เพิ่งเขียนบทความลง Pantip ครั้งแรกครับ หากสนใจบทความเก่าๆ ติดตามได้ที่
https://www.facebook.com/neooakblog
หากจะบอกว่าขณะนี้ผมกำลังมีอาการเลี่ยนญี่ปุ่นก็อาจถูกหมั่นไส้เล็กๆ แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หลังจากไปญี่ปุ่นติดกันมาสองครั้ง ทำให้ผมตั้งปณิธานกับตัวเองว่ารอบนี้จะต้องเป็นที่อื่นบ้าง ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นไม่ดีนะครับ มันดีมาก น่าเที่ยวมาก และยังมีอีกหลายต่อหลายแห่งที่อยากไป เพียงแต่มันอาจถึงเวลาต้องทิ้งระยะห่างให้คิดถึงกันบ้าง เพื่อจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งด้วยความรู้สึกโหยหา (ว่าไปนั่น)
ความจริงผมได้รับโจทย์ให้วางแผนเที่ยวฟินแลนด์มาตั้งแต่ก่อนไปโอกินาวาแล้ว แต่ด้วยจังหวะเวลาที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ต้องพับแผนการไว้ก่อน บอกตามตรงว่าตอนแรกผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟินแลนด์เลย หนังสือนำเที่ยวที่หาเจอก็เป็นพวกข้อมูลทั่วไป หรือบันทึกการเดินทางในแถบสแกนดิเนเวียมากกว่า (ขอบ่นนิดว่าไม่รู้จะแย่งกันทำหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นอะไรนัก เล่นซะเกินครึ่งของประเภทหนังสือท่องเที่ยวแล้ว - -) การวางแผนรอบนี้จึงต้องอาศัยการปะติดปะต่อข้อมูลและศึกษาจากบันทึกการเดินทางของคนอื่นเป็นหลัก ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับความยากขึ้นไปอีกขั้น
เท่าที่ลองหาข้อมูลเบื้องต้น ประเทศแถบสแกนดิเนเวียไม่ได้มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นอลังการแบบพวกประเทศยอดฮิตในยุโรป แต่มีจุดเด่นอยู่ที่ธรรมชาติในแบบภูมิประเทศเขตหนาวซึ่งกินอาณาบริเวณกว่า 70-80% ของพื้นที่ทั้งหมด กอปรกับความหนาแน่นของประชากรที่เบาบางมากๆ ทำให้ดินแดนแถบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเงียบสงบและต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยไฮไลท์ที่ทำให้นักเดินทางจากทั่วโลกดั้นด้นมาที่นี่ คือพระอาทิตย์เที่ยงคืนในฤดูร้อน และแสงเหนือที่ออกมาเริงระบำท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บนั่นเอง
สำหรับพระอาทิตย์เที่ยงคืนนั้น ผมค่อนข้างเฉยๆ เพราะเมื่อจินตนาการถึงภาพดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ สอดรับกับจังหวะพริ้วไหวของแสงเหนือ ท่ามกลางป่าสนเขตหนาวที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแล้ว อย่างหลังดูชวนฝันกว่ากันเยอะ
ปรากฎการณ์แสงเหนือหรือออโรร่าเกิดจากปฏิกริยาระหว่างลมสุริยะกับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งถ้าอ่านลงลึกในรายละเอียดก็จะเจอศัพท์วิทยาศาสตร์และสูตรคำนวณค่าเคพงเคพีเยอะแยะไปหมด แต่สรุปใจความหลักๆ ได้ว่าแสงเหนือไม่จำเป็นต้องเกิดในฤดูหนาวอย่างที่เข้าใจในทีแรก ขอเพียงมีเจ้าปฏิกริยาที่ว่านี้ในคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งและมืดสนิทก็สามารถมองเห็นได้แล้ว แต่เหตุที่คนนิยมไปล่าแสงเหนือกันในฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่มีกลางคืนยาวนานและไม่ค่อยมีเมฆนั่นเอง ที่สำคัญคือเจ้าปรากฏการณ์ที่ว่านี้มันแทบไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้เลย คำว่า “ล่า” จึงนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่ดั้นด้นเดินทางไปเพื่อดูแสงเหนือโดยเฉพาะ
ตอนแรกผมตั้งใจเดินทางไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่เช็คอุณหภูมิแล้วอยู่ที่ -10 ถึง -20 กันเลย ลำพังตัวผมเองคิดว่าน่าจะสู้ไหว แต่ก็ค่อนข้างน่ากล้วไปหน่อยสำหรับสมาชิกที่ไม่เคยผ่านอากาศหนาวขนาดนั้น ไปๆ มาๆ จึงลงเอยที่เดือนตุลาคมที่ยังเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงและอากาศไม่โหดเท่า ซึ่งจากที่เช็คดูก็เป็นช่วงที่มีคนเห็นแสงเหนืออยู่เหมือนกัน ถึงจะโอกาสน้อยกว่าก็ตาม
จากบันทึกการเดินทางของคนอื่นรวมถึงโปรแกรมทัวร์ในแถบสแกนดิเนเวีย ส่วนใหญ่จะเหมารวดเดียวตั้งแต่เดนมาร์ก ไปจนถึงนอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ โดยจะตระเวนไปตามจุดสำคัญๆ ของแต่ละประเทศ กินระยะเวลาประมาณ 10 วัน ขึ้นไป แต่เนื่องจากเวลาเราไม่เยอะขนาดนั้น รวมทั้งไม่อยากตะบี้ตะบันเก็บแหล่งท่องเที่ยวกันจนน่องโป่ง ก็เลยตัดสินใจเที่ยวฟินแลนด์ที่เดียวไปเลย โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ดินแดนทางเหนือใกล้เขตขั้วโลกที่เรียกว่าแลปแลนด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดล่าแสงเหนือขึ้นชื่อแล้ว ยังนับว่าเป็นบ้านเกิดของลุงซานตาคลอสอีกด้วย
แผนการเดินทาง
รอบนี้ผมใช้บริการสายการบินไทยซึ่งไม่มีบินตรงไปฟินแลนด์ มีใกล้สุดแค่เมืองสตอล์กโฮล์ม ประเทศสวีเดน จึงต้องหาเที่ยวบินจากสตอล์กโฮล์มไปโรวาเนียมี่ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแลปแลนด์ ที่เข้าท่าที่สุด (ในช่วงนั้น) คือเที่ยวบินของ Finnair ราคา 6,800 บาท โดยจะออกจากสตอล์กโฮล์มเวลา 8.40 น. แวะต่อเครื่องที่เฮลซิงกิเมืองหลวงของฟินแลนด์ และเดินทางถึงโรวาเนียมี่เวลา 14.00 น. ตอนแรกคิดว่าจะเดินทางต่อกันรวดเดียวเลย เพราะลงจากเครื่องการบินไทยเวลา 7.00 น. ก่อน Finnair ออกตั้งเกือบ 2 ชั่วโมง แต่คิดไปคิดมาไอ้ครั้นจะทำแบบนั้นได้ หมายความว่าทุกอย่างต้องเป๊ะมาก ไม่มีช่องให้ผิดพลาดล่าช้าใดๆ ทั้งสิ้น ก็เลยตัดสินใจอยู่เที่ยวสตอล์กโฮล์มสักวันก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
แหล่งท่องเที่ยวในแลปแลนด์ไม่ได้มีเยอะอะไรนัก เพราะอย่างที่บอกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติ และมีประชากรเบาบางมากๆ แค่ประมาณ 2 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร หลักๆ ก็คือมาชมธรรมชาติ ดูสุนัขลากเลื่อน ดูกวางเรนเดียร์ แวะเที่ยวหมู่บ้านซานตาคลอส ตอนแรกผมก็แอบงงว่ามันมีแค่นี้เองเหรอ แต่คิดๆ ดูแล้วเข้าใจได้ว่าตัวของแลปแลนด์เองนั่นแหละที่เป็นเหมือนโรงละครแห่งปรากฏการณ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ จะมีสักกี่แห่งในโลกที่เราได้เห็นพระอาทิตย์ที่ไม่ตกดิน เห็นแสงสีเขียวออกมาโลดเต้นบนฟ้า เห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวกลายเป็นน้ำแข็ง และเห็นทะเลสาปค่อยๆ ละลายแตกตัวจนกลายเป็นประติมากรรมสุดแสนพิศดาร นี่แหละมั้งที่ทำให้มันเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของบรรดานักเดินทางจากทั่วโลก
ด้วยความที่ประชากรเบาบางขนาดนั้น ระบบขนส่งสาธารณะจึงมีน้อยถึงน้อยมาก การเช่ารถขับจึงเป็นทางเลือกที่เข้าท่ากว่าไปยืนรอรถบัสที่ไม่รู้อีกกี่ชั่วโมงจะผ่านมา เปรียบเทียบราคาของแต่ละเจ้าแล้วไม่ต่างกันมาก แต่เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่จะเป็นรถเกียร์ธรรมดา และไม่ได้กล่าวถึงระบบ GPS เลย สุดท้ายจึงเลือกใช้บริการของ SIXT โดยเช่าเป็นรถห้าประตู แบบเกียร์ออโต้ รุ่นประมาณ Ford Fiesta หรือเทียบเท่า ติ๊กเอา GPS เพิ่ม และซื้อประกันแบบครอบคลุมทุกอย่าง ค่าเช่าประมาณวันละ 1,300 บาท โดยรถในฟินแลนด์พวงมาลัยจะอยู่ทางซ้ายและต้องขับชิดเลนขวาแบบเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป
ผมจัดเวลาให้อยู่ในแลปแลนด์กัน 4 วัน 3 คืน ไปเลย เพื่อเพิ่มโอกาสในการล่าแสงเหนือและซึมซับวิถีสโลว์ไลฟ์กันให้เต็มที่
จากโรวาเนียมี่ เราจะต้องย้อนลงใต้ไปเฮลซิงกิและสตอล์กโฮล์มเพื่อเดินทางกลับไทย แต่ผมไม่อยากใช้บริการเครื่องบินแล้ว เพราะระหว่างโรวาเนียมี่กับเฮลซิงกิมีรถไฟตู้นอนที่ตั้งชื่อเก๋ๆ ว่า “Santa claus Express Night Train” โดยจะเดินทางออกจากโรวาเนียมี่เวลา 17.54 น. และถึงเฮลซิงกิเวลา 7.06 น. ของวันถัดไป ราคาคนละประมาณ 3,200 บาท ซึ่งถูกกว่าเครื่องบินแถมประหยัดค่าที่พักไปได้ 1 คืน
แหล่งท่องเที่ยวในเฮลซิงกิก็หนีไม่พ้นจัตุรัสใจกลางเมืองและโบสถ์สำคัญๆ ซึ่งอย่างที่บอกว่าที่นี่ไม่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นอะไรมาก แต่ไหนๆ มาถึงประเทศเขาแล้ว จะไม่แวะชมแหล่งท่องเที่ยวในเมืองหลวงมันก็ยังไงอยู่ เลยจัดไป 2 วัน 1 คืน สำหรับเดินเที่ยวและหาซื้อของฝาก
นั่งเครื่องบินก็แล้ว เช่ารถขับก็แล้ว นั่งรถไฟก็แล้ว เพื่อเป็นการปิดท้ายวิถีสโลว์ไลฟ์ของทริปนี้โดยสมบูรณ์ ผมจึงเลือกใช้บริการเรือเดินสมุทรขนาดย่อม Viking Line ล่องทะเลบอลติกจากเฮลซิงกิไปสตอล์กโฮล์ม ซึ่งถ้าดูจากแผนที่โลกเป็นระยะทางสั้นนิดเดียว หากนั่งเครื่องบินก็แค่ 40 นาที แต่ใช้เวลาเดินเรือกว่า 16 ชั่วโมง เลยทีเดียว โดยเรือจะออกจากเฮลซิงกิเวลา 17.30 น. ถึงสตอล์กโฮล์ม เวลา 10.00 น. ของวันถัดไป คำนวณแล้วน่าจะมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพเวลา 14.30 น. ราคา Viking Line แบบอัพเกรดห้องขึ้นมาหน่อย รวมทั้งซื้อซาวน่ากับอาหารเช้าเพิ่ม อยู่ที่คนละประมาณ 3,400 บาท
Note: เกี่ยวกับวีซ่าและใบขับขี่สากล มีแหล่งข้อมูลมากมายที่ให้รายละเอียดครบถ้วนอยู่แล้ว จึงขอไม่กล่าวถึงละกัน
ที่พัก
ที่พักในฟินแลนด์ไม่ได้ราคาสูงอย่างที่คิด ถ้าจะประหยัดจริงๆ ก็สามารถหาที่พักราคาประมาณคนละ 1,000 บาท ต่อคืนได้ แต่ทริปนี้ผมตั้งใจให้เป็นอารมณ์แบบมาตากอากาศสบายๆ ก็เลยไม่ได้เขียมกับเรื่องที่พักนัก และเนื่องจากฟินแลนด์เป็นประเทศต้นกำเนิดซาวน่า ผมเลยเน้นที่พักที่มีซาวน่าเป็นหลัก ยิ่งถ้ารวมอาหารเช้าด้วยก็ยิ่งดี นี่ขนาดว่าเลือกที่พักที่ดูดี ทำเลเยี่ยม แถมออฟชั่นครบ ก็ยังเฉลี่ยคนละ 1,500-2,000 บาท ต่อคืน เท่านั้นเอง
ค่าใช้จ่าย
ถึงที่พักจะไม่แพงเว่อ แต่ค่าครองชีพประเทศแถบนี้ค่อนข้างสูง หากกินอาหารตามภัตตาคารทุกมื้อคงกระเป๋าฉีกเหมือนกัน การพกเสบียงจากไทยไปจึงประหยัดงบไปได้เยอะ ยิ่งสมาชิกประจำทริปนี้ไม่ได้นิยมอาหารฝรั่งกันอยู่แล้ว ทั้งมาม่า ปลากระป๋อง หมูทุบ หมูฝอย ฯลฯ เรียกได้ว่าจัดเต็ม
สรุปจึงสามารถประมาณค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง เฉลี่ยต่อคน (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินจากไทย) ได้ดังนี้
ค่าตั๋ว Finnair - 6,800 บาท
ค่ารถไฟ Santa claus Express Night Train - 3,200 บาท
ค่าเรือ Viking Line - 3,400 บาท
ค่าเช่ารถ 3 วัน - 3,900 บาท
ค่าที่พัก 5 คืน - 8,000 บาท
ค่ากินเที่ยว - 15,000 บาท
รวม 40,300 บาท
ต่อให้รวมค่าใช้จ่ายในช่วงเตรียมตัวเดินทางไปด้วย ก็คิดว่าไม่น่าเกิน 50,000 บาท ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับจะหาตั๋วเครื่องบินได้ถูกแค่ไหน ถือว่าไม่ได้แพงเกินเอื้อมอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะถ้าจะประหยัดจริงๆ ผมว่าสามารถดันตัวเลขลงไปที่ 30,000 - 35,000 ได้เลยนะ
Note: ภาพใน Entry นี้ หามาจาก Google ทั้งหมดเน่อ
Finnish Lapland (Finland) EP1 - Stockholm (Sweden)
http://pantip.com/topic/35820238
https://www.facebook.com/neooakblog
Finnish Lapland (Finland) - เตรียมตัวเดินทาง
หากจะบอกว่าขณะนี้ผมกำลังมีอาการเลี่ยนญี่ปุ่นก็อาจถูกหมั่นไส้เล็กๆ แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หลังจากไปญี่ปุ่นติดกันมาสองครั้ง ทำให้ผมตั้งปณิธานกับตัวเองว่ารอบนี้จะต้องเป็นที่อื่นบ้าง ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นไม่ดีนะครับ มันดีมาก น่าเที่ยวมาก และยังมีอีกหลายต่อหลายแห่งที่อยากไป เพียงแต่มันอาจถึงเวลาต้องทิ้งระยะห่างให้คิดถึงกันบ้าง เพื่อจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งด้วยความรู้สึกโหยหา (ว่าไปนั่น)
ความจริงผมได้รับโจทย์ให้วางแผนเที่ยวฟินแลนด์มาตั้งแต่ก่อนไปโอกินาวาแล้ว แต่ด้วยจังหวะเวลาที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ต้องพับแผนการไว้ก่อน บอกตามตรงว่าตอนแรกผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟินแลนด์เลย หนังสือนำเที่ยวที่หาเจอก็เป็นพวกข้อมูลทั่วไป หรือบันทึกการเดินทางในแถบสแกนดิเนเวียมากกว่า (ขอบ่นนิดว่าไม่รู้จะแย่งกันทำหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นอะไรนัก เล่นซะเกินครึ่งของประเภทหนังสือท่องเที่ยวแล้ว - -) การวางแผนรอบนี้จึงต้องอาศัยการปะติดปะต่อข้อมูลและศึกษาจากบันทึกการเดินทางของคนอื่นเป็นหลัก ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับความยากขึ้นไปอีกขั้น
เท่าที่ลองหาข้อมูลเบื้องต้น ประเทศแถบสแกนดิเนเวียไม่ได้มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นอลังการแบบพวกประเทศยอดฮิตในยุโรป แต่มีจุดเด่นอยู่ที่ธรรมชาติในแบบภูมิประเทศเขตหนาวซึ่งกินอาณาบริเวณกว่า 70-80% ของพื้นที่ทั้งหมด กอปรกับความหนาแน่นของประชากรที่เบาบางมากๆ ทำให้ดินแดนแถบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเงียบสงบและต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยไฮไลท์ที่ทำให้นักเดินทางจากทั่วโลกดั้นด้นมาที่นี่ คือพระอาทิตย์เที่ยงคืนในฤดูร้อน และแสงเหนือที่ออกมาเริงระบำท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บนั่นเอง
สำหรับพระอาทิตย์เที่ยงคืนนั้น ผมค่อนข้างเฉยๆ เพราะเมื่อจินตนาการถึงภาพดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ สอดรับกับจังหวะพริ้วไหวของแสงเหนือ ท่ามกลางป่าสนเขตหนาวที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะแล้ว อย่างหลังดูชวนฝันกว่ากันเยอะ
ปรากฎการณ์แสงเหนือหรือออโรร่าเกิดจากปฏิกริยาระหว่างลมสุริยะกับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งถ้าอ่านลงลึกในรายละเอียดก็จะเจอศัพท์วิทยาศาสตร์และสูตรคำนวณค่าเคพงเคพีเยอะแยะไปหมด แต่สรุปใจความหลักๆ ได้ว่าแสงเหนือไม่จำเป็นต้องเกิดในฤดูหนาวอย่างที่เข้าใจในทีแรก ขอเพียงมีเจ้าปฏิกริยาที่ว่านี้ในคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งและมืดสนิทก็สามารถมองเห็นได้แล้ว แต่เหตุที่คนนิยมไปล่าแสงเหนือกันในฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่มีกลางคืนยาวนานและไม่ค่อยมีเมฆนั่นเอง ที่สำคัญคือเจ้าปรากฏการณ์ที่ว่านี้มันแทบไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้เลย คำว่า “ล่า” จึงนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่ดั้นด้นเดินทางไปเพื่อดูแสงเหนือโดยเฉพาะ
ตอนแรกผมตั้งใจเดินทางไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่เช็คอุณหภูมิแล้วอยู่ที่ -10 ถึง -20 กันเลย ลำพังตัวผมเองคิดว่าน่าจะสู้ไหว แต่ก็ค่อนข้างน่ากล้วไปหน่อยสำหรับสมาชิกที่ไม่เคยผ่านอากาศหนาวขนาดนั้น ไปๆ มาๆ จึงลงเอยที่เดือนตุลาคมที่ยังเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงและอากาศไม่โหดเท่า ซึ่งจากที่เช็คดูก็เป็นช่วงที่มีคนเห็นแสงเหนืออยู่เหมือนกัน ถึงจะโอกาสน้อยกว่าก็ตาม
จากบันทึกการเดินทางของคนอื่นรวมถึงโปรแกรมทัวร์ในแถบสแกนดิเนเวีย ส่วนใหญ่จะเหมารวดเดียวตั้งแต่เดนมาร์ก ไปจนถึงนอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ โดยจะตระเวนไปตามจุดสำคัญๆ ของแต่ละประเทศ กินระยะเวลาประมาณ 10 วัน ขึ้นไป แต่เนื่องจากเวลาเราไม่เยอะขนาดนั้น รวมทั้งไม่อยากตะบี้ตะบันเก็บแหล่งท่องเที่ยวกันจนน่องโป่ง ก็เลยตัดสินใจเที่ยวฟินแลนด์ที่เดียวไปเลย โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ดินแดนทางเหนือใกล้เขตขั้วโลกที่เรียกว่าแลปแลนด์ ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดล่าแสงเหนือขึ้นชื่อแล้ว ยังนับว่าเป็นบ้านเกิดของลุงซานตาคลอสอีกด้วย
แผนการเดินทาง
รอบนี้ผมใช้บริการสายการบินไทยซึ่งไม่มีบินตรงไปฟินแลนด์ มีใกล้สุดแค่เมืองสตอล์กโฮล์ม ประเทศสวีเดน จึงต้องหาเที่ยวบินจากสตอล์กโฮล์มไปโรวาเนียมี่ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแลปแลนด์ ที่เข้าท่าที่สุด (ในช่วงนั้น) คือเที่ยวบินของ Finnair ราคา 6,800 บาท โดยจะออกจากสตอล์กโฮล์มเวลา 8.40 น. แวะต่อเครื่องที่เฮลซิงกิเมืองหลวงของฟินแลนด์ และเดินทางถึงโรวาเนียมี่เวลา 14.00 น. ตอนแรกคิดว่าจะเดินทางต่อกันรวดเดียวเลย เพราะลงจากเครื่องการบินไทยเวลา 7.00 น. ก่อน Finnair ออกตั้งเกือบ 2 ชั่วโมง แต่คิดไปคิดมาไอ้ครั้นจะทำแบบนั้นได้ หมายความว่าทุกอย่างต้องเป๊ะมาก ไม่มีช่องให้ผิดพลาดล่าช้าใดๆ ทั้งสิ้น ก็เลยตัดสินใจอยู่เที่ยวสตอล์กโฮล์มสักวันก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
แหล่งท่องเที่ยวในแลปแลนด์ไม่ได้มีเยอะอะไรนัก เพราะอย่างที่บอกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติ และมีประชากรเบาบางมากๆ แค่ประมาณ 2 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร หลักๆ ก็คือมาชมธรรมชาติ ดูสุนัขลากเลื่อน ดูกวางเรนเดียร์ แวะเที่ยวหมู่บ้านซานตาคลอส ตอนแรกผมก็แอบงงว่ามันมีแค่นี้เองเหรอ แต่คิดๆ ดูแล้วเข้าใจได้ว่าตัวของแลปแลนด์เองนั่นแหละที่เป็นเหมือนโรงละครแห่งปรากฏการณ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ จะมีสักกี่แห่งในโลกที่เราได้เห็นพระอาทิตย์ที่ไม่ตกดิน เห็นแสงสีเขียวออกมาโลดเต้นบนฟ้า เห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวกลายเป็นน้ำแข็ง และเห็นทะเลสาปค่อยๆ ละลายแตกตัวจนกลายเป็นประติมากรรมสุดแสนพิศดาร นี่แหละมั้งที่ทำให้มันเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของบรรดานักเดินทางจากทั่วโลก
ด้วยความที่ประชากรเบาบางขนาดนั้น ระบบขนส่งสาธารณะจึงมีน้อยถึงน้อยมาก การเช่ารถขับจึงเป็นทางเลือกที่เข้าท่ากว่าไปยืนรอรถบัสที่ไม่รู้อีกกี่ชั่วโมงจะผ่านมา เปรียบเทียบราคาของแต่ละเจ้าแล้วไม่ต่างกันมาก แต่เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่จะเป็นรถเกียร์ธรรมดา และไม่ได้กล่าวถึงระบบ GPS เลย สุดท้ายจึงเลือกใช้บริการของ SIXT โดยเช่าเป็นรถห้าประตู แบบเกียร์ออโต้ รุ่นประมาณ Ford Fiesta หรือเทียบเท่า ติ๊กเอา GPS เพิ่ม และซื้อประกันแบบครอบคลุมทุกอย่าง ค่าเช่าประมาณวันละ 1,300 บาท โดยรถในฟินแลนด์พวงมาลัยจะอยู่ทางซ้ายและต้องขับชิดเลนขวาแบบเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป
ผมจัดเวลาให้อยู่ในแลปแลนด์กัน 4 วัน 3 คืน ไปเลย เพื่อเพิ่มโอกาสในการล่าแสงเหนือและซึมซับวิถีสโลว์ไลฟ์กันให้เต็มที่
จากโรวาเนียมี่ เราจะต้องย้อนลงใต้ไปเฮลซิงกิและสตอล์กโฮล์มเพื่อเดินทางกลับไทย แต่ผมไม่อยากใช้บริการเครื่องบินแล้ว เพราะระหว่างโรวาเนียมี่กับเฮลซิงกิมีรถไฟตู้นอนที่ตั้งชื่อเก๋ๆ ว่า “Santa claus Express Night Train” โดยจะเดินทางออกจากโรวาเนียมี่เวลา 17.54 น. และถึงเฮลซิงกิเวลา 7.06 น. ของวันถัดไป ราคาคนละประมาณ 3,200 บาท ซึ่งถูกกว่าเครื่องบินแถมประหยัดค่าที่พักไปได้ 1 คืน
แหล่งท่องเที่ยวในเฮลซิงกิก็หนีไม่พ้นจัตุรัสใจกลางเมืองและโบสถ์สำคัญๆ ซึ่งอย่างที่บอกว่าที่นี่ไม่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นอะไรมาก แต่ไหนๆ มาถึงประเทศเขาแล้ว จะไม่แวะชมแหล่งท่องเที่ยวในเมืองหลวงมันก็ยังไงอยู่ เลยจัดไป 2 วัน 1 คืน สำหรับเดินเที่ยวและหาซื้อของฝาก
นั่งเครื่องบินก็แล้ว เช่ารถขับก็แล้ว นั่งรถไฟก็แล้ว เพื่อเป็นการปิดท้ายวิถีสโลว์ไลฟ์ของทริปนี้โดยสมบูรณ์ ผมจึงเลือกใช้บริการเรือเดินสมุทรขนาดย่อม Viking Line ล่องทะเลบอลติกจากเฮลซิงกิไปสตอล์กโฮล์ม ซึ่งถ้าดูจากแผนที่โลกเป็นระยะทางสั้นนิดเดียว หากนั่งเครื่องบินก็แค่ 40 นาที แต่ใช้เวลาเดินเรือกว่า 16 ชั่วโมง เลยทีเดียว โดยเรือจะออกจากเฮลซิงกิเวลา 17.30 น. ถึงสตอล์กโฮล์ม เวลา 10.00 น. ของวันถัดไป คำนวณแล้วน่าจะมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพเวลา 14.30 น. ราคา Viking Line แบบอัพเกรดห้องขึ้นมาหน่อย รวมทั้งซื้อซาวน่ากับอาหารเช้าเพิ่ม อยู่ที่คนละประมาณ 3,400 บาท
Note: เกี่ยวกับวีซ่าและใบขับขี่สากล มีแหล่งข้อมูลมากมายที่ให้รายละเอียดครบถ้วนอยู่แล้ว จึงขอไม่กล่าวถึงละกัน
ที่พัก
ที่พักในฟินแลนด์ไม่ได้ราคาสูงอย่างที่คิด ถ้าจะประหยัดจริงๆ ก็สามารถหาที่พักราคาประมาณคนละ 1,000 บาท ต่อคืนได้ แต่ทริปนี้ผมตั้งใจให้เป็นอารมณ์แบบมาตากอากาศสบายๆ ก็เลยไม่ได้เขียมกับเรื่องที่พักนัก และเนื่องจากฟินแลนด์เป็นประเทศต้นกำเนิดซาวน่า ผมเลยเน้นที่พักที่มีซาวน่าเป็นหลัก ยิ่งถ้ารวมอาหารเช้าด้วยก็ยิ่งดี นี่ขนาดว่าเลือกที่พักที่ดูดี ทำเลเยี่ยม แถมออฟชั่นครบ ก็ยังเฉลี่ยคนละ 1,500-2,000 บาท ต่อคืน เท่านั้นเอง
ค่าใช้จ่าย
ถึงที่พักจะไม่แพงเว่อ แต่ค่าครองชีพประเทศแถบนี้ค่อนข้างสูง หากกินอาหารตามภัตตาคารทุกมื้อคงกระเป๋าฉีกเหมือนกัน การพกเสบียงจากไทยไปจึงประหยัดงบไปได้เยอะ ยิ่งสมาชิกประจำทริปนี้ไม่ได้นิยมอาหารฝรั่งกันอยู่แล้ว ทั้งมาม่า ปลากระป๋อง หมูทุบ หมูฝอย ฯลฯ เรียกได้ว่าจัดเต็ม
สรุปจึงสามารถประมาณค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง เฉลี่ยต่อคน (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินจากไทย) ได้ดังนี้
ค่าตั๋ว Finnair - 6,800 บาท
ค่ารถไฟ Santa claus Express Night Train - 3,200 บาท
ค่าเรือ Viking Line - 3,400 บาท
ค่าเช่ารถ 3 วัน - 3,900 บาท
ค่าที่พัก 5 คืน - 8,000 บาท
ค่ากินเที่ยว - 15,000 บาท
รวม 40,300 บาท
ต่อให้รวมค่าใช้จ่ายในช่วงเตรียมตัวเดินทางไปด้วย ก็คิดว่าไม่น่าเกิน 50,000 บาท ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับจะหาตั๋วเครื่องบินได้ถูกแค่ไหน ถือว่าไม่ได้แพงเกินเอื้อมอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะถ้าจะประหยัดจริงๆ ผมว่าสามารถดันตัวเลขลงไปที่ 30,000 - 35,000 ได้เลยนะ
Note: ภาพใน Entry นี้ หามาจาก Google ทั้งหมดเน่อ
Finnish Lapland (Finland) EP1 - Stockholm (Sweden)
http://pantip.com/topic/35820238
https://www.facebook.com/neooakblog