เพชรเม็ดเดียว(LOOSE DIAMOND )ในพระไตรปิฎก

เสรีภาพในการรับถือพระพุทธศาสนานั้น คือ หลักพระบาลีกาลามสูตร
ที่ตรัสไว้อย่างเป็นการประทานเสรีภาพสูงสุด เป็นประชาธิปไตยสูงสุด,
และก็เคยพูดเรื่องนี้มาหลายครั้งหลายหนแล้ว โดยใจความก็มีว่า
พวกชาวกาลามะได้ทูลถามพระองค์ว่า มีเจ้าลัทธิมาสอนลัทธิหลายๆ อย่างต่างกัน
จนไม่รู้ว่าจะรับถืออย่างไรแล้ว จะทำอย่างไรดี. พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องที่เรียกว่า กาลามสูตร มี ๑๐ หัวข้อด้วยกัน.
ใน ๑๐ หัวข้อนั้น, ๓ หัวข้อแรก เกี่ยวกับการได้ยินได้ฟัง หรือการศึกษา :

ข้อที่ ๑ ว่า มา อนุสฺสเวน แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่า ฟังบอกตามๆ กันมา.

ข้อที่ ๒ ว่า มา ปรมฺปราย แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่าทำตามสืบๆ กันมาอย่างปรัมปรา.

ข้อที่ ๓ ว่า มา อิติกิราย แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน.

ข้อที่ ๔ เกี่ยวกับตำราหรือปิฏก ตรัสว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยเหตุว่ามีที่อ้างในปิฏก.
คำว่าปิฏกในที่นี้ ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่าตำรา. สำหรับพระพุทธศาสนา
ก็คือบันทึกคำสอนที่เขียนไว้ในใบลาน เอามารวมกันไว้เป็นชุดๆ เรียกว่า ไตรปิฏก.
ทีนี้อีก ๔ ข้อ เกี่ยวกับการคำนวณ หรือการใช้เหตุผลในการคำนวณ.

ข้อที่ ๕ ตรัสว่า มา ตกฺกเหตุ แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยการใคร่ครวญตามวิธีที่เรียกว่า ตรรกะ.
ซึ่งปัจจุบันนี้ เรียกว่า Logic. แม้ว่าคำสอนของผู้ใดถูกต้องตามวิธีใคร่ครวญของ Logic
ก็อย่าเพิ่งถือเอา เพราะว่า ตรรกะก็ยังผิดได้ ในเมื่อเหตุผลหรือวิธีใช้เหตุผลมันผิด.

ข้อที่ ๖ ตรัสว่า มา นยเหตุ แปลว่า อย่ารับถือเอาโดยเหตุว่า มันสมเหตุผลทางนยะ.
สิ่งที่เรียกว่า นยะในครั้งพุทธกาล ก็คือสิ่งที่เรียกกันในบัดนี้ว่า Philosophy อย่างของฝรั่ง
ซึ่งเรามาเรียกกันในภาษาไทยว่า ปรัชญา อันเป็นการเรียกผิดชื่อ เพราะปรัชญามิใช่ Philosophy
เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งๆ ไม่ถึงขีดปรัชญา; แต่เมื่อเรียกกันแล้วก็เรียกกันไป
ขอแต่อย่าเอาวิธีคิดนึกอย่าง Philosophy มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับถือเอาหลักธรรมะมาปฏิบัติก็แล้วกัน.

ข้อที่ ๗ ตรัสว่า มา อาการปริวิตกฺเกน แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยการตรึกตามอาการ
คือตามความคุ้นเคยด้วยการคิดตามสบายใจ ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า Common sense.
มีคนหลายพวกสมัยนี้ นิยมใช้  Common sense, แต่ในพุทธศาสนาใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้โดยข้อนี้

ข้อที่ ๘ ตรัสว่า มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะว่ามันทนได้ต่อการเพ่งด้วยทิฏฐิของตนเอง.
ตัวเองมีทิฏฐิอย่างไร ถ้าเขามาสอนด้วยคำสอน ชนิดที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของตัวเอง ก็อย่าเพิ่งถือเอา
เพราะว่าทิฏฐิของตัวเอง มันก็ผิดได้.

ทีนี้ อีก ๒ ข้อ เกี่ยวกับบุคคลผู้พูดหรือผู้แสดงลัทธินั้นๆ.

ข้อที่ ๙ ตรัสว่า มา ภพฺพรูปตาย แปลว่า อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ
คือ ผู้พูดมีคำพูด มีลักษณะท่าทางที่น่าเชื่อ.

ข้อที่ ๑๐ หรือข้อสุดท้ายตรัสว่า มา สมโณโน ครูติ แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะสมณะผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา.
ข้อนี้เป็นเสรีภาพเหลือประมาณ ไม่มีในศาสนาใดๆ.

๕. เกสมุตฺติสุตฺตํ

๖๖. เอวํ เม สุตํ – เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสเงฺฆน
สทฺธํ เยน เกสมุตฺตํ [เกสปุตฺตํ (สี. สฺยา. กํ. ปี.)] นาม กาลามานํ นิคโม ตทวสริฯ
อโสฺสสํ โข เกสมุตฺติยา กาลามา – ‘‘สมโณ ขลุ, โภ, โคตโม สกฺยปุโตฺต สกฺยกุลา
ปพฺพชิโต เกสมุตฺตํ อนุปฺปโตฺตฯ ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสโทฺท
อพฺภุคฺคโต – ‘อิติปิ โส ภควา…เป.… สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตี’’’ติฯ

อถ โข เกสมุตฺติยา กาลามา เยน ภควา เตนุปสงฺกมํสุ; อุปสงฺกมิตฺวา อเปฺปกเจฺจ
ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทํสุ, อเปฺปกเจฺจ ภควตา สทฺธํ สโมฺมทํสุ, สโมฺมทนียํ
กถํ สารณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทํสุ, อเปฺปกเจฺจ เยน ภควา เตนญฺชลํ ปณาเมตฺวา
เอกมนฺตํ นิสีทํสุ, อเปฺปกเจฺจ นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทํสุ, อเปฺปกเจฺจ ตุณฺยิ้มภูตา
เอกมนฺตํ นิสีทํสุฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต เกสมุตฺติยา กาลามา ภควนฺตํ เอตทโวจํ –

‘‘สนฺติ, ภเนฺต, เอเก สมณพฺราหฺมณา เกสมุตฺตํ อาคจฺฉนฺติฯ เต สกํเยว วาทํ ทีเปนฺติ
โชเตนฺติ, ปรปฺปวาทํ ปน ขํเสนฺติ วเมฺภนฺติ ปริภวนฺติ โอมกฺขํ [โอปปกฺขํ (สี. สฺยา. กํ. ปี.), โอมกฺขิกํ (ก.)]
กโรนฺติฯ อปเรปิ, ภเนฺต, เอเก สมณพฺราหฺมณา เกสมุตฺตํ อาคจฺฉนฺติ ฯ
เตปิ สกํเยว วาทํ ทีเปนฺติ โชเตนฺติ, ปรปฺปวาทํ ปน ขํเสนฺติ วเมฺภนฺติ ปริภวนฺติ
โอมกฺขํ กโรนฺติฯ เตสํ โน, ภเนฺต , อมฺหากํ โหเตว กงฺขา โหติ วิจิกิจฺฉา –
‘โก สุ นาม อิเมสํ ภวตํ สมณพฺราหฺมณานํ สจฺจํ อาห, โก มุสา’’’ติ? ‘‘อลญฺหิ โว, กาลามา,
กงฺขิตํ อลํ วิจิกิจฺฉิตํฯ กงฺขนีเยว ปน [กงฺขนีเยว จ ปน (สํยุตฺตนิกาเย)] โว ฐาเน วิจิกิจฺฉา อุปฺปนฺนา’’ฯ

‘‘เอถ ตุเมฺห, กาลามา, มา อนุสฺสเวน, มา ปรมฺปราย, มา อิติกิราย, มา ปิฎกสมฺปทาเนน,
มา ตกฺกเหตุ, มา นยเหตุ, มา อาการปริวิตเกฺกน , มา ทิฎฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา, มา ภพฺพรูปตาย,
มา สมโณ โน ครูติฯ ยทา ตุเมฺห, กาลามา, อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ –
‘อิเม ธมฺมา อกุสลา, อิเม ธมฺมา สาวชฺชา, อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา,
อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา [สมาทิณฺณา (ก.)] อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตี’’’
ติ, อถ ตุเมฺห, กาลามา, ปชเหยฺยาถฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, โลโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วา’’ติ?

‘‘อหิตาย, ภเนฺต’’ฯ

‘‘ลุโทฺธ ปนายํ, กาลามา, ปุริสปุคฺคโล โลเภน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิโตฺต ปาณมฺปิ หนติ,
อทินฺนมฺปิ อาทิยติ, ปรทารมฺปิ คจฺฉติ, มุสาปิ ภณติ, ปรมฺปิ ตถตฺตาย
[ตทตฺถาย (ก.)] สมาทเปติ, ยํ ส [ยํ ตสฺส (ก.) อนนฺตรสุเตฺต ปน ‘‘ยํ’ ส’’
อิเตฺวว สพฺพตฺถปิ ทิสฺสติ] โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายา’’ติฯ

‘‘เอวํ, ภเนฺต’’ฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, โทโส ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วา’’ติ?

‘‘อหิตาย, ภเนฺต’’ฯ

‘‘ทุโฎฺฐ ปนายํ, กาลามา, ปุริสปุคฺคโล โทเสน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิโตฺต ปาณมฺปิ หนติ [หนฺติ (สี. ปี.)],
อทินฺนมฺปิ อาทิยติ, ปรทารมฺปิ คจฺฉติ, มุสาปิ ภณติ, ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ,
ยํ ส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายา’’ติฯ

‘‘เอวํ, ภเนฺต’’ฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, โมโห ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วา’’ติ?

‘‘อหิตาย, ภเนฺต’’ฯ

‘‘มูโฬฺห ปนายํ, กาลามา, ปุริสปุคฺคโล โมเหน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิโตฺต ปาณมฺปิ หนติ, อทินฺนมฺปิ อาทิยติ,
ปรทารมฺปิ คจฺฉติ, มุสาปิ ภณติ, ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ, ยํ ส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายา’’ติฯ

‘‘เอวํ, ภเนฺต’’ฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วา’’ติ?

‘‘อกุสลา, ภเนฺต’’ฯ

‘‘สาวชฺชา วา อนวชฺชา วา’’ติ?

‘‘สาวชฺชา, ภเนฺต’’ฯ

‘‘วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปฺปสตฺถา วา’’ติ?

‘‘วิญฺญุครหิตา, ภเนฺต’’ฯ

‘‘สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ, โน วา? กถํ วา [กถํ วา โว (?)] เอตฺถ โหตี’’ติ ?

‘‘สมตฺตา, ภเนฺต, สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติฯ เอวํ โน เอตฺถ โหตี’’ติฯ

‘‘อิติ โข, กาลามา, ยํ ตํ อโวจุมฺหา [อโวจุมฺห (สี. สฺยา. กํ. ปี.) อ. นิ. ๔.๑๙๓] –
‘เอถ ตุเมฺห, กาลามา! มา อนุสฺสเวน, มา ปรมฺปราย, มา อิติกิราย, มา ปิฎกสมฺปทาเนน,
มา ตกฺกเหตุ, มา นยเหตุ, มา อาการปริวิตเกฺกน, มา ทิฎฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา, มา ภพฺพรูปตาย,
มา สมโณ โน ครูติฯ ยทา ตุเมฺห กาลามา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ –
‘อิเม ธมฺมา อกุสลา, อิเม ธมฺมา สาวชฺชา, อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา,
อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ, อถ ตุเมฺห, กาลามา,
ปชเหยฺยาถา’ติ, อิติ ยํ ตํ วุตฺตํ, อิทเมตํ ปฎิจฺจ วุตฺตํฯ

‘‘เอถ ตุเมฺห, กาลามา, มา อนุสฺสเวน, มา ปรมฺปราย, มา อิติกิราย, มา ปิฎกสมฺปทาเนน,
มา ตกฺกเหตุ, มา นยเหตุ, มา อาการปริวิตเกฺกน, มา ทิฎฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา,
มา ภพฺพรูปตาย, มา สมโณ โน ครูติฯ ยทา ตุเมฺห, กาลามา, อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ –
‘อิเม ธมฺมา กุสลา, อิเม ธมฺมา อนวชฺชา, อิเม ธมฺมา วิญฺญุปฺปสตฺถา,
อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตี’ติ, อถ ตุเมฺห, กาลามา, อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, อโลโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วา’’ติ?

‘‘หิตาย, ภเนฺต’’ฯ

‘‘อลุโทฺธ ปนายํ, กาลามา, ปุริสปุคฺคโล โลเภน อนภิภูโต อปริยาทินฺนจิโตฺต เนว ปาณํ หนติ,
น อทินฺนํ อาทิยติ, น ปรทารํ คจฺฉติ, น มุสา ภณติ, น ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ,
ยํ ส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายา’’ติฯ

‘‘เอวํ, ภเนฺต’’ฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, อโทโส ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ…เป.…
อโมโห ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ…เป.… หิตาย สุขายา’’ติฯ

‘‘เอวํ ภเนฺต’’ ฯ

‘‘ตํ กํ มญฺญถ, กาลามา, อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วา’’ติ?

‘‘กุสลา , ภเนฺต’’ฯ

‘‘สาวชฺชา วา อนวชฺชา วา’’ติ?

‘‘อนวชฺชา, ภเนฺต’’ฯ

‘‘วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปฺปสตฺถา วา’’ติ?

‘‘วิญฺญุปฺปสตฺถา, ภเนฺต’’ฯ

‘‘สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ โน วา? กถํ วา เอตฺถ โหตี’’ติ?

‘‘สมตฺตา, ภเนฺต, สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติฯ เอวํ โน เอตฺถ โหตี’’ติฯ

‘‘อิติ โข, กาลามา, ยํ ตํ อโวจุมฺหา – ‘เอถ ตุเมฺห, กาลามา! มา อนุสฺสเวน, มา ปรมฺปราย,
มา อิติกิราย, มา ปิฎกสมฺปทาเนน, มา ตกฺกเหตุ, มา นยเหตุ, มา อาการปริวิตเกฺกน,
มา ทิฎฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา, มา ภพฺพรูปตาย, มา สมโณ โน ครูติฯ ยทา ตุเมฺห, กาลามา,
อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ – อิเม ธมฺมา กุสลา, อิเม ธมฺมา อนวชฺชา, อิเม ธมฺมา วิญฺญุปฺปสตฺถา,
อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ, อถ ตุเมฺห, กาลามา,
อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถา’ติ, อิติ ยํ ตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฎิจฺจ วุตฺตํฯ

‘‘ส โข โส [โย โข (ก.)], กาลามา, อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิโชฺฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน
ปติสฺสโต [สโต (ก.)] เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ, ตถา ทุติยํ, ตถา ตติยํ, ตถา จตุตฺถํ,
อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน
อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปเชฺฌน ผริตฺวา วิหรติฯ กรุณาสหคเตน เจตสา…เป.…
มุทิตาสหคเตน เจตสา…เป.… อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ, ตถา ทุติยํ ,
ตถา ตติยํ, ตถา จตุตฺถํ, อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน
เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปเชฺฌน ผริตฺวา วิหรติฯ

‘‘ส [สเจ (ก.)] โข โส, กาลามา, อริยสาวโก เอวํ อเวรจิโตฺต เอวํ อพฺยาปชฺฌจิโตฺต
เอวํ อสํกิลิฎฺฐจิโตฺต เอวํ วิสุทฺธจิโตฺตฯ ตสฺส ทิเฎฺฐว ธเมฺม จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺติฯ
‘สเจ โข ปน อตฺถิ ปโร โลโก, อตฺถิ สุกตทุกฺกฎานํ [สุกฎทุกฺกฎานํ (สี. สฺยา. กํ. ปี.)] กมฺมานํ ผลํ วิปาโก,
อถาหํ [ฐานมหํ (สี. ปี.), ฐานเมตํ เยนาหํ (สฺยา. กํ.)] กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตํ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสามี’ติ,
อยมสฺส ปฐโม อสฺสาโส อธิคโต โหติฯ
‘‘‘สเจ โข ปน นตฺถิ ปโร โลโก, นตฺถิ สุกตทุกฺกฎานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก,
อถาหํ [อิธาหํ (สี. สฺยา. กํ. ปี.)] ทิเฎฺฐว ธเมฺม อเวรํ อพฺยาปชฺฌํ อนีฆํ สุขํ [สุขํ (สี.), สุขี (สฺยา. กํ.)]
อตฺตานํ ปริหรามี’ติ, อยมสฺส ทุติโย อสฺสาโส อธิคโต โหติฯ
‘‘‘สเจ โข ปน กโรโต กรียติ ปาปํ, น โข ปนาหํ กสฺสจิ ปาปํ เจเตมิฯ อกโรนฺตํ โข
ปน มํ ปาปกมฺมํ กุโต ทุกฺขํ ผุสิสฺสตี’ติ, อยมสฺส ตติโย อสฺสาโส อธิคโต โหติฯ
‘‘‘สเจ โข ปน กโรโต น กรียติ ปาปํ, อถาหํ อุภเยเนว วิสุทฺธํ อตฺตานํ สมนุปสฺสามี’ติ,
อยมสฺส จตุโตฺถ อสฺสาโส อธิคโต โหติฯ
‘‘ส โข โส, กาลามา, อริยสาวโก เอวํ อเวรจิโตฺต เอวํ อพฺยาปชฺฌจิโตฺต เอวํ อสํกิลิฎฺฐจิโตฺต
เอวํ วิสุทฺธจิโตฺตฯ ตสฺส ทิเฎฺฐว ธเมฺม อิเม จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺตี’’ติฯ
‘‘เอวเมตํ, ภควา, เอวเมตํ, สุคต! ส โข โส, ภเนฺต, อริยสาวโก เอวํ อเวรจิโตฺต
เอวํ อพฺยาปชฺฌจิโตฺต เอวํ อสํกิลิฎฺฐจิโตฺต เอวํ วิสุทฺธจิโตฺตฯ ตสฺส ทิเฎฺฐว ธเมฺม
จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺติฯ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่