียนอยู่ปีสาม เกิดความผันแปรทางเศรษฐกิจทำให้โรงงานโรงงานพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย พอเรียนจบก้องภพจึงใช้ความรู้ที่เรียนมาผนวกกับไหวพริบปัญญา เขาก็สามารถ ประคับประคองกิจการของครอบครัวจนผ่านพ้นวิกฤตมาได้ ถึงแม้รายได้จะกลับมามั่นคงเหมือนแต่ก่อน ก้องภพก็ไม่เคยนอนใจ เขายังคงทำงานหนัก บางครั้งกว่าจะเข้านอนก็ตีสามหรือตีสี่ของอีกวันไม่ก็หลับไปทั้งที่นิ้วยังคาอยู่บนแป้นพิมพ์

          “ผมอยากทำให้เสร็จวันนี้ไปเลยครับ พรุ่งนี้เราจะได้เตรียมรับมือกับงานตัวใหม่”

          ก้องภพให้เหตุผล ผู้เป็นแม่มุ่นคิ้วด้วยความสงสัย

          “งานใหม่?” เธอทวนคำ “ก้องรับออร์เดอร์อะไรมาอีก”

          ก้องภพส่งยิ้มให้แต่ไม่ยอมตอบ เขาลดตาลงมองแก้วมัคที่อยู่ในมือของคุณแม่ ไอร้อนกับกลิ่นหอมหวานที่ลอยมากระทบจมูกทำให้เดาได้ว่ามันคืออะไร

          นมชมพู

          “แม่เอาอะไรมาให้ก้องเหรอครับ” ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่ก็อดถามไม่ได้ สำหรับใครบางคนมันอาจจะฟังดูไร้สาระ แต่สำหรับก้องภพแล้วคำพูดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเหมือนเป็นคำขอบคุณในน้ำใจของผู้ให้ โดยเฉพาะแม่ที่อุตส่าห์ลุกขึ้นมาจากที่นอนเพื่อดูเขาด้วยความเป็นห่วง ซ้ำยังทำเครื่องดื่มร้อนๆ มาให้ด้วย

          ความใจดีของมารดาทำให้ก้องภพหวนนึกถึงใครบางคนขึ้นมาไม่ได้ ถ้าหากอยู่ด้วย เขาก็คงทำแบบนี้เหมือนกัน

          “นมชมพูของโปรดลูกไง” มารดาของเขาตอบพร้อมกับส่งแก้วเครื่องดื่มให้ก้องภพ “ทีแรกก็ว่าจะชงใส่น้ำแข็งเหมือนอย่างเคย แต่มาคิดอีกที กินของเย็นๆ ตอนดึกท้องไส้พาลจะเสียเอา แม่เลยลองลดน้ำแดงลงหน่อย เพิ่มนมสดลงไปอีกนิดแล้วอุ่นไม่โครเวฟ น่าจะอร่อยเหมือนกันนะ”

          ก้องภพยกแก้วขึ้นดื่ม รสสัมผัสนุ่มละมุนของนมที่เจือความหวานน้อยๆ ของน้ำแดงช่างกลมกล่อมเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งมีความอุ่นเพิ่มขึ้นมาด้วยแล้ว ทำให้นึกถึงผิวกายของใครบางคน  ความคิดถึงตีตื้นขึ้นมาจนแน่นอกก้องภพจึงดื่มเข้าไปอีกอึกใหญ่และอมยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงหน้าของคนที่อยู่ไกล

          “เป็นไงลูก พอจะกินได้หรือเปล่า” คุณแม่ของเขาเอ่ยถามด้วยความกังวลน้อยๆ เมื่อเห็นลูกชายยืนนิ่ง ก้องภพส่งยิ้มให้ก่อนตอบ

          “อร่อยมากเลยครับ” ความหมายสำหรับมารดาคือนมชมพูแต่ใจกลับคิดไปไกลมากกว่านั้น ความหวานจากหัวใจอันแสนอบอุ่น ที่เขาสามารถลิ้มรสได้อย่างไม่มีวันรู้เบื่อ

          “แม่ดีใจที่ลูกชอบ” เสียงคุณแม่ดังสอดคล้องความคิด พอเห็นคนเป็นลูกส่งยิ้มให้ เธอจึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าหล่อเหลาอย่างเป็นห่วง “ดื่มหมดแล้วจะทำงานต่อก็ตามใจ แต่ต้องสัญญากับแม่ก่อนนะว่าก้องจะนอนก่อนตีสอง”

          “ครับ” ก้องภพเอ่ยรับคำและก้มหน้าลงหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่ “ราตรีสวัสดิ์ครับแม่”

          คนเป็นแม่ยิ้มรับก่อนส่งสายตาไปยังกองงานบนโต๊ะและเลื่อนกลับมาจ้องหน้าก้องภพเหมือนเตือนซ้ำว่า รีบเคลียร์ให้เสร็จแล้วเข้านอน จากนั้นเธอจึงออกจากห้องปล่อยให้ลูกชายนั่งทำงานต่อไป

          พอได้อยู่ตามลำพัง ก้องภพกลับไปนั่งเพื่อทำงานต่อ แต่กลิ่นหอมของนมชมพูกับความหวานที่ยังคงกระจายอยู่ในปาก เรียกร้องให้เขาต้องหยิบถ้วยขึ้นมา แทนที่จะดื่มก้องภพกลับนั่งนิ่ง จ้องสิ่งที่อยู่ภายในแก้ว ใจกระหวัดนึกถึงอดีตเฮดว้ากที่อยู่ห่างออกไป ตาชำเลืองไปยังนาฬิกา พอเห็นว่าเป็นเวลาตีหนึ่งกว่า เขาก็ถอนใจ

          ป่านนี้พี่อาทิตย์คงนอนแล้ว

          คิดพลางยกนมขึ้นดื่มจนหมดถ้วย จากนั้นจึงลงมือทำงานต่อจนเสร็จ พอปิดโน้ตบุ๊กก้องภพก็เหยียดแขนบิดตัวไปมาเพื่อให้คลายความเมื่อยล้า เสร็จแล้วจึงคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ อ้อยอิ่งอยู่กับน้ำอุ่นจัดที่ไหลพร่างพรูจากฝักบัวเพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย พอร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นเขาจึงใช้ผ้าเช็ดตัวซับน้ำจนแห้งก่อนก้าวออกจากห้อง เปิดตู้เสื้อผ้าหยิบกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดออกมา ตอนกำลังสวมพลันเกิดแสงไฟปะทุวาบ ไม่กี่อึดใจก็มีเสียงฟ้าผ่าลั่นเปรี้ยงติดกันสองครั้งซ้อน กลิ่นชื้นที่ลอยมากับลมเป็นสัญญาณบอกว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า แต่ก้องภพไม่แปลกใจอะไรมากนักเพราะฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมมาแล้วว่าจะมีฝนหลงฤดูในช่วงนี้

          พอแต่งตัวเสร็จก้องภพเดินตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าทั้งโน้ตบุ๊ก สวิทซ์ไฟปิดหมดแล้วเขาจึงเอนตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม นอนคิดอะไรไปเรื่อยจนกระทั่งฝนลงเม็ด  

          ไอเย็นวูบแรกพัดเข้ามาทางหน้าต่างนำละอองฝนเย็นฉ่ำมากระทบกับใบหน้า แทนที่จะลุกก้องภพกลับนอนนิ่ง ตามองหยาดพิรุณที่กำลังโปรยปรายลงมา ใจหวนนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่สร้างความประทับใจให้กับเขาอย่างไม่มีวันลืม

          วันนั้น วันที่พี่อาทิตย์แสดงสปิริตของเฮดว้าก ด้วยการวิ่งรอบสนาม 54 รอบตามคำสั่งของรุ่นพี่ปีสี่ ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก แม้ร่างกายจะเปียกปอนและอยู่ในสภาพอิดโรย พี่อาทิตย์ก็ยังไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น ตอนนั้นเขายอมรับว่าเป็นห่วงเฮดว้ากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด และนึกน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจถึงความรู้สึก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการหิ้วโจ๊กกับนมเย็นไปส่งคนป่วยถึงห้อง ได้สัมผัสถึงความเป็นอยู่ของพี่อาทิตย์อย่างที่ไม่มีใครคนไหนมีโอกาสได้รับรู้ ได้แกล้ง ได้หยอกเย้า ได้แตะต้อง แม้จะโดนดุ แต่ทุกคำพูดที่หลุดออกจากปากของเฮดว้ากคนดี ยิ่งทำให้ความรักผลิบานมากขึ้นเป็นทวีคูณ

          เขารักพี่อาทิตย์

          ก้องภพไม่รู้หรอกว่าอัตราส่วนของการวัดปริมาณความรักนั้นมีค่ามากเท่าไหร่ แต่เขาแน่ใจว่าความรู้สึกที่มีต่อพี่อาทิตย์นั้นมากมายเกินกว่าที่ตาชั่งทุกชนิดในโลกจะแสดงตัวเลขออกมาได้ ก้องงภพไม่สนใจว่าอนาคตระหว่างเขากับพี่อาทิตย์จะลงเอยในรูปแบบใด แค่วันนี้ เวลานี้ เขาทั้งสองมีความคิดถึงต่อกันอยู่ทุกลมหายใจ เท่านั้นก็พอ

          ลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่างกระทบใบหน้า แม้จะมีละอองน้ำอยู่บ้างแต่ก้องภพไม่ได้ใส่ใจกับมันนัก เพราะตอนนี้ในหัวของเขาเฝ้าคำนึงถึงคนบางคน ฝนแรงแบบนี้พี่อาทิตย์จะรู้สึกตัวหรือเปล่า เขาตั้งคำถามกับตัวเองพลางทอดสายตามองกระจกที่มีหยาดน้ำฝนมากระทบดังกราว พี่อาทิตย์ชอบซักผ้าตอนกลางคืน ป่านนี้คงเปียกหมดแล้ว

          ความทรงจำตอนเป็นนักศึกษาหวนกลับเข้ามาในความคิด หลายครั้งที่เวลาฝนตก เขาต้องโทร.ไปเตือนให้พี่อาทิตย์เก็บผ้า และเผลอหัวเราะกับความลุกลี้ลุกลนที่แสนจะน่ารักก่อนถูกเจ้าตัวงอนจนต้องคอยตามง้ออยู่หลายวัน นึกถึงตอนทีแล้วก้องภพก็เผลอยิ้มออกมา ตามองไปทางมือถือที่วางไว้หัวเตียง ถ้าเขาโทร.ไปตอนนี้พี่อาทิตย์คงตื่นขึ้นมารับแน่ แต่จะโกรธหรือเปล่าที่โดนปลุกกลางดึก มันก็ใช่ที่เวลานี้เขาอยากได้ยินเสียงขรึมดุใจแทบขาด แต่ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าโทร.ไปมีหวังอีกฝ่ายคงโกรธไม่ยอมพูดด้วยไปอีกหลายวัน

          ก้องภพระบายลมหายใจเบาๆ กับความคิดนั้นก่อนเบนสายตาไปยังเม็ดฝนที่สะท้อนกับแสงไฟจนเป็นประกายระยิบระยับ อากาศที่เริ่มเย็นลงทำให้เขาต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมเอาไว้ครึ่งตัว ตาจ้องหยาดพิรุณที่กำลังต้องแสงไฟ มันช่างสวยเหมือนกับแสงเทียนที่กำลังกะพริบพราวบนสายน้ำในคืนวันลอยกระทง

          วันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว แต่ก้องภพกลับไม่รู้สึกถึงมันเลยสักนิด เพราะมีไออุ่นอยู่แนบข้าง หากเป็นไปได้เขาอยากย้อนเวลากลับไปในคืนวันลอยกระทงอีกครั้ง ดื่มด่ำกับความหวานของนมเย็น เคล้าเคลียเรือนกายแน่นกระชับซึ่งแม้พี่อาทิตย์จะพยายามขัดขืน แต่พอโดนลูกตื้อหนักเข้าสุดท้ายก็ยอมใจอ่อนปล่อยให้เขาซุกไซ้ ลิ้มรสความอุ่นของร่างกายได้ตามสบาย

          สัมผัสนุ่มของผิวเนื้อยังคงติดอยู่บนปลายนิ้ว ก้องภพกำมือของตัวเองเอาไว้หลวมๆ ก่อนยกขึ้นมากดไว้กับอก ตาชำเลืองไปยังมือถืออีกครั้ง ความคิดถึงที่อัดแน่นจนล้นปรี่เต็มทรวงร้องบอกให้ก้องภพหยิบมันขึ้นมา แต่ความเกรงใจทำให้เขาจำต้องระงับความต้องการนั้นเอาไว้

          ความคิดสองด้านต่อสู้กันเองอยู่ภายในใจ ก้องภพจึงจำต้องละสายตาจากโทรศัพท์เบนไปยังเพดานห้อง จ้องโคมไฟเขม็งเหมือนมันสามารถหยุดความปั่นป่วนเหล่านั้นได้ หลังจากเพ่งนิ่งอยู่แบบนั้นราวหนึ่งนาที ใจของเขาก็เริ่มสงบลง เหลือแค่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

          เขาคิดถึงพี่อาทิตย์

          ....

          ....

          เปรี้ยง !

          เสียงฟ้าผ่าดังกัมปนาทกึกก้องทำให้คนที่กำลังนั่งทำงานถึงกับสะดุ้ง อาทิตย์มุ่นคิ้วอย่างหงุดหงิดก่อนหันไปทางหน้าต่าง มองแสงที่กำลังส่องวาบอยู่ในก้อนเมฆเหมือนมีแฟลชอยู่ข้างในและถอนใจออกมา

          บ้าจริง! เขาสบถในใจเพราะดันเผลอตกใจไปกับเสียง ก่อนเบนหน้ากลับมายังโน้ตบุ๊กเพื่อทำงานต่อ ยังไม่ทันสัมผัสแป้นพิมพ์ ไฟทั้งห้องก็พร้อมใจกันดับพึ่บลง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันทำให้อาทิตย์ถึงกับร้องออกมาดังๆ ด้วยความโมโห

          “โธ่เว้ย!”

          เขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเพราะเหลืออีกนิดเดียวงานก็จะเสร็จแล้วแท้ๆ ใจอยากโทร.ไปการไฟฟ้าเพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่พอนึกได้ว่าทำแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร เลยเปลี่ยนใจหันกลับมาที่งานของตัวเอง โชคดีที่โน้ตบุ๊กมีตัวสำรองไฟไว้จึงยังไม่ดับในทันที อาทิตย์รีบกดเซฟส่วนที่ทำค้างเอาไว้โดยตั้งใจว่าไฟมาเมื่อไหร่ค่อยทำต่อ แต่หลังจากนั่งรอไปได้ครึ่งชั่วโมงห้องพัก ไม่สิ ทั้งตึกรวมทั้งบริเวณข้างเคียงก็ยังคงตกอยู่ในความมืด อาทิตย์จึงถอดใจยัดโน้ตบุ๊กลงกระเป๋า คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ ยังไม่ทันเปิดฝักบัวฝนก็ตกซู่ลงมา คนกำลังจะอาบน้ำจึงบ่นเบาๆ

          “อะไรวะ จะเข้าหนาวแล้วยังมีฝนอีกหรือเนี่ย”

          เขาเปิดฝักบัวปล่อยให้หยดน้ำเล็กๆ ไหลผ่านร่างกายที่ยังคงเฟิร์มแน่นไม่ต่างไปจากตอนเป็นนักศึกษา ถึงงานจะยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ อาทิตย์ก็ไม่เคยปล่อยให้ร่างกายของตัวเองเป็นแหล่งสะสมไขมัน วันหยุดที่ไม่ต้องทำงานพิเศษ เขามักไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ บางทีแอบตีเนียนเข้าไปเล่นบาสกับวัยรุ่น อาศัยใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยเลยไม่ค่อยมีใครซักถามอะไรมาก

          เสียงฟ้าคำรามอีกครั้ง คราวนี้ดังจนกระจกหน้าต่างสะเทือน อาทิตย์ซึ่งกำลังสวมชุดนอนชะงักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก พอใส่เสื้อผ้าเสร็จเขาก็ฉวยผ้าเช็ดตัวไปพาดไว้ที่เก้าอี้ ตอนนั้นเองที่นึกได้ว่าวันนี้เขาซักผ้าตากไว้ที่ระเบียง

          “shipหายแล้ว!”

          อุทานออกมาก่อนวิ่งไปที่ระเบียงเพียงเพื่อพบว่าเสื้อผ้าทุกตัวเปียกน้ำฝนจนชุ่ม ทำให้คนเห็นต้องถอนหายใจ เก็บเข้ามาตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์ อาทิตย์จึงจำต้องหมุนตัวเดินคอตกกลับเข้าข้างใน และหวนนึกถึงเหตุการณ์เดียวกันนี้ขึ้นมาแวบหนึ่ง

          ถ้าก้องภพอยู่คงเตือนเขาเรื่องเก็บผ้าตั้งแต่ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่