ปีที่แล้วได้เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกโดยไม่ได้คาดฝันว่าจะต้องไป เพราะไปกระทันหันมาก เนื่องจากเพื่อนได้ตั๋วฟรีมา ไม่รู้ว่าได้มาจากไหน สรุปเพื่อนที่จะไปก็ไปไม่ได้ เราก็เลยโชคดีได้ไปแทน ซึ่งทริปนี้มีทั้งหมด 4 คน สำหรับแผนการเดินทางว่าจะไปที่ไหน เที่ยวไหนบ้าง บอกเลย ตอนนั้นไม่มีเวลาศึกษาเลยจริง ๆ งานล้นมือ แค่หาที่พักได้ก็ถือเป็นบุญโขแล้ว ณ วินาทีนั้น แถมเรื่องที่พักคุยกันไม่ลงตัว ทำให้ในคืนที่จะนอนโตเกียวกัน 2 คืน เราขอแยกตัว 1 คืนไปนอนที่โรงแรมแคปซูน ชินจูกุ เพราะหัวหน้าแนะนำว่า ให้ลองไปนอนดู (ชิ่งเพื่อนว่างั้นเหอะ)
ไปเที่ยวครั้งนี้ เราไปเพียง 4 วัน 3 คืน (10-14 พ.ย. 2558) ซึ่งคืนแรกพวกเราได้ที่พักไม่ไกลจาก Maple Corridor ซึ่งใกล้ ๆ กับ Fuji-Sun ตื่นเช้ามาโชคดีมาก เพื่อนปลุกให้มาดูภูเขาฟูจิตั้งตระหง่านสวยงามอยู่ด้านหน้า แต่เพียง 10 นาทีให้หลัง เมฆก็ปกคลุมจนมองไม่เห็น

ฟูจิซัน
การไปเที่ยวครั้งนี้ไปกันอย่างมั่วซั่วมาก ช่างไม่รู้อะไรเลยว่าจะต้องไปไหน แล้วที่เราพักใกล้อะไรบ้าง แต่โชคดีที่มีปาก (ไปไหนต้องพกปาก และความอยากไปด้วยเยอะๆ) พอพวกเราจัดการแต่งตัวเสร็จสรรพ ก็ลงไปถามกับพนักงานโรงแรมว่า ต้องไปไหนบ้าง จากนั้นรถทางโรงแรมก็พาไปส่งที่สถานีรถบัส "Kawaguchiko Station"

แผนที่จาก Kawaguchiko Bus Station ไปเที่ยวไหนได้บ้างเนี่ย
เมื่อได้ข้อมูลจากพนักงานที่สถานีรถบัส ซึ่งมีจุดแนะนำข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านน้ำใส หรือ Oshino Hakkai นั่งรถบัสกันไปด้วยราคาคนละ 550 เยน ใครมาพักแถวนี้ ต้องพาตัวเองมาให้ถึงจริง ๆ นะ เพราะน้ำใสที่ว่านี้ น้ำใสมาก ๆ ถ่ายรูปไปก็ไม่เท่ากับตาเห็นค่ะ และสำหรับอาหารที่พลาดไม่ได้เลยเด็ดขาด ก็โมจิปิ้ง หาที่ไทยเราไม่ได้แน่นอน ทั้งแป้งและไส้อันกลมกล่อม นึกแล้วยังอยากกินอีก

อันนี้แหล่ะ โมจิปิ้ง (ห้ามพลาด)

เมื่อเดินเข้าไปต้องร้อง Wowwwwwwwwww หมู่บ้านน้ำใส (ใสปิ๊งมาก)
ทีนี้พอมาพูดถึงเรื่องอาหารกันบ้าง คือเป็นคนที่เวลาเห็นอะไรแปลกหรืออะไรที่ไม่รู้หรอกว่าจะอร่อยรึเปล่า แต่ก็อยากลองบ้าง ดังนั้นเลยจัดไปอีกหนึ่ง คือ เต้าหู้ที่ใส่น้ำซอส ซีอิ๊วขาว กับเครื่องอะไรอีกนิดหน่อย (ทีแรกนึว่าจะไม่อร่อย แต่พอกิน อร่อยแหะ)

เก็บตกระหว่างทาง แมว ๆๆๆๆ (เห็นแมว เห็นหมาไม่ได้เลย)
เวลาจะเที่ยวที่ไหน ก็คงต้องคำนึงถึงเวลาเป็นสำคัญ ไม่งั้นจะได้ไม่ครบดั่งใจ หลังจากหมู่บ้านน้ำใสเรายังพอมีเวลาเหลืออีก 3 ชั่วโมง ทีนี้ต้องรีบล่ะ เพราะไม่รู้ว่าไอ้จุดต้นไม้เปลี่ยนสีเยอะ ๆ ที่เรียกว่า "Maple Corridor" ต้องไปลงตรงไหนยังไง พวกเราจึงตัดสินใจนั่งรถเมล์ไปที่นั่นกัน และก็ถึงบางอ้อค่ะว่า เฮ้ย! โรงแรมที่พักของเราช่างใกล้เหลือเกินกับ Maple Corridor นี่พวกเราซื่อบื้อมากเลยนะ 555) นั่งรถเมล์เลยจากที่พักไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว ถือว่าโชคยังดีที่เรายังไม่ถึงกับโง่

ต้นไม้หลากสีที่พวกเราอยากจะหยุดวินาทีนั้นไว้

ชัดเจน สีของใบไม้ที่แตกต่าง

ชิมหน่อยซิ "มิโซะ ซุป"

น้องหมาๆๆๆ เจอทีไรก็ต้องถ่ายตามสไตล์เราค่ะ
วันนี้พักตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาเล่าวันที่ 2 กับประสบการณ์นอนแคปซูน (แยกตัวจากเพื่อน ๆ ไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีอินเตอร์เน็ต)
ฉายเดี่ยวหนีเพื่อนไปนอนแค้ปซูนโตเกียว ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต พึ่งใครดี!
ไปเที่ยวครั้งนี้ เราไปเพียง 4 วัน 3 คืน (10-14 พ.ย. 2558) ซึ่งคืนแรกพวกเราได้ที่พักไม่ไกลจาก Maple Corridor ซึ่งใกล้ ๆ กับ Fuji-Sun ตื่นเช้ามาโชคดีมาก เพื่อนปลุกให้มาดูภูเขาฟูจิตั้งตระหง่านสวยงามอยู่ด้านหน้า แต่เพียง 10 นาทีให้หลัง เมฆก็ปกคลุมจนมองไม่เห็น
ฟูจิซัน
การไปเที่ยวครั้งนี้ไปกันอย่างมั่วซั่วมาก ช่างไม่รู้อะไรเลยว่าจะต้องไปไหน แล้วที่เราพักใกล้อะไรบ้าง แต่โชคดีที่มีปาก (ไปไหนต้องพกปาก และความอยากไปด้วยเยอะๆ) พอพวกเราจัดการแต่งตัวเสร็จสรรพ ก็ลงไปถามกับพนักงานโรงแรมว่า ต้องไปไหนบ้าง จากนั้นรถทางโรงแรมก็พาไปส่งที่สถานีรถบัส "Kawaguchiko Station"
แผนที่จาก Kawaguchiko Bus Station ไปเที่ยวไหนได้บ้างเนี่ย
เมื่อได้ข้อมูลจากพนักงานที่สถานีรถบัส ซึ่งมีจุดแนะนำข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านน้ำใส หรือ Oshino Hakkai นั่งรถบัสกันไปด้วยราคาคนละ 550 เยน ใครมาพักแถวนี้ ต้องพาตัวเองมาให้ถึงจริง ๆ นะ เพราะน้ำใสที่ว่านี้ น้ำใสมาก ๆ ถ่ายรูปไปก็ไม่เท่ากับตาเห็นค่ะ และสำหรับอาหารที่พลาดไม่ได้เลยเด็ดขาด ก็โมจิปิ้ง หาที่ไทยเราไม่ได้แน่นอน ทั้งแป้งและไส้อันกลมกล่อม นึกแล้วยังอยากกินอีก
อันนี้แหล่ะ โมจิปิ้ง (ห้ามพลาด)
เมื่อเดินเข้าไปต้องร้อง Wowwwwwwwwww หมู่บ้านน้ำใส (ใสปิ๊งมาก)
ทีนี้พอมาพูดถึงเรื่องอาหารกันบ้าง คือเป็นคนที่เวลาเห็นอะไรแปลกหรืออะไรที่ไม่รู้หรอกว่าจะอร่อยรึเปล่า แต่ก็อยากลองบ้าง ดังนั้นเลยจัดไปอีกหนึ่ง คือ เต้าหู้ที่ใส่น้ำซอส ซีอิ๊วขาว กับเครื่องอะไรอีกนิดหน่อย (ทีแรกนึว่าจะไม่อร่อย แต่พอกิน อร่อยแหะ)
เก็บตกระหว่างทาง แมว ๆๆๆๆ (เห็นแมว เห็นหมาไม่ได้เลย)
เวลาจะเที่ยวที่ไหน ก็คงต้องคำนึงถึงเวลาเป็นสำคัญ ไม่งั้นจะได้ไม่ครบดั่งใจ หลังจากหมู่บ้านน้ำใสเรายังพอมีเวลาเหลืออีก 3 ชั่วโมง ทีนี้ต้องรีบล่ะ เพราะไม่รู้ว่าไอ้จุดต้นไม้เปลี่ยนสีเยอะ ๆ ที่เรียกว่า "Maple Corridor" ต้องไปลงตรงไหนยังไง พวกเราจึงตัดสินใจนั่งรถเมล์ไปที่นั่นกัน และก็ถึงบางอ้อค่ะว่า เฮ้ย! โรงแรมที่พักของเราช่างใกล้เหลือเกินกับ Maple Corridor นี่พวกเราซื่อบื้อมากเลยนะ 555) นั่งรถเมล์เลยจากที่พักไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว ถือว่าโชคยังดีที่เรายังไม่ถึงกับโง่
ต้นไม้หลากสีที่พวกเราอยากจะหยุดวินาทีนั้นไว้
ชัดเจน สีของใบไม้ที่แตกต่าง
ชิมหน่อยซิ "มิโซะ ซุป"
น้องหมาๆๆๆ เจอทีไรก็ต้องถ่ายตามสไตล์เราค่ะ
วันนี้พักตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาเล่าวันที่ 2 กับประสบการณ์นอนแคปซูน (แยกตัวจากเพื่อน ๆ ไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีอินเตอร์เน็ต)