[SPOIL] ลองมาวิเคราะห์ถึงข้อดี-ด้องของตัวหนัง Your Name กัน + ถกถึงร่ายละเอียดเล็กๆน้อยที่บางคนอาจตกหล่น (พิมพ์ยาว)

อ่ะมา   หลังจากให้เวลานั่งพินิจพิเคราะห์อยู่นาน  +  ฟังความคิดของคนอื่นแล้วมาผสมกับของตัวเอง   จนพอตกผลึกระดับหนึ่ง   เลยต้องมาวิเคราะห์กันหน่อย


*ท้งนี้ทั้งนั้นผมจะวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับงานอื่นๆของ อ.ชินไคเอง กับ งานของ ผกก. มาโมรุ (ซัมเมอร์วอร์ / สาวน้อยทะลุเวลา) ซึ่งเป็นงานของอีก ผกก.อนิเมะหนังโรงที่ผมชอบพอๆกัน



-อย่างแรก......................ตื้นตันมาาาาาาาากกกกกกกกกกกกกกก   ไม่ใช่กับตัวหนังนะ  แต่เพราะครั้งหนึ่งในชีวิต(และหวังว่าคงไม่ใช่ครั้งเดียว) ที่ได้ดูงานภาพของ อ.ชินไค ในโรง    มันเป็นอะไรที่ แม้แต่บลูเรย์4K+ทีวี50นิ้ว+โฮฒเธียร์เตอร์ให้ไม่ได้      และโดยเฉพาะหลังการช่วยกันปั่นกระแสในโซเชี่ยลจนฉายใน ตจว. ให้ไล่ๆกับจังหวัดใหญ่ๆได้สำเร็จ (บ้านผมเข้าช้าไป1วัน)     ซึ่งผมอยากให้มีคนดูเยอะๆ  ทำเงินได้ดีๆ   เพื่อจะได้เป็นใบเบิกทางอนิเมะหนังโรงต่อๆไปในอนาคต   จะได้ไม่ต้องมีแค่  วันพีซหนังโรง  โดราเอม่อนหนัง   แต่จะหลากหลายมากขึ้น


-อยากฟังเสียง ตจว.หน่อย   ว่าคนเยอะดีมั้ย    บ้านผม(พิษณุโลก) วันแรกรอบแรก  ในวันธรรมดา   มีคนดูครึ่งโรงได้   แถมมารอกันตั้งแต่ก่อนห้างเปิดอีก   อยากรู้เหมือนกหันว่าถ้ารอบเย็น  หรือวันหยุด  คนจะเยอะกันมั้ย   ทั้งในบ้านผม  และจังหวัดอื่นๆ


-โอเค  มาถึงตัวหนัง    ถ้าจะให้ผมให้คะแนน   บอกไว้ก่อนว่าผมเองก็ไม่ให้ 10/10 หรอก    ประมาณ 8/10   ถ้าถามหนังดีมั้ย   ผมตอบได้เลยว่า "ดีมาก"   แต่ก็ไม่ได้ "เหนือความคาดหมาย" หรือ "ตราตรึง" เท่ากับเรื่องอื่นๆ เพราะ........
      -element ของพล็อตนั้นค่อนข้างเดาง่ายและพื้นๆ  แถมอาจถูกใช้บ่อยแล้วในโลกภาพยนต์
      -เรื่องอารมณ์สดใส "ที่สุด" เท่าที่แกเคยทำมา   และจบแฮปปี้มาก    ต่างจากเรื่องอื่นที่จบแบบ bitter sweet ที่เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของ อ.ชินไคเอง   ที่มักสร้างอารมณ์แห่งความเหงา  ความเศร้า  ความผิดหวัง  แต่ก็ยังให้แสงสว่างอันอบอุ่นเล็กๆในใจ    ซึ่งตรงนี้แหละคือสิ่งที่แฟนๆ(รวมถึงผม)  ชอบงานแกมาก     
       -อาจเพราะ ผกก.แกขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของตัวเองแล้ว    เรื่องนี้ไม่ได้ดูทึ่งเหมือนเสียงเพรียกฯที่อ.ชินไคทำด้วยคอมเครื่องเดียว   ก้าวกระโดดด้านงานภาพเหมือนเหนือเมฆาฯ   โคตรเฮิร์ทเหมือน 5เซนต์    แต่หลับตาฝันฯนี่จะใช้สูตร "ดูง่าย" เป็นหลักแล้วใช้จุดขายเพลงเพราะ+ภาพสวย+นางเอกน่ารัก (ในความคิดผมนะ  น่ารักสุดในเมะที่แกทำมาเลย)   มันเลยไม่สร้างอิมแพ็คได้เหมือนเรื่องก่อนๆ


   
-คิดว่าหนังมีเวลาน้อยไปมั้ย?   คือจริงๆหนังมันไม่ได้สั้นนะ  106นาที  ตามาตรฐานหนังทั่วไปเลย   แต่เพราะหนังมันยังต้องการเล่ารายละเอียด  และสร้างอารมณ์ร่วมในด้านความสัมพันธ์อีกเยอะ   หรือไม่ก็บริหารเวลาไม่ดี   จน.........

       -ความความอินในด้านความรักของคู่พระ-นาง    เข้าใจว่าความรักของสองคนนี้ก่อตัวในช่วงสลัร่างกันบ่อยๆ  จนเริ่มต่างคนต่างแกล้งอีกฝ่าย    สร้างกฏกัน  อะไรห้ามทำ  อะไรให้ทำ   นางเอกไปจับคู่กับเจ๊สวยที่ทำงานให้พระเอก   ส่วนพระเอกไปทำให้นางเอกเป็นสาวทอมบอยร่าเริง จนโดนหนุ่มๆและสาวๆหมายปอง     จนกลายเป็นสองคนนี้สนิทกัน  รู้เรื่องส่วนตัวของกันและกัน     นางเอกประคองจู๋พระเอกฉี่  ส่วนพระเอกจับนมนางเอกแลกคืน    หยอกเย้ากัน     จนรักกันในที่สุด............ไอ้บทมันคล้อยตามได้ครับ  แต่ปัญหาผมว่ามันคือสั้นไป    เพราะฉากตรงนี้เล่าเป็น MV ประกอบเพลง zenzenzen ไป     มันเลยยังดึงมาขยี้ได้ไม่มากพอจะทำให้คนดูอินตาม
       -sub-plot เรื่องการฝันเดจาวูในร่างคนอื่น    เหมือนมันไม่ใช่แค่ปาฏิหาริย์ธรรมดาเฉย   คนในตระกูลหลายคนก็เป็น  เหมือนเป็นความสามารถทางสายเลือด  แถมเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษด้วย   แต่ยังไม่มีเวลาลงลึกมาพอนอกจากการเล่าปากเปล่าของคุณยาย    จนเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นแค่ plot cliche ไป


-แฮปปี้ , ไม่แฮปปี้ , หวานขม   รสชาติที่ต่างคนต่างชอบ
เป็นเรื่องปกติและจะปกติต่อไปหาก อ.ชินไคยังทำอนิเมะออกมาอีกเรื่อยๆ   มันก็จะต้องถูกไปเทียบกับจุดสูงสุดของแกอย่าง 5เซนต์    เหมือนที่งานของโลแลนเรื่องต่อๆไปมันจะต้องถูกไปเทียบกับ ดาร์คไนท์ หรือ อินเซปซั่นอะไรทำนองนั้น     แต่ในกรณี 5 เซนต์นั้น   พูดได้ว่าสร้างแรง "ตราตรึง" แบบโคตรแรงไว้ด้วยความรู้สึก  เศร้า เหงา ทุกข์  ไว้อย่างเต็มเปื่ยม     อะไรเล่าจะทุกข์เท่าดูหนังที่คู่พระ-นาง  ปล่อยมือจากความรักที่มีต่อกัน   ให้มันกลายเป็นแค่อดีต    ถึงสวยความและอบอุ่น..........แต่ก็เป็นแค่ภาพฝัน     ซึ่งไอ้แบบนี้แหละมันเป็นเหมือนหมุดอันเป้งๆเสียบเข้าไปในกลางใจคนดูเลย   โดยเฉพาะฉากที่นางเอกเลือกที่จะเดินจากพระเอกไปในฉากรางรถไฟ (แต่ก็แหงล่ะ  โตแล้วมีผัวแล้ว  จะให้ไปถ่านไฟเก่ากับแฟนสมัยม.ต้นเนี่ยนะ)     และแกก็คงสไตล์ฉากจบแบบ bitter sweet มาตลอด  แต่พอมาเรื่องนี้    พี่แกจบแฮปปี้มาก   แฮปปี้เชรี่ยๆเลย  ตรงนี้ผมว่าอาจจะเป้นส่วนนนึงที่มันยึงไม่อิมแพ็คเหมือนงานก่อนๆ โดยเฉพาะ5 เซนต์     


-ยังไม่บีบคั้นพอ
คืออย่างที่บนๆรวมกัน   ทิศทางของหนังที่ค่อนข้างเดาง่าย+อารมณ์หนังที่แฮปปี้    มันเลยไม่มีฉากขยี้อารมณ์เท่าเรื่องก่อนๆ   คือถึงจะเจอเหตุการณ์อะไร   มันก็เหมือนจะทายได้เลยว่า "เดี๋ยวก็รอด"  "เดี๋ยวก็ได้เจอกัน"  อะไรแบบนั้น    แต่ก็อย่างว่า  ได้อย่างเสียอย่าง   ถ้าอยากให้หนังมันแฮปปี้ขึ้น   มันก็ต้องบีบคั้นน้อยลง


-การกำกับที่ดีขึ้น
อันนี้เป็นข้อดีมากอย่างนึงของเรื่องนี้เลย    ถึง5เซนต์มันจะโคตรโดนยังไงก็ตาม   แต่ก็ต้องยอมรับว่า  หนังมันกำกับได้โคตรทื่อเลย   มาอารมณ์เดียวทั้งเรื่องแต่ต้นยันจบ   บทแรกก็พลัดพราก-บทสองก็ผิดหวัง-บทสามก็ลาจาก  ลูกเล่นการกำกับไม่มีอะไรมากนอกจากการแบ่งเป็นสามช่วง     แต่พอมาเรื่องนี้  มีครบรส  ทั้งรัก  ทั้งฟิน   ทั้งน่ารัก  ทั้งตลก  ทั้งบีบคั้นแบบกำลังงาม   หนังมีหลายโทน    ช่วงแรกๆถึงกลางๆมาสนุกสดใส  มีมุกตลกเยอะ   มีการกลั่นแหล้งหยอกเย้าของพระ-นาง   มีความตลกในการใช้ชีวิตกับกลุ่มเพื่อนๆของทั้งสองฝ่าย    แถมมีเซอร์วิสซะด้วยนะ555   ยังจำฉากตอนที่พระเอกในร่างนางเอกไปเล่นบาสได้อยู่เลย  หน่มน้มดึ๋งๆด้วยคุณภาพระดับชินไค นี่มันเหนือชั้นกว่าการ์ตูนเซอร์วิสทั่วไปจริงๆ......................  เอ้ย นอกเรื่องไกลแระ    แต่พอมากลางเรื่อง   เริ่มเริ่มหม่นหมอง  เริ่มบีบคั้น  พอรู้ว่านางเอกตายไป3ปีก่อนแล้ว    แถมหลักฐานถึงตัวตนของนางเอกที่ทิ้งไว้ให้อย่างข้อความและไดอารี่บนมือถือก็เลือนหายไป  เริ่มรู้สึกถึงการพลัดพราก   แล้วตอนท้ายเรื่อง   หลังจากไม่ได้สัลบร่างฝันถึงกับอีก  5ปีผ่านไป   ต่างคนก็ยิ่งต่างลืมอีกฝ่ายขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านพ้นจนได้อารมณ์คล้ายๆ 5เซนต์     ทำเอาคนดูต้องมานั่งลุ้นว่าแกจะจบให้พระนางได้อยู่ด้วยกันมั้ย   ซึ่งก็เซอร์ไพรซ์ใช้ได้   เพราะแกให้จบแฮปปี้เต็มๆ   แต่บอกไปแล้ว    หนังมันไม่ได้ปูมาแบบพลัดพราก   มันมีมีธีม "เราจะตามหากันจนเจอ"  มันก็เลยเดาๆได้อยู่ว่าแกจะให้จบแฮปปี้    และไอ้อารมณ์หลายๆแบบที่ว่ามาเนี่ย   เอามาร้อยเรียงกันได้ดีเลย     ถึงจะไม่ใช่มาตรฐานที่แปลกใหม่  แต่ก็ถือว่าด้านนี้ดีขึ้นกว่าเรื่องก่อน  ที่ชอบกำกับมาโทนเหงาๆมาโทนเดียวทื่อๆ


-เทียบกับ ผกก. โฮโซดะ มาโมรุ
พูดถึงผกก.ชินไค  ก็ต้องพูดถึง  ผกก.มาโมรุ   สองผกก.อนิเมะหนังโรงที่สร้างกระแสได้อยู่เรื่อยๆในรอบทศวรรษปีมานี้    สำหรับเรื่อง หลับตาฝันฯนี้   ไม่รู้ผมคนเดียวมั้ย    ที่รู้สึกเหมือนกมันเป็น "สาวน้อยทะลุเวลา ver.ชินไค"  หนังเป็นแนวดูง่ายๆมีครบรสเหมือกกัน  มีเกียวกับการข้ามเวลาเหมือนกัน   ซึ่งตอนแรกทำไปด้วยความรู้สึกสนุกๆไปก่อน   จนกระทั่งมันนำไปสู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมบางอย่าง    แล้วท้ายๆเรื่องจะมีพล็อต "ข้ามเวลาได้ครั้งสุดท้ายแล้วนะ   ใช้โอกาสให้คุ้ม"   แล้วยังความสัมพันธ์ของพระ-นาง  ที่เป็นเพื่อนสนิทตัวแสบที่ชอบแกล้งกันหยอกกัน  จนต่างหลงรักกันโดยไม่รู้สึกตัว    แต่หลับตาฝันฯจบแฮปปี้กว่ามาก           ..............แถมนะ   ตอนฉากสะเก็ดดาวตกใส่บ้านมิคสึฮะตอนท้าย    พาลนึกถึงฉากเดียวเทียมตกใส่ในตอนท้ายของ ซัมเมอร์วอร์ ซะด้วย    มีฉากหลังเป็นบ้านนอกๆเหมือนกันด้วย   


-ขั้วตรงข้ามกับ 5 เซนต์
      -ต้องยอมรับจริงๆแหละ   ฉากตอนจบของเรื่อง  ไม่ว่าใครก็ต้องคิดถึง 5 เซนต์    พระเอกที่พลัดพรากกับนางเอกในช่วงวัยรุ่น   แต่ความรู้สึกยังตราตรึงจนถึงตอนโต    ต้องมีฉากเดินสวนกันแต่จำกันไม่(ค่อย)ได้    มีรถไฟมาเกี่ยวข้องกับฉาก    เรียกได้ว่าสองเรื่องนี้มีองค์ประกอบฉากจบเมหือนกัน     
       -5เซนต์ พระ-นางอยู่ห่างกันครึ่งประเทศ  รู้จักกัน   ติดต่อกันได้  แต่ก็พลัดพรากกัน    แต่หลับตาฝันฯ  ชื่อก็ลืมกัน ติดต่อกันก็ไม่ได้   ห่างกันทั้งระยะทางและเวลา (ตั้ง3ปี)   แถมเรียกได้ว่าอยู่กันคนละโลกเลย   ก็นางเอกเล่นชิงตายไปก่อน   แต่เพราะแรงรักทั้งคู่เลยเปลี่ยนอดีตได้สำเร็จ  และนำมาสู่อนาคตที่มีความสุข    แต่ 5เซนต์  พระเอกได้แต่จมปลักกับอดีต   ความจริงถ้าตื้อพอ  ตั้งมั่นพอ  พยายามพอ  ก็คงน่าจะสานต่อความรักได้   แต่ก็แพ้ต่อระยะทาง   



-ถ้าให้เทียบกับ 5เซนต์

5เซนต์เหมือนเหล้าชั้นดี  แต่แรง  กระดกลงไปช็อตเดียว  ร้อนจนแสบคอแสบท้อง  รสชาติมันติดค้างอยู่นาน

หลับตาฝันฯ  เหมือนค็อกเทล  ผสมหลายอย่าง  แต่หอมหวาน  อร่อย  กินได้ง่ายสบายคอ  แต่ไม่มีอะไรพิเศษ





ต่อ คห.2นะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่