''คนที่เอาใจยากที่สุดคือ คนจน'' วาทะเด็ด แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา

จากที่ Jack Ma มาบรรยายที่ไทย เมื่อหลายวันมาแล้ว

ช่วงนั้น นั่งอ่าน Facebook เพื่อนๆ มีการพูดถึงคำพูดเจ๋งๆ ของคนรวยอย่างแจ็คหม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาว่า
''คนที่เอาใจยากที่สุดคือ คนจน''  ซึ่งพอผมอ่านไป  ก็รู้สึกว่าเหตุผลที่ว่ามา  มันฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่
และให้พูดก็พูด  ผมไม่ค่อยเชื่อถืออะไรที่ Jack Ma พูดเท่าไหร่  (แม้ในตอนนี้ก็ตาม)
เพราะถ้าใครที่รู้จักประเทศจีน และ คนคนนี้จริงๆ  จะรู้ว่า   เขาเป็นแค่เครื่องสร้างภาพในกับจีนเท่านั้น

ตอนนั้น ผมความคิดโต้แย้งไปต่างๆนานา   แต่ประเด็นหลักๆที่คิด คือ
- โอ้โห  ช่างกล้านะ  มาด่าคนจน  ซึ่งเป็นฐานของคนส่วนใหญ่ในสังคมเลย   ไม่กลัวกระแสต่อต้านเหรอ  ฐานคนฟังจะหาย
- ไอ้สาเหตุที่คนจน  ก็เพราะว่า โครงสร้างทางสังคมมันเอาเปรียบ คนจนต่างหาก  
มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ  มีสรุปแบบนี้ได้ยังไง

Jack Ma สรุปเป็นข้อๆดังนี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
-------------------------------
แต่หลังจากนั้นมาไม่กี่วัน   ผมก็เจอเหตุการณ์ที่มี pattern ซ้ำๆเข้ามา
จากความที่เศรษฐกิจตกต่ำและผมต้องไปขายของให้คนจน(ที่ไม่คิดว่า คนเองจน)
เมื่อคนจนอยากได้ของดี   ของที่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับเขา
ประเภทที่ว่า  ของอะไร  ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่รู้แหละ  แต่ขอราคาต่ำๆแบบ  จนเรียกได้ว่า  เกือบจะแจกฟรี

ไอ้คำพูดของ Jack Ma ก็พรวยพุ่งออกมา  สู่หัวของผม  เต็มไปหมด
ผมว่า ผมเริ่มจะเข้าใจเขาแล้ว   แต่มันมาจากมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง    ซึ่งมีเหตุผลมากกว่า

ผมเข้าใจแล้วว่า  ทำไมคนจนถึงเอาใจยาก    มันเป็นทฤษฎีเชิงสังคมแบบนี้ คือ
- คนจนไม่รู้จัก ต้นทุน ในการได้ของมา    
คนจนได้รับสวัสดิการต่างๆ มากกว่า  คนที่มีเงิน , ในวันที่มีคนสงสารแล้วให้เขาฟรีๆ  จนเคยตัว
จิตใต้สำนึกของเขาจะคิดว่า  ถ้ามีคนมาให้เงิน เท่ากับ เสมอตัว , ถ้าไม่ได้  เท่ากับ ขาดทุน , ถูกเอาเปรียบ

- ผมยกตัวอย่าง  ขอทาน นะครับ   ถือว่าเป็นคนจนประเภทหนึ่งที่ชัดเจน
เวลาคนมองขอทาน  มันจะต้องมีความสงสารปะปนอยู่บ้างแหละ  
เพราะความสงสารนั้น  เลยมีคนให้เงินไป  , นานไปๆ   คนประเภทนี้ ก็จะเคยตัว   นั่งเฉยๆ ก็มีได้ตังค์
หรือ  ร้องเพลงห่วยๆ   ประเภทที่ว่า  เจ้าของค่ายมาฟังแล้ว   ยิ้มเอาเงินไปเลย พัน หนึ่ง แล้วอย่ามาร้องเพลงกูให้เสีย
แต่ส่วนใหญ่ เราก็ให้เงินไปครับ   เพราะอาจจะรู้สึกว่า  เขาพิการอะไรบางอย่าง  อาจจะตาบอดข้างหนึ่ง
หรือ เขาจะพยายามจะทำตัวให้น่าสงสารก็ไม่รู้ , บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจนักว่า เขาพิการตรงไหน

- คนจนไม่มีต้นทุนทางสังคม , เวลาไม่พอใจอะไรขึ้นมา  ก็เอาความที่เป็นตาสีตาสาของตัวเอง  ออกไปโวยวาย

ถ้าหากสิ่งที่คนจนโวยวายนั้น มันผิด  หรือ มารู้ภายหลังว่า  ผิด ,  คนจนก็จะแก้ตัวได้ว่า  ตัวเองไม่มีการศึกษา
ไม่มีการศึกษาก็เพราะว่า  ตัวเองจน , จน ก็เพราะว่า คนรวยเอาเปรียบอีก

อีกวาทกรรมหนึ่ง ของคนจน ที่ฟังกันจนเบื่อ และโคตรจะไม่จริงเลย  ก็คือ "กำลังทำงานช่วยให้คนอื่นรวยอยู่"
ซึ่งมันไม่จริงเลย   แน่จริงก็เอาเงินพ่อแม่  ขายที่นา มาทำเองเลย   คนไม่มีกึ๋น  ที่นั่งสบายๆ รับเงินเดือน
ลองมาแบกความเสี่ยงดู   99.99% พวกนี้ไม่กล้าหรอก   แต่ก็ใช้วาทกรรมนี้   ทำให้ตัวเองรู้สึกมีค่า

แล้วคราวนี้  เมื่อคนจนเกิดโลภขึ้นมา  คิดว่า ตัวเองรายไม่พอ  หรือ จะมาทำธุรกิจ  ผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง
ผลลัพธ์ ก็คือ  เขาอยากจะได้รับต้นทุน  หรือ การช่วยเหลือ ในทั้งแบบที่เป็นคนรวยและเป็นคนจน
ถ้าเขาผิดพลาด  สมมุติ ขาดทุนไป 5 หมื่น  เขาก็อาจจะเรียกร้องสวัสดิการชดเชยการทำธุรกิจแล้วขาดทุนของคนจน
แต่ถ้าสำเร็จ  ก็อยากจะได้สัก 5 แสนขึ้นไป , อืม ตอนนี้  คุณเริ่มรู้สึกรึยังว่า  คุณเอาใจคนประเภทนี้ไม่ถูก

คือ คนจนประเภทนี้  มันจนทั้งเงิน และ ความสามารถ และ ต้นทุนในด้านอื่นๆ
คือ  ถ้าให้เสียสละ  ลงทุน 100 บาท เพื่อซื้อหนังสือ   ก็จะเอาหนังสือประเภท  รวย แรง  เร็ว
คนพวกนี้จะไม่ยอมลงทุน ในหนังสือประเภท   เศรษฐศาสตร์   การตลาด  อะไรทำนองนี้
เพราะ ไม่มีต้นทุนทางความคิด  ที่จะเข้าใจได้ว่า มันจะกลายไปเป็นเงินได้อย่างไร
ลงท้ายคนพวกนี้  ก็เลย ไม่มีต้นทุนอะไรอย่างอื่นในตัวเลย , เวลาไปเห็นคนอื่นสำเร็จ ก็คิดอย่างง่ายๆ  
ไม่เข้าใจงานจำนวน 90 % ของผู้ประกอบการที่เขามองไม่เห็น หรือ ไม่รู้ว่ามันจำเป็นต้องทำงานหนักแค่ไหน  กว่าจะสำเร็จอะไรสักอย่าง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่