[Loser Voice] อเมริกา-พม่า-ไทย : “อารมณ์อึดอัดท่วมขังรอระบาย” แล้วจะระบายไปที่ไหน?

[Loser Voice] อเมริกา-พม่า-ไทย : “อารมณ์อึดอัดท่วมขังรอระบาย” แล้วจะระบายไปที่ไหน?
.
.
By : TonyMao_NK51
E-Mail : tonymao_nk51@hotmail.com , tonymao.nk@gmail.com
Facebook Page : TonyMao_NK51
.
เช้าวันนี้ ( 25-Oct-2016 ) ตื่นมาหกโมงเช้ากว่าๆ ในสภาพงัวเงีย พร้อมอารมณ์เสียตั้งแต่เมื่อคืนที่ฝนตกหนักเป็นชั่วโมง แถมยังทำน้ำท่วมจนต้องเดินลุยน้ำเข้าที่พัก กว่าจะได้นอนก็ล่อไปเสียเกือบตีหนึ่ง ก็เปิดหาข่าวอ่านไปเรื่อย เจอบทความที่น่าสนใจ 2 เรื่อง
.
เรื่องแรกเป็นบทความของนักวิชาการที่ “ดังมาก” คนหนึ่งของเมืองไทยอย่าง “นิธิ เอียวศรีวงศ์” เขียนลงในเว็บไซต์ นสพ.มติชน อาจารย์นิธิแกพูดถึงปรากฏการณ์ “ทรัมป์ฟีเวอร์” หรือการที่พลเมืองสหรัฐอเมริกาจำนวนไม่น้อย ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 41 ของอเมริกันชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ระบุว่าจะสนับสนุนให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ซึ่งแม้ว่ามุมหนึ่งจะน้อยกว่าฟากของคู่แข่งอย่าง “ฮิลลารี คลินตัน” แต่อีกมุมหนึ่ง การที่คนแบบทรัมป์ ซึ่งพูดอะไรออกมาแต่ละครั้งถูกมองจากทั้งคนอเมริกันและคนทั่วโลกว่าเป็นพวก “บ้าๆ เพี้ยนๆ” ได้รับความนิยมเกือบครึ่ง มันก็ “สะท้อน” ถึงอะไรบางอย่างในสังคมอเมริกัน
.
อะไรที่คนอเมริกัน “รู้สึก” แต่ “ไม่อาจพูด”!!!
.
อาจารย์นิธิ อ้างถึงคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง “โจเซฟ สติกลิทซ์” คนเดียวกับที่เคยวิพากษ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่า “มีแค่คนเพียงหยิบมือเดียว คือร้อยละ 1 เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกาเป็นอยู่” นั่นแหละครับ ซึ่งตาสติกลิทซ์คนนี้ ยังได้กล่าวอีกว่า “คนอเมริกันส่วนใหญ่มีรายได้ลดลง ซ้ำยังมีทีท่าว่าจะลดลงไปทุกปี แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้นก็ตาม” เนื่องจากถึงแม้บรรดานายทุนอเมริกันจะยังคงสร้างผลกำไร ปั่น GDP ให้สูงอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่า..
.
เป็นการปั่น GDP แบบที่ไม่เกิด “การจ้างงาน”!!!
.
ทุกวันนี้คนอเมริกันเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งผู้อพยพจากเม็กซิโกที่เข้ามาแย่งงาน ทั้งสินค้าจีนเข้ามาตีตลาด ขณะที่นายทุนทั้งหลายก็ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำลาย “ชีวิตในอุดมคติของคนอเมริกัน” ( ที่คนไทยรู้จักในชื่อ American Dream นั่นแหละครับ ) คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มั่นคง เศรษฐกิจดีแล้วยังไง? เงินก็ไปกองอยู่กับคนรวย ส่วนคนจน-คนชั้นกลางตกงานหรือต้องหาอาชีพเสริม ดังนั้นการที่คนเหล่านี้จะเทคะแนนให้กับทรัมป์ แม้บางคนไม่เชื่อว่าทรัมป์จะทำตามที่หาเสียงจริงๆ ก็ตาม สาเหตุไม่มีอะไรอื่น..
.
นอกจาก “สะใจ” ที่ทรัมป์พูดในสิ่งที่คนเหล่านี้อยากพูด!!!
.
-------------------------------------------------
.
เรื่องที่สองเป็นบทความในเว็บไซต์ประชาไท อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ “มา ธิดา” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ( พม่า ) ต่อสำนักข่าวอิระวดี คุณมา เล่าถึงสังคมเมียนมา ในยุคที่ทหารยังมีอำนาจเป็นใหญ่ โดยเปรียบเทียบกับสังคมพนักงานบริษัท
.
คุณมา เล่าโดยสมมติเรื่องราวของบริษัทแห่งหนึ่ง มีเจ้านาย ( โปรดนึกถึงเถ้าแก่ บอส ผู้จัดการ ฯลฯ จะได้อารมณ์สังคมชาวมนุษย์ออฟฟิศมาก ) สมมติว่าชื่อนาย A ซึ่งนาย A เป็นเจ้านายประเภทที่ลูกน้องส่วนใหญ่ไม่ชอบ คือมีนิสัยประเภทมารยาทไม่ดี ชอบใช้เสียงใช้คำพูดรุนแรง เจ้ายศเจ้าอย่าง พนักงานส่วนใหญ่ในบริษัทแห่งนี้เมื่อมีโอกาสจะจับกลุ่ม “นินทา” นาย A อย่างสนุกปาก เว้นเสียแต่พนักงานคนหนึ่ง สมมติว่าชื่อนาย B ที่ยังคง “อยู่นิ่งๆ” ไม่ได้ร่วมวงนินทากาเลไปกับเขาด้วย
.
อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่า นาย B ต้องเป็นคนดีมาก ใจเย็นมาก น่าคบหาแน่ๆ แต่เปล่าเลย..คุณมา เล่าต่อไปว่า วันหนึ่งนาย B ไปที่ร้านดูแลเท้า ( มันคืออะไร? ใช้ร้านนวดเท้าหรือไม่? ผมวานผู้รู้เรื่องพม่ามาตอบหน่อยนะครับ ) ซึ่งในสังคมเมียนมาก็เหมือนกับสังคมไทย นั่นคือ “เท้าเป็นของต่ำ” และงานดูแลเท้าทำให้ลูกค้าก็คือนาย B รู้สึกว่าตัวเองมีสถานะ “เหนือกว่า” ดังนั้นเรื่องนี้จึงปิดท้ายแบบ “ตลกร้าย” ที่ว่าเมื่อใช้บริการแล้ว..
.
นาย B กล่าวกับพนักงานว่า “ลาก่อน..คุณ A”!!!
.
คุณมา สรุปเรื่องนี้ว่า ในสังคมที่คนรู้สึกอึดอัด โกรธแค้น ไม่พอใจในสภาพที่เป็นอยู่ มองว่ามันไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม แต่ “ไม่รู้จะทำอะไรได้” เพราะหวาดกลัวต่อต้นเหตุของความรู้สึกนั้น ( ซึ่งก็คือคนมีอำนาจ ชนชั้นนำต่างๆ ) แต่ขณะเดียวกันก็อยากระบายออก ทำให้สุดท้ายแล้วคนในสังคมนั้นมักจะเลือกไปลงกับ “ใครสักคนที่ต่ำกว่าและไม่อาจตอบโต้” แทน พร้อมกับเปรียบเทียบว่า เมื่อคนเมียนมาไม่สามารถทำอะไรกลุ่มทหารได้ ก็หันไป..
.
ระบายอารมณ์กับ “ชนกลุ่มน้อย” ต่างๆ แทน!!!
.
-------------------------------------------------
.
ผมอ่านบทความทั้ง 2 เรื่อง แล้วพาลนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและคุ้นเคยดีในประเทศไทย
.
เรื่องแรก..เมื่อผมเห็นทรัมป์ เห็นลีลาการหาเสียงของทรัมป์ ผมนึกถึง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ขึ้นมาทันที จำได้ว่าตอนที่คุณชูวิทย์แกปรากฏตัวบนหน้าสื่อเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน เล่นเอาคนไทย “สะใจ” อยู่มากทีเดียว กับการที่เฮียแกออกมาแฉ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”(สตช.) ว่าเคยทำเรื่องลบๆ อะไรไว้บ้าง มุมมืดซอกหลืบ โลกใต้ดินที่บรรดาคนสีกากีเข้าไปเกี่ยวข้อง
.
สะใจแค่ไหนก็ดูเถอะครับ..ลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หนแรกในปี 2004 ก็ได้อันดับ 3 แล้ว แพ้แค่ผู้สมัครจาก 2 พรรคใหญ่เท่านั้น และหลังจากนั้นก็โด่งดังขึ้นมาตามลำดับ จนได้เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะ ส.ส.พรรคชาติไทย และอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรครักประเทศไทย คนไทยจำนวนมากเฝ้ารอดูลีลาการปราศรัยในสภา หรือการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อแบบ “โหด มันส์ ฮา” โดยเฉพาะถ้าวันไหนคุณชูวิทย์ “จิกกัด” วงการตำรวจด้วยแล้ว วันนั้นเรตติ้งพุ่งกระฉูดกันทีเดียว ซึ่งเราๆ ท่านๆ ต่างก็รู้กันดีว่าคนไทยรู้สึกอย่างไรกับอาชีพนี้
.
( บางคนตอนนี้บ่นเหงา..เฮียชูติดคุก การเมืองไทยไม่หนุกเบย!!! )
.
เรื่องที่สอง..ผมนึกถึงเรื่องเล่ามากมายที่ผมได้ยินตั้งแต่จำความได้ กรณีคนทำงานบริการ หรือคนอยู่ในระดับล่างๆ มักจะมีสถานะเป็น “กระโถนท้องพระโรง” เป็นที่รองรับอารมณ์ของใครต่อใครอยู่เสมอโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งความเห็นจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้จักกันก็ดี หรือจากใครหลายๆ คน ที่มา Comment คนที่มาตั้งกระทู้ “ระบาย” ใน Social Media ว่าแต่ละวันตัวเองเจอลูกค้าที่ชอบเหวี่ยงชอบใส่อารมณ์กับพนักงานบริการ หรือพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ชอบตวาด-ตะคอกใส่เด็กๆ ผู้น้อยกว่าก็ดี ว่าลึกๆ แล้ว..
.
คนเหล่านี้คือพวกที่อาจจะ “เก็บกด” มาจากที่อื่น!!!
.
ทำนองบางคนอาจจะเป็นสามีภรรยาที่ถูกคู่สมรสด่าเช้าด่าเย็น หรือบางคนอาจจะเป็นพนักงานที่ต้องรองรับอารมณ์แรงๆ ของหัวหน้า หรือแม้แต่บางคนทำงานบริการแล้วเจอลูกค้าแย่ๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ ทำให้เมื่อมีโอกาส ก็จะพยายามมองหา “คนที่อยู่ต่ำกว่าและตอบโต้ไม่ได้” แล้วไประบายลงกับคนเหล่านั้น เช่น พนักงานบริการ ลูกน้อง หรือแม้แต่บุตรหลานของตน
.
ผมยังนึกถึงเรื่องเล่าของ “หนุ่มขายน้ำ” หรือผู้ชายที่ขายบริการทางเพศ ซึ่งลูกค้าไม่ได้มีแต่คนประเภทชอบไม้ป่าเดียวกันเท่านั้น แต่ยังมี “ผู้หญิงกลางคืน” อีกด้วย ซึ่งสาเหตุว่าทำไมต้องมาหาเศษหาเลยข้างนอก เรื่องเล่าเหล่านี้มักอธิบาย ( ผ่านคำบอกเล่าของหนุ่มขายน้ำ ) ว่าปกติผู้หญิงเหล่านี้เป็น “คนถูกเลือก” และ “คนอยู่ใต้คำสั่ง” อาทิ หญิงในสถานบริการที่ไม่สามารถเลือกลูกค้าได้เอง ต้องมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ตามที่เลือกใช้บริการเธอ ดังนั้นการมาหาเที่ยวหนุ่มขายน้ำ มันเหมือนว่าตนเองได้ “เลือก” บ้าง สามารถขอให้ผู้ชายเหล่านี้ทำนั่นทำนี่ให้ได้บ้าง หรือก็คือการได้ระบาย..
.
ได้รู้สึกว่าตนเองมีอำนาจบ้าง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตามที!!!
.
-------------------------------------------------
.
ผมได้ข้อสรุปจาก 2 บทความ ที่แม้จะต่างสถานที่ต่างวาระ แต่มีความเหมือนกันคือ..สังคมไหนที่ผู้คนมีความรู้สึกไม่สบายใจ อึดอัดใจสูง แต่ไม่สามารถจัดการกับต้นตอของปัญหานั้นได้ สังคมนั้นก็ต้องการที่ระบายมาก ทั้งระบายโดยด้วยการสนับสนุนใครก็ตามที่ช่วยให้ตนได้ระบายความคับข้อง-คับแค้นใจ แม้จะดูไร้สาระ-ไร้เหตุผลก็ตาม ( เช่น โปรดสังเกตแฟนเพจประเภทระบายอารมณ์ ด่าก่อนคิดทีหลัง เพจพวกนี้เรตติ้งสูงทั้งนั้น ) และทั้งระบายด้วยการหาคนอื่น ( หรืออาจจะเป็นสิ่งอื่น เช่น บางคนโมโหใครไม่รู้ เจอหมาจรจัดเดินผ่านมาก็ไปหาเรื่องเตะมันเสียอย่างนั้น ) มารองรับอารมณ์ขุ่นมัวของตนเอง
.
เห็นด้วยกับทั้ง 2 บทความ รวมถึงที่ผมกล่าวมาไหมครับ?
.
และทุกวันนี้ท่านจัดการกับอารมณ์แบบนี้ของท่านอย่างไร?
.
---------------------------------
.
บทความอ้างอิง :
.
http://www.matichon.co.th/news/331902 ทรัมป์กับโลกปัจจุบัน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
http://prachatai.com/journal/2016/10/68497 “ความกลัวทำให้คนดุร้าย” ประโยคเปิดใจ มา ธิดา อดีตนักโทษการเมืองเมียนมาร์

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่