Salzburg เป็นเมืองที่ตอนแรกไม่มีความอยากไปเลย ด้วยความคิดที่ว่า ดูเป็นเมืองมากเกินไป น่าจะไม่ได้มีอะไรมากนัก อยากเที่ยวแบบธรรมชาติอ่ะ ..... แต่หลังจากเที่ยวเสร็จ ความคิดก็แบบเปลี่ยนทันที ดีนะ ที่ฉันมา ไม่งั้นคงเสียดายแย่
เรา
เดินทางจาก Hallstatt ไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าเริ่มเปิด เห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ขับไม่นานเราก็เริ่มเข้าเขต Salzburg ซึ่งมีความเป็นชุมชนเมืองพอสมควร หลังจากดูสถานการณ์บนท้องถนนกันแล้ว เราจึงตัดสินใจกันว่า จอดรถไว้ที่พัก แล้วนั่งรถเมล์กันเถอะ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนของผู้คนอื่น >//< .... คือจริงๆ ขนาดถนนกว้างและไม่วุ่นวายเท่าใน Munich แต่ก็เพื่ออรรถรส จะได้นั่งรถโดยสารบ้านเค้าบ้าง
จึงขับไปจอดไว้ที่พัก
Salzburg City Austrasse ซึ่งจองไว้ผ่าน Booking เช่นเดิม โดยที่นี่เราเลือกที่พักเป็นแนวประมาณ Private Guest House ซึ่งคือเป็นบ้านที่เจ้าของให้เช่าพักรายวัน โดยห้องที่เราเลือกเป็นห้อง Studio กันเลยทีเดียว ... ก็แบบว่า ราคาไม่ต่างกับห้องธรรมดาเท่าไร
จอดรถ เก็บของเรียบร้อย ก็ได้เวลา ออกล่าประสบการณ์กันต่อ
การเดินทางใน Salzburg เราเลือกเป็นการโดยสารด้วยรถเมล์ทั้งหมด โดยเราต้องหาป้ายรถเมล์ใกล้ๆ แล้วก็ดูสถานีที่เราจะไป อย่าลืมขึ้นให้ถูกฝั่งนะจ๊ะ
#TIP : การขึ้นรถเมล์ใน Salzburg ถ้าวางแผนเที่ยวไว้หลายจุด ซึ่งห่างกัน ต้องขึ้นรถเมล์หลายๆรอบ แนะนำให้ซื้อตั๋ววัน ถูกกว่า เพราะขาเดียวราคาประมาณ 2.5€ แต่ตั๋ววันน่าจะประมาณ 4€ (ถ้าจำไม่ผิดน่ะนะ) ก็จะคุ้มกว่า และห้ามขึ้นรถโดยสารในยุโรป แบบไม่ซื้อตั๋วเด็ดขาด ไม่ว่าจะรถเมล์ รถไฟ เพราะอาจจะดวงไม่ดี ถูกตรวจสอบ แล้วโดนค่าปรับหลายเท่าตัวนะจ๊ะ
ที่ป้ายรถเมล์จะมี ป้ายบอกเวลาอยู่ว่ารถเมล์สายนั้นๆจะมาถึงเวลาเท่าไร ป้ายนอกเมืองจะเป็นป้ายบอร์ดธรรมดา แต่ในเมืองจะเป็นป้าย Digital real time คือบอกว่ารถกำลังมา เหลือเวลาอีกกี่นาที รถจะมา ประมาณนี้
เมื่อรถเมล์มา เราก็เดินขึ้นไปพร้อมจ่ายเงินที่คนขับรถเลย ที่บ้านเมืองเค้าไม่มีกระเป๋ารถเมล์นะจ๊ะ จ่ายเงินได้ตั๋วมาแล้วก็เดินผ่านที่กั้นประตูเข้าไป
สิ่งที่สังเกตเห็นคือ ความสะอาด ดูไม่แออัด สามารถหาที่นั่งได้ง่ายๆ พอได้ที่นั่ง อิฉันก็สังเกตไปทั่วรถ ด้วยความไม่เคยขึ้นรถเมล์ที่ออสเตรีย
ในรถจะมีป้ายบอกว่า รถคันนี้สายอะไร สถานีหน้าเป็นสถานีอะไร คล้ายๆบนรถไฟ ดังนั้นขึ้นจากสถานีไหนก็อย่าลืมจำกันด้วยล่ะ
มองไปมองมา เห็นป้าย ที่มีรูปสุนัขใส่ที่ครอบปาก ... แล้วก็อดดีใจไม่ได้
ที่นี่ สามารถพาสุนัขขึ้นรถโดยสารได้ เพียงแต่ต้องใส่ที่ครอบปากให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น
หากสังเกตดีๆ รถโดยสารที่นี่จะมีรางสายไฟอยู่ด้านบนของรถ ซึ่งเมื่อเเข้าไปในเมืองก็จะยิ่งเห็นชัดว่ามีสายพัวพันกันเต็มไปหมด แต่จริงๆแล้วมันเป็นระบบนะ ทำให้รถวิ่งเป็นระเบียบและทำให้ข้อมูล real time มากขึ้น
ในวันแรกที่เราไปถึง Salzburg เป็นช่วงประมาณ 4 โมงเย็นแล้ว จึงไปเดินเล่นในเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นเขตที่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ต้องมาเดิน ถึงจะเรียกว่ามาถึง Salzburg แต่ในช่วงเย็นเราลองเดินรอบๆนอก ยังไม่ได้เข้าไปในเขตเมืองเก่ามากนัก เพราะกลัวจะมืดซะก่อน
อาคารบ้านเรือนที่นี่ บางหลังมีความเก่า ซึ่งสังเกตได้จากรูปปั้นหน้าบ้านได้ เพราะน้องเล่าให้ฟังว่าคนสมัยก่อนเค้าจะปั้นรูปหน้าตัวเองไว้ที่หน้าบ้านเป็นสัญลักษณ์ บางตึกก็มีสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ น่าหลงไหล
ที่นี่มีความเป็นเมืองพอสมควร มีย่านให้ Shopping สำหรับขาช็อปฯทั้งหลาย ทั้งในเขตเมืองเก่า และเมืองใหม่ และยังเป็นเมืองที่มีการศึกษาที่ดีด้วย ได้ยินเขาเล่ากันว่า การมาเรียนที่นี่จบยากพอสมควร มีความหินมากๆ.... ฟังแล้วช่างน่ากลัว >//<
เราเดินชมโบสถ์ ชมมหาวิทยาลัย ชมย่าน Shopping เยี่ยมบ้านโมสาร์ท ดูสถาปัตยกรรมต่างๆซึ่งมีความน่าสนใจมากมาย เดินไปเดินมาก็จะพบรถม้านำเที่ยวเป็นระยะๆ เห็นแล้วอยากจะขึ้นไปลองนั่งบ้างจริงๆ
มาลองดูบรรยากาศรอบๆเมืองเก่ากันดีกว่า สวยขนาดไหนไปดูกัน -->

ย่าน Shopping ในเมืองเก่าจะมีความสวยงามทั้งตัวตึกและการติดป้ายบอกหน้าร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ป้ายหน้าร้านจะมีลักษณะเป็นเหล็กดัดที่ทำแบบสวยงาม ยื่นเรียงรายกันตามถนน มองดูแล้วช่างดูเข้ากันยิ่งนัก
การมาเที่ยวในยุโรป สิ่งที่ดีงามมากอย่างหนึ่งก็คือ อากาศที่เย็นสบาย ทำให้เราเดินได้โดยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร เดินได้โดยไม่รู้สึกเหนอะตัว ซึ่งการเดินถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ไม่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ และยังทำให้เราชมเมืองได้ทั่วถึงและเก็บรายละเอียดได้เยอะอีกต่างหาก
ในระหว่างที่เดินเล่นกัน ผู้น้องของอิฉันก็ช่างสังเกตเห็นโปสการ์ดใบหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ถือว่าเป็นจุด Signature ของเมือง Salzburg หลังจากถามไถ่สถานที่กับผู้ขายแล้ว เราก็ไม่รอช้า เดินไปยังจุดๆนั้นทันที เพื่อให้ทันแสงอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงลับขอบฟ้า
ฉับ..ฉับ...ฉับ เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างมีจุดหมาย ไปยังสถานที่ที่ตากล้องมักจะมาเก็บภาพ ไม่ว่าจะเป็นตากล้องมืออาชีพ หรือตากล้องมือสมัครเล่นอย่างกวาง เราใช้เวลาเดินจากเขตเมืองเก่าไม่นาน ก็เริ่มเห็นสะพานที่เป็นจุดหมาย ..... อื้มมม อากาศช่างดีเหลือเกิน กำลังเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป
ในที่สุดก็เดินมาถึง
สะพานซึ่งเป็นจุดที่เราจะถ่ายภาพวิวที่เป็น Signature view ของ Salzburg การถ่ายภาพต้องเดินไปประมาณกลางสะพาน เพื่อถ่ายให้เห็นเขตเมืองเก่า คู่กับแม่น้ำ Salzach ซึ่งไหลผ่านกลางเมือง พร้อมกับโบสถ์อีกฝั่ง .... ลองจินตนาการถึงภาพแล้ว ช่าง Classic Romantic เสียเหลือเกิน ไม่รู้จะใช้คำไหนอธิบายดี
บนสะพานบางแห่งของที่นี่ เราสังเกตเห็นการคล้องกุญแจ ประมาณอารมณ์ในเกาหลี แต่จริงๆแล้วเท่าที่ได้รับการบอกเล่ามา เค้าบอกว่า การคล้องกุญแจบนสะพานเพื่อความรักที่มั่นคงนั้นมีต้นกำเนิดจากทางฝั่งยุโรปนี่เอง
เราใช้เวลาอยู่บริเวณนั้นสักพัก เดินเอื่อยๆ ซึมซับบรรยากาศดีๆ พออากาศเริ่มเย็น และพระอาทิตย์เลิกงาน เราก็นั่งรถเมล์กลับที่พัก เพื่อไปทำมื้อเย็นกินกันเองในค่ำคืนนี้....พอกินอิ่ม ก็กลิ้งไปกลิ้งมา ผลอยหลับไปเลย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฮื้มมมมม......เช้าแล้วหรือนี่ บิดซ้าย บิดขวา แล้วก็ผละลุกออกจากเตียงเพื่อทำภารกิจในตอนเช้า จากนั้นก็เตรียมเที่ยวเมือง Salzburg ต่อ โดยวันนี้เรามีแผนที่จะเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าอย่างละเอียด คิดแล้วก็ไม่รอช้า...จัดแจงข้าวของเสร็จ ก็ออกไปรอรถเมล์กันดีกว่า
#TIP : เวลาเจอป้ายรถเมล์ที่มีบอร์ดแจ้งเวลารถ ให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เผื่อสำหรับการวางแผนการเดินทางในครั้งต่อๆไป ทำให้เรารู้ว่าเราควรออกจากที่พักเมื่อไร แผนการท่องเที่ยวของเราจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเวลาที่รถมาถึงป้าย ในแต่ละวันอาจจะไม่เหมือนกันนะ ส่วนใหญ่ จันทร์-ศุกร์จะเหมือนกัน แต่เสาร์ กับอาทิตย์ จะไม่เหมือนจ้า
เอาล่ะๆ เดินทางๆ
แน่นอนว่า เราเดินทางไปยังเขตเมืองเก่า แวะหาอะไรกินเบาๆรองท้องในตอนเช้า แล้วก็เริ่มเดินเท้าเข้าไปยังเขตในๆของเมือง แล้วเราก็เห็นกำแพงใหญ่ๆมีบันไดเดินขึ้นไป ด้วยความสงสัย ประมาณว่าเป็นเจ้าหนูจำไม เราก็เดินขึ้นบันไดไปค่ะ เดินไปเรื่อยๆ ทางเริ่มลาดขึ้น ขาเริ่มเมื่อยเบาๆ แต่ก็ยังมั่นใจว่าทางจะพาไปสู่สถานที่ที่สวยงามแน่นอน เดินไปสักพักก็เริ่มเจอป้าย บอกว่าไป
Festung หรือ Fortress ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า ป้อมปราการ นั่นเอง
Festung Hohensalzburg คือสถานที่ที่เรากำลังเดินไปนั่นเอง ปกติการขึ้นป้อมปราการสามารถไปได้ 2 ช่องทาง คือ มีรถรางโดยสาร สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดเดินเท่าไร และทางเดินเท้าซึ่งไม่โหดร้ายมากนัก พอให้เหงื่อออกบ้าง
การเข้าเยี่ยมชมป้อมปราการ มีค่าตั๋วในการเข้าชมอยู่ที่ 9.2€ ต่อคน ซึ่งก็ถือว่าคุ้ม เพราะ
วิวทิวทัศน์ด้านบนมีความสวยงาม เห็นได้รอบเมือง และ
ในป้อมยังมีการจัดแสดง บอกเล่า เรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่สำคัญต่างๆมากมาย จริงๆตั๋วมีอีกราคาหนึ่ง ซึ่งแพงกว่านี้ ไม่แน่ใจว่าเท่าไร แต่หากซื้อตั๋วแบบนั้น จะสามารถเข้าไปในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของกษัตรย์ที่เคยอยู่ที่ป้อมฯแห่งนี้ได้
วิวข้างบนจุดชมวิวนั้น พูดได้คำเดียวว่า...Wowww ว้าววว...สวยงามไร้ที่ติ ท้องฟ้าใส อากาศดี ลมพัดเย็นๆ มองลงไปที่เมือง มีความเป็น pattern เดียวกัน มองไปที่ด้านข้าง มีภูเขาโอบล้อม .... ถ้าไม่ได้ขึ้นมานี่ คงเสียดายเหมือนกัน
เราชักภาพเป็นที่ระลึกจนพอใจแล้วก็เดินเข้าไป
ด้านในของตัวป้อมปราการ ซึ่งมีการแบ่งเป็นหลายๆห้อง มีการบรรยายถึงการเกิดสงคราม และสิ่งที่หลงเหลืออยู่, สภาพป้อมปราการสมัยแรก จนพัฒนามาเป็นสมัยปัจจุบัน, โมเดลของป้อมปราการ, บอร์ดแสดงประวัติศาสตร์สำคัญๆทั้งของโลก และที่มี Salzburg เกี่ยวข้องด้วย, ห้องแสดงอุปกรณ์รบในสงครามสมัยก่อน, ห้องแสดงเครื่องดนตรี และอุปกรณ์เครื่องใช้ในสมัยนั้น ซึ่งห้องแสดงแต่ละห้องมีการจัดวางและตกแต่งอย่างสวยงาม ทำให้เราพอจินตนาการถึงในสมัยก่อนได้มากขึ้นเยอะเลย อีกทั้งมีร้านค้าของที่ระลึกที่เกี่ยวกับป้อมปราการและเมืองด้วย **เสียดายที่ด้านในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป จึงไม่ได้นำรูปมาฝากกัน >//<
หลังจากชื่นชมป้อมปราการจนรอบ เราก็เดินลงจากป้อมอีกทางหนึ่ง ซึ่งพาเราไปยังอีกมุมของเมือง ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวมักมาเยี่ยมชมกัน เป็น
จตุรัสที่มีงานศิลปะซึ่งเป็นฝีมือของนักศึกษามหาวิทยาลัย Salzburg โดยจะเป็นรูปปั้นผู้ชายยืนอยู่บนลูกบอลสีทอง ทำให้ดูแปลกและโดดเด่น และบริเวณแถวนั้นยังมีร้านค้า และ
ลานกิจกรรมที่มีกระดานหมากรุกขนาดใหญ่ อีกด้วย ดูๆไปคล้ายกับไอเดียในภาพยนตร์ Harry potter ตอนศิลาอาถรรพ์ เลยทีเดียว
เดินจากตรงนั้นไปอีกนิดเดียว ก็จะเจอ
มหาวิหาร Salzburg Cathedral ซึ่งเป็นโบสถ์ศิลปะบาโรกที่งดงามมีความโอ่อาตามสไตล์ ความสวยงามที่เห็นนี้เกิดจากการบูรณะครั้งใหญ่หลังจากที่โบสถ์นี้ได้ถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อนชาวเยอรมันเล่าให้ฟังว่า การตกแต่งโบสถ์ที่ดูวิจิตรตระการตา งดงามนั้น ซึ่งเห็นได้อยู่ทุกที่ เพื่อให้รู้สึกว่าเราอยู่บนสรวงสวรรค์ที่มีความงดงามนั่นเอง
[CR] อยากรู้จักเมืองใหญ่ในฝัน ให้ไปเจอกันที่ "Salzburg"
เราเดินทางจาก Hallstatt ไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าเริ่มเปิด เห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ขับไม่นานเราก็เริ่มเข้าเขต Salzburg ซึ่งมีความเป็นชุมชนเมืองพอสมควร หลังจากดูสถานการณ์บนท้องถนนกันแล้ว เราจึงตัดสินใจกันว่า จอดรถไว้ที่พัก แล้วนั่งรถเมล์กันเถอะ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนของผู้คนอื่น >//< .... คือจริงๆ ขนาดถนนกว้างและไม่วุ่นวายเท่าใน Munich แต่ก็เพื่ออรรถรส จะได้นั่งรถโดยสารบ้านเค้าบ้าง
จึงขับไปจอดไว้ที่พัก Salzburg City Austrasse ซึ่งจองไว้ผ่าน Booking เช่นเดิม โดยที่นี่เราเลือกที่พักเป็นแนวประมาณ Private Guest House ซึ่งคือเป็นบ้านที่เจ้าของให้เช่าพักรายวัน โดยห้องที่เราเลือกเป็นห้อง Studio กันเลยทีเดียว ... ก็แบบว่า ราคาไม่ต่างกับห้องธรรมดาเท่าไร
จอดรถ เก็บของเรียบร้อย ก็ได้เวลา ออกล่าประสบการณ์กันต่อ
การเดินทางใน Salzburg เราเลือกเป็นการโดยสารด้วยรถเมล์ทั้งหมด โดยเราต้องหาป้ายรถเมล์ใกล้ๆ แล้วก็ดูสถานีที่เราจะไป อย่าลืมขึ้นให้ถูกฝั่งนะจ๊ะ
#TIP : การขึ้นรถเมล์ใน Salzburg ถ้าวางแผนเที่ยวไว้หลายจุด ซึ่งห่างกัน ต้องขึ้นรถเมล์หลายๆรอบ แนะนำให้ซื้อตั๋ววัน ถูกกว่า เพราะขาเดียวราคาประมาณ 2.5€ แต่ตั๋ววันน่าจะประมาณ 4€ (ถ้าจำไม่ผิดน่ะนะ) ก็จะคุ้มกว่า และห้ามขึ้นรถโดยสารในยุโรป แบบไม่ซื้อตั๋วเด็ดขาด ไม่ว่าจะรถเมล์ รถไฟ เพราะอาจจะดวงไม่ดี ถูกตรวจสอบ แล้วโดนค่าปรับหลายเท่าตัวนะจ๊ะ
ที่ป้ายรถเมล์จะมี ป้ายบอกเวลาอยู่ว่ารถเมล์สายนั้นๆจะมาถึงเวลาเท่าไร ป้ายนอกเมืองจะเป็นป้ายบอร์ดธรรมดา แต่ในเมืองจะเป็นป้าย Digital real time คือบอกว่ารถกำลังมา เหลือเวลาอีกกี่นาที รถจะมา ประมาณนี้
เมื่อรถเมล์มา เราก็เดินขึ้นไปพร้อมจ่ายเงินที่คนขับรถเลย ที่บ้านเมืองเค้าไม่มีกระเป๋ารถเมล์นะจ๊ะ จ่ายเงินได้ตั๋วมาแล้วก็เดินผ่านที่กั้นประตูเข้าไป สิ่งที่สังเกตเห็นคือ ความสะอาด ดูไม่แออัด สามารถหาที่นั่งได้ง่ายๆ พอได้ที่นั่ง อิฉันก็สังเกตไปทั่วรถ ด้วยความไม่เคยขึ้นรถเมล์ที่ออสเตรีย ในรถจะมีป้ายบอกว่า รถคันนี้สายอะไร สถานีหน้าเป็นสถานีอะไร คล้ายๆบนรถไฟ ดังนั้นขึ้นจากสถานีไหนก็อย่าลืมจำกันด้วยล่ะ
มองไปมองมา เห็นป้าย ที่มีรูปสุนัขใส่ที่ครอบปาก ... แล้วก็อดดีใจไม่ได้ ที่นี่ สามารถพาสุนัขขึ้นรถโดยสารได้ เพียงแต่ต้องใส่ที่ครอบปากให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น
หากสังเกตดีๆ รถโดยสารที่นี่จะมีรางสายไฟอยู่ด้านบนของรถ ซึ่งเมื่อเเข้าไปในเมืองก็จะยิ่งเห็นชัดว่ามีสายพัวพันกันเต็มไปหมด แต่จริงๆแล้วมันเป็นระบบนะ ทำให้รถวิ่งเป็นระเบียบและทำให้ข้อมูล real time มากขึ้น
ในวันแรกที่เราไปถึง Salzburg เป็นช่วงประมาณ 4 โมงเย็นแล้ว จึงไปเดินเล่นในเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นเขตที่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ต้องมาเดิน ถึงจะเรียกว่ามาถึง Salzburg แต่ในช่วงเย็นเราลองเดินรอบๆนอก ยังไม่ได้เข้าไปในเขตเมืองเก่ามากนัก เพราะกลัวจะมืดซะก่อน
อาคารบ้านเรือนที่นี่ บางหลังมีความเก่า ซึ่งสังเกตได้จากรูปปั้นหน้าบ้านได้ เพราะน้องเล่าให้ฟังว่าคนสมัยก่อนเค้าจะปั้นรูปหน้าตัวเองไว้ที่หน้าบ้านเป็นสัญลักษณ์ บางตึกก็มีสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ น่าหลงไหล
ที่นี่มีความเป็นเมืองพอสมควร มีย่านให้ Shopping สำหรับขาช็อปฯทั้งหลาย ทั้งในเขตเมืองเก่า และเมืองใหม่ และยังเป็นเมืองที่มีการศึกษาที่ดีด้วย ได้ยินเขาเล่ากันว่า การมาเรียนที่นี่จบยากพอสมควร มีความหินมากๆ.... ฟังแล้วช่างน่ากลัว >//<
เราเดินชมโบสถ์ ชมมหาวิทยาลัย ชมย่าน Shopping เยี่ยมบ้านโมสาร์ท ดูสถาปัตยกรรมต่างๆซึ่งมีความน่าสนใจมากมาย เดินไปเดินมาก็จะพบรถม้านำเที่ยวเป็นระยะๆ เห็นแล้วอยากจะขึ้นไปลองนั่งบ้างจริงๆ
มาลองดูบรรยากาศรอบๆเมืองเก่ากันดีกว่า สวยขนาดไหนไปดูกัน -->
ย่าน Shopping ในเมืองเก่าจะมีความสวยงามทั้งตัวตึกและการติดป้ายบอกหน้าร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ป้ายหน้าร้านจะมีลักษณะเป็นเหล็กดัดที่ทำแบบสวยงาม ยื่นเรียงรายกันตามถนน มองดูแล้วช่างดูเข้ากันยิ่งนัก
การมาเที่ยวในยุโรป สิ่งที่ดีงามมากอย่างหนึ่งก็คือ อากาศที่เย็นสบาย ทำให้เราเดินได้โดยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร เดินได้โดยไม่รู้สึกเหนอะตัว ซึ่งการเดินถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ไม่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ และยังทำให้เราชมเมืองได้ทั่วถึงและเก็บรายละเอียดได้เยอะอีกต่างหาก
ในระหว่างที่เดินเล่นกัน ผู้น้องของอิฉันก็ช่างสังเกตเห็นโปสการ์ดใบหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ถือว่าเป็นจุด Signature ของเมือง Salzburg หลังจากถามไถ่สถานที่กับผู้ขายแล้ว เราก็ไม่รอช้า เดินไปยังจุดๆนั้นทันที เพื่อให้ทันแสงอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงลับขอบฟ้า
ฉับ..ฉับ...ฉับ เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างมีจุดหมาย ไปยังสถานที่ที่ตากล้องมักจะมาเก็บภาพ ไม่ว่าจะเป็นตากล้องมืออาชีพ หรือตากล้องมือสมัครเล่นอย่างกวาง เราใช้เวลาเดินจากเขตเมืองเก่าไม่นาน ก็เริ่มเห็นสะพานที่เป็นจุดหมาย ..... อื้มมม อากาศช่างดีเหลือเกิน กำลังเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป
ในที่สุดก็เดินมาถึง สะพานซึ่งเป็นจุดที่เราจะถ่ายภาพวิวที่เป็น Signature view ของ Salzburg การถ่ายภาพต้องเดินไปประมาณกลางสะพาน เพื่อถ่ายให้เห็นเขตเมืองเก่า คู่กับแม่น้ำ Salzach ซึ่งไหลผ่านกลางเมือง พร้อมกับโบสถ์อีกฝั่ง .... ลองจินตนาการถึงภาพแล้ว ช่าง Classic Romantic เสียเหลือเกิน ไม่รู้จะใช้คำไหนอธิบายดี
บนสะพานบางแห่งของที่นี่ เราสังเกตเห็นการคล้องกุญแจ ประมาณอารมณ์ในเกาหลี แต่จริงๆแล้วเท่าที่ได้รับการบอกเล่ามา เค้าบอกว่า การคล้องกุญแจบนสะพานเพื่อความรักที่มั่นคงนั้นมีต้นกำเนิดจากทางฝั่งยุโรปนี่เอง
เราใช้เวลาอยู่บริเวณนั้นสักพัก เดินเอื่อยๆ ซึมซับบรรยากาศดีๆ พออากาศเริ่มเย็น และพระอาทิตย์เลิกงาน เราก็นั่งรถเมล์กลับที่พัก เพื่อไปทำมื้อเย็นกินกันเองในค่ำคืนนี้....พอกินอิ่ม ก็กลิ้งไปกลิ้งมา ผลอยหลับไปเลย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฮื้มมมมม......เช้าแล้วหรือนี่ บิดซ้าย บิดขวา แล้วก็ผละลุกออกจากเตียงเพื่อทำภารกิจในตอนเช้า จากนั้นก็เตรียมเที่ยวเมือง Salzburg ต่อ โดยวันนี้เรามีแผนที่จะเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าอย่างละเอียด คิดแล้วก็ไม่รอช้า...จัดแจงข้าวของเสร็จ ก็ออกไปรอรถเมล์กันดีกว่า
#TIP : เวลาเจอป้ายรถเมล์ที่มีบอร์ดแจ้งเวลารถ ให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เผื่อสำหรับการวางแผนการเดินทางในครั้งต่อๆไป ทำให้เรารู้ว่าเราควรออกจากที่พักเมื่อไร แผนการท่องเที่ยวของเราจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเวลาที่รถมาถึงป้าย ในแต่ละวันอาจจะไม่เหมือนกันนะ ส่วนใหญ่ จันทร์-ศุกร์จะเหมือนกัน แต่เสาร์ กับอาทิตย์ จะไม่เหมือนจ้า
เอาล่ะๆ เดินทางๆ
แน่นอนว่า เราเดินทางไปยังเขตเมืองเก่า แวะหาอะไรกินเบาๆรองท้องในตอนเช้า แล้วก็เริ่มเดินเท้าเข้าไปยังเขตในๆของเมือง แล้วเราก็เห็นกำแพงใหญ่ๆมีบันไดเดินขึ้นไป ด้วยความสงสัย ประมาณว่าเป็นเจ้าหนูจำไม เราก็เดินขึ้นบันไดไปค่ะ เดินไปเรื่อยๆ ทางเริ่มลาดขึ้น ขาเริ่มเมื่อยเบาๆ แต่ก็ยังมั่นใจว่าทางจะพาไปสู่สถานที่ที่สวยงามแน่นอน เดินไปสักพักก็เริ่มเจอป้าย บอกว่าไป Festung หรือ Fortress ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า ป้อมปราการ นั่นเอง
Festung Hohensalzburg คือสถานที่ที่เรากำลังเดินไปนั่นเอง ปกติการขึ้นป้อมปราการสามารถไปได้ 2 ช่องทาง คือ มีรถรางโดยสาร สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดเดินเท่าไร และทางเดินเท้าซึ่งไม่โหดร้ายมากนัก พอให้เหงื่อออกบ้าง
การเข้าเยี่ยมชมป้อมปราการ มีค่าตั๋วในการเข้าชมอยู่ที่ 9.2€ ต่อคน ซึ่งก็ถือว่าคุ้ม เพราะวิวทิวทัศน์ด้านบนมีความสวยงาม เห็นได้รอบเมือง และในป้อมยังมีการจัดแสดง บอกเล่า เรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่สำคัญต่างๆมากมาย จริงๆตั๋วมีอีกราคาหนึ่ง ซึ่งแพงกว่านี้ ไม่แน่ใจว่าเท่าไร แต่หากซื้อตั๋วแบบนั้น จะสามารถเข้าไปในห้องที่เคยเป็นห้องนอนของกษัตรย์ที่เคยอยู่ที่ป้อมฯแห่งนี้ได้
วิวข้างบนจุดชมวิวนั้น พูดได้คำเดียวว่า...Wowww ว้าววว...สวยงามไร้ที่ติ ท้องฟ้าใส อากาศดี ลมพัดเย็นๆ มองลงไปที่เมือง มีความเป็น pattern เดียวกัน มองไปที่ด้านข้าง มีภูเขาโอบล้อม .... ถ้าไม่ได้ขึ้นมานี่ คงเสียดายเหมือนกัน
เราชักภาพเป็นที่ระลึกจนพอใจแล้วก็เดินเข้าไปด้านในของตัวป้อมปราการ ซึ่งมีการแบ่งเป็นหลายๆห้อง มีการบรรยายถึงการเกิดสงคราม และสิ่งที่หลงเหลืออยู่, สภาพป้อมปราการสมัยแรก จนพัฒนามาเป็นสมัยปัจจุบัน, โมเดลของป้อมปราการ, บอร์ดแสดงประวัติศาสตร์สำคัญๆทั้งของโลก และที่มี Salzburg เกี่ยวข้องด้วย, ห้องแสดงอุปกรณ์รบในสงครามสมัยก่อน, ห้องแสดงเครื่องดนตรี และอุปกรณ์เครื่องใช้ในสมัยนั้น ซึ่งห้องแสดงแต่ละห้องมีการจัดวางและตกแต่งอย่างสวยงาม ทำให้เราพอจินตนาการถึงในสมัยก่อนได้มากขึ้นเยอะเลย อีกทั้งมีร้านค้าของที่ระลึกที่เกี่ยวกับป้อมปราการและเมืองด้วย **เสียดายที่ด้านในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป จึงไม่ได้นำรูปมาฝากกัน >//<
หลังจากชื่นชมป้อมปราการจนรอบ เราก็เดินลงจากป้อมอีกทางหนึ่ง ซึ่งพาเราไปยังอีกมุมของเมือง ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวมักมาเยี่ยมชมกัน เป็นจตุรัสที่มีงานศิลปะซึ่งเป็นฝีมือของนักศึกษามหาวิทยาลัย Salzburg โดยจะเป็นรูปปั้นผู้ชายยืนอยู่บนลูกบอลสีทอง ทำให้ดูแปลกและโดดเด่น และบริเวณแถวนั้นยังมีร้านค้า และลานกิจกรรมที่มีกระดานหมากรุกขนาดใหญ่ อีกด้วย ดูๆไปคล้ายกับไอเดียในภาพยนตร์ Harry potter ตอนศิลาอาถรรพ์ เลยทีเดียว
เดินจากตรงนั้นไปอีกนิดเดียว ก็จะเจอมหาวิหาร Salzburg Cathedral ซึ่งเป็นโบสถ์ศิลปะบาโรกที่งดงามมีความโอ่อาตามสไตล์ ความสวยงามที่เห็นนี้เกิดจากการบูรณะครั้งใหญ่หลังจากที่โบสถ์นี้ได้ถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อนชาวเยอรมันเล่าให้ฟังว่า การตกแต่งโบสถ์ที่ดูวิจิตรตระการตา งดงามนั้น ซึ่งเห็นได้อยู่ทุกที่ เพื่อให้รู้สึกว่าเราอยู่บนสรวงสวรรค์ที่มีความงดงามนั่นเอง