วิกฤติราคาข้าว ปลาเล็กสู้ปลาใหญ่ ......."ไทยรัฐออนไลน์.../sao..เหลือ..noi

กระทู้คำถาม
......สถานการณ์ปีนี้ซัพพลาย “ข้าวหอมมะลิ” น่าจะมีมากผิดปกติจาก 3 แหล่ง...
แหล่งแรก ปริมาณผลผลิตที่กำลังจะเริ่มเก็บเกี่ยวในขณะนี้จนถึงเดือนธันวาคม
มีมากกว่าปีก่อนค่อนข้างมาก เพราะปีฝนในภาคอีสานดีมาก ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น
แต่ปัญหา...ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเราจะมีผลผลิตจำนวนเท่าไร แม้จะมีตัวเลขการ
พยากรณ์ผลผลิตของกระทรวงเกษตรฯ แต่พ่อค้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อถือตัวเลขเหล่านั้น...
พอถึงช่วงข้าวออกรวงก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน พ่อค้าส่งออกก็จะออกสำรวจ
พื้นที่ โดยการสอบถามจากโรงสีและพ่อค้าในท้องถิ่น

แน่นอนว่า “พ่อค้า” แต่ละคนประมาณการไม่เท่ากัน ผู้ที่มีข้อมูลดีที่สุดมักเป็น
ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่คนที่มีเครือข่ายกว้างขวาง

แหล่งที่สอง...ก็สำคัญ ข้าวเปลือกที่ค้างอยู่ในสต๊อกของโรงสี พ่อค้าส่งออกและพ่อค้า
บางรายที่ได้เงินอุดหนุนดอกเบี้ยในการซื้อข้าวเปลือกเข้าเก็บในสต๊อกตั้งแต่ต้นปี 2559

คงยังพอจะจำกันได้ไหมตอนต้นปี 2559 เรามีปัญหาฝนแล้งจากภาวะเอลนินโญ พ่อค้า
และโรงสีต่างก็คาดว่าราคาข้าวหอมมะลิจะต้องถีบตัวขึ้นสูง จึงพากันกักตุนข้าวไว้ในสต๊อก
มิหนำซ้ำยังมาวิ่งเต้นขอร้องให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยอุดหนุนภาระดอกเบี้ย 3%

โดยสัญญาจะซื้อข้าวเปลือกในราคา 14,000 บาท...ปริมาณการสต๊อกข้าวเปลือกใน
โครงการสูงถึง 3.35 ล้านตัน แต่หลังจากนั้นราคาข้าวหอมมะลิก็ลดลงตลอด เพราะ
เอลนินโญคลี่คลายในกลางกรกฎาคม...ฝนในอีสานค่อนข้างดี การคาดคะเนปริมาณ
ผลผลิตก็เปลี่ยนไป

“คนที่สต๊อกข้าวไว้จึงขาดทุน...พ่อค้าจำนวนมากจึงยังไม่ได้ขายข้าวเปลือกจำนวนนี้
ออกไป คาดว่าขณะนี้น่าจะยังมีข้าวเปลือกค้างในสต๊อกทั้งข้าวหอม...ข้าวขาวอีก
ประมาณ 2 ล้านตัน

โรงสีที่ยังไม่ได้ขายข้าวเปลือกดังกล่าวจึงไม่ได้ชำระหนี้ธนาคาร ฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีสภาพคล่อง
ที่จะนำมาซื้อข้าวเปลือกในฤดูใหม่ ทำให้พ่อค้าคิดว่าปีนี้อุปสงค์จะลดลง”

นอกจากนี้ “พ่อค้ารายใหญ่” บางรายก็กำลังประสบปัญหาการเงิน ทำให้ต้องหยุดซื้อข้าว
ดังนั้นปีนี้พ่อค้าที่จะมาแย่งซื้อข้าวตอนเก็บเกี่ยวก็คงจะมีจำนวนน้อยลง

ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้นี่เองเป็นต้นตอของการเก็งกำไรที่ทำให้ราคาข้าวเปลือกดำดิ่งลงเหมือน
กับเวลาราคาหุ้นลดฮวบช่วงขาลงเพราะนักลงทุนตื่นตกใจ สาเหตุที่พ่อค้าข้าวตื่นตกใจเกิด
จากการที่พ่อค้าบางคนที่ออกสำรวจตลาด และพบว่าปีนี้ผลผลิตจะมีมากกว่าปกติ...

บวกกับอาจมีข้อมูลว่ายังมีข้าวเปลือกเก่าในสต๊อกของโรงสีจำนวนมาก พ่อค้าเหล่านี้เริ่มคาดคะเน
ว่าตอนเก็บเกี่ยวข้าว...ราคาน่าจะตกต่ำมาก เช่น คิดว่าราคาจะลดลงเหลือ 550 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน
ก็เลยรีบไปเสนอขายต่างประเทศล่วงหน้า...สมมติว่าเสนอขายในราคา 610 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน
เพราะถ้าราคาตอนเก็บเกี่ยวลดลงต่ำกว่า 610 เหรียญสหรัฐฯ...ขายก็จะมีกำไร

แต่ “ราคาล่วงหน้า” ไม่ใช่ความลับ ดร.นิพนธ์ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีพ่อค้าบางคนที่รู้ว่ามีใคร
บางคนไปขายราคา 610 เหรียญสหรัฐฯ เริ่มตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเริ่มตรวจสอบข้อมูล
“ถ้าได้ข้อมูลว่าผลผลิตจะเพิ่มมากจริงๆ ก็เลยเสนอหั่นราคาขายลง สมมติว่าเหลือ 570 เหรียญสหรัฐฯ...
ข่าวเรื่องการขายราคาต่ำเริ่มแพร่สะพัดในปลายตุลาคม พ่อค้าส่วนใหญ่เริ่มตื่นตระหนกมากขึ้น บางคน
ก็เลยไปขายส่งออกล่วงหน้าในราคา 548 เหรียญสหรัฐฯ...ทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมลดลงเหลือแค่
9,500-10,000 บาทต่อตันตอนสิ้นเดือนตุลาคม”

คนที่เก็งกำไรผิดขาดทุน เราไม่ต้องห่วงเขา แต่ผลการเก็งกำไรแบบตื่นตกใจกลับส่งผลเสียหาย
ต่อ “เกษตรกร” ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวข้าวในเดือนพฤศจิกายน ราคาข้าวที่เขาจะได้รับตกต่ำมาก

“รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงเป็นใยชาวนา แต่เราก็ควรเข้าใจว่าราคาที่ลดลง
นี้เกิดจากผลพวงของการเก็งกำไรของพ่อค้าในตลาด...ลำพังแพะเพียงไม่กี่ตัว ไม่สามารถ
สร้างสถานการณ์นี้ได้”ดร.นิพนธ์ ว่า

“ชาวนา”...ปลาเล็กไม่ต้องฝืนสู้ปลาใหญ่แค่เอาตัวรอดไม่ให้เป็นเหยื่อก็เหนื่อยแล้ว
น้อมนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” พึ่งพาตนเอง ได้อย่างเข้มแข็งยั่งยืน...เป็นทางออกของ
ภาคเกษตรกรรมประเทศไทย.

สาวแว่น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่